ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

เรียนรู้เพื่อเป็นวิทยาทานเท่านั้น จึงไม่ขอพิจารณาพระให้ใคร เพราะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่อง dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

(236) ขอเชิญร่วมทำบุญสร้าง "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท"

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com
0857678008



 

 
ขอเชิญร่วมสร้าง "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต" วัดโคกปราสาท
ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา
รายนามผู้ร่วมบุญจะพิมพ์ประกาศต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ

ท่านทั้งหลาย แม้เราจะเข้าใจดีว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พระสงฆ์ผู้เข้ามาบวชแล้ว ไปสร้า
งวัดสร้างศาลาแลอาสนะทั้งหลาย แต่พระพุทธองค์ก็ได้ละเว้นไว้ให้สำหรับ "ฆราวาสแลอุบาสกอุบาสิกา" สามารถที่จะสร้างเสนาสนะถวายพระสงฆ์ได้ ดั่งที่พระพุทธองค์ได้อนุญาตให้พระเจ้าพิมพิสารสร้างเสนาสนะถวายที่ป่าเวฬุวัน รวมทั้งยังได้ตรัสสรรเสริญว่า พระเจ้าพิมพิสารได้ผลานิสงส์มากมายจากการสร้างในครั้งนั้น ดังนั้น การสร้างทานบารมีสำหรับผู้มีปัญญานั้น คือทานที่ออกจากใจอันบริสุทธิ์ ได้ปัจจัยมาด้วยความบริสุทธิ์ และถวายแด่พระสงฆ์หรือผู้ที่มีศีลอันบริสุทธิ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงมิใช่ทานที่พระสงฆ์เป็นผู้ขอร้องมา หรือมิใช่ทานเพื่อสนองกิเลสของพระสงฆ์ และมิใช่การแข่งขันกันสร้างเพื่ออวดบุญบารมีดั่งที่เห็นกันมากในปัจจุบัน


อานิสงส์ของการสร้างพระเจดีย์ทำให้บรรลุธรรมได้

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ได้เล่าให้ฟังว่า ทำไมพระอรหันต์จึงมีมากในภาคอีสาน ก็เพราะครูอาจารย์เหล่านั้น ส่วนใหญ่เคยมีส่วนร่วมในการสร้างพระธาตุพนมมาแต่อดีตแทบทั้งนั้น ผลานิสงส์ดังกล่าวจึงทำให้ท่านมาเกิดสร้างบารมีอยู่แถบอีสาน จนสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด ดังตัวอย่างของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเคยมีส่วนร่วมในการสร้างพระธาตุพนมตั้งแต่ในอดีตชาติ ผลานิสงส์ในครั้งนั้น ได้ส่งผลให้ท่านบรรลุธรรมในภพสุดท้ายนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันว่า การที่บุคคลใดได้มีส่วนร่วมทำบุญสร้างพระเจดีย์ธาตุองค์ใดๆก็ตาม หากทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ในสถานที่อันบริสุทธิ์ ทั้งผู้ที่พาสร้างและผู้ร่วมสร้าง ต่างก็มีจิตใจอันบริสุทธิ์ เพื่อเป็นการสร้างถวายบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม แลพระสงฆ์ อานิสงส์จึงมีมากมาย แล้วโอกาสที่จะได้สร้างพระเจดีย์ธาตุนั้น ในโลกนี้จะมีสักกี่แห่ง และในภพหนึ่งจะมีโอกาสสักกี่ครั้ง ขอให้ทุกท่านได้พิจารณาตามตัวอย่างนี้

ศิษย์ : "หลวงปู่เจ้าคะ หลวงปู่บำเพ็ญบารมี ทำบุญอะไรไว้ในชาติก่อนเจ้าคะ จึงได้บวชมาเป็นหลวงปู่ ให้พวกเรา ได้กราบไหว้เคารพบูชาอย่างนี้?"

หลวงปู่ชอบ : "ไปธาตุพนม สร้างธาตุพนม ไปกับพ่อเชียงหมุน (สหายในชาติก่อน) ช่วยกันสร้างธาตุพนม ...
เอาเงิน ๕๐ สตางค์ กับผ้าขาววาหนึ่ง เอาไปกับเพิ่น... อธิษฐานว่า ให้ได้บวช ให้พ้นทุกข์ ว่าอย่างนี้แหละ"

ศิษย์ : "เงิน ๕๐ สตางค์ สมัยโน้นคงจะมากนะหลวงปู่?"
หลวงปู่ชอบ : "มากอยู่"


 




ที่มาของการสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท


ท่านทั้งหลาย มูลเหตุแห่งการสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต ณ วัดโคกปราสาทในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่หลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย ซึ่งเป็นมารดาของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ได้ละสังขารเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2556 และหลังจากการถวายเพลิงสรีระของท่านในวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 แล้ว ปรากฏว่าอัฐิของหลวงแม่ชีอุ่นกลายเป็นพระอรหันตธาตุทันที และเนื่องจากสถานที่ถวายเพลิงหลวงแม่ในครั้งกระนั้น ยังคงมีกองเถ้าถ่าน และยังมีอัฐิธาตุของหลวงแม่บางส่วนปะปนอยู่ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร จึงมีดำริว่า อยากจะสร้างเจดีย์ขนาดเล็กครอบไว้เป็นการส่วนตัว เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงคุณงามความดีของมารดา และเพื่อให้ลูกหลานและพุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะบูชา เพราะนานๆจะมีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลกสักองค์ ก็นับว่ายากแสนยาก เมื่อผมทราบดังนั้น ผมจึงขอตั้งจิตอธิษฐานขอสนองบุญคุณครูอาจารย์ ด้วยการเป็นสะพานบุญ เพื่อบอกบุญแก่ญาติธรรมทั้งหลาย ได้ร่วมกันบริจาคทานปัจจัยมา เพื่อร่วมสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตดังกล่าวตั้งแต่บัดนั้นมา ในตอนแรกนั้นคิดว่าจะสร้างเจดีย์ขนาดเล็กๆ งบประมาณราว 1-3 แสนบาท แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง

ต่อมาบรรดาลูกศิษย์ระลึกได้ว่า หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังหลายครั้งว่า เมื่อช่วงที่หลวงพ่อสิ้นกิเลสใหม่ๆ พระพุทธองค์เสด็จมาให้กำลังใจ และตรัสในช่วงหนึ่งว่า "เราจะมาอยู่กับเธอ" พร้อมกับเนรมิตให้เห็นพระเจดีย์ธาตุเป็นแก้วใสทั้งองค์ และพระบรมสารีริกธาตุสีเขียวมรกตองค์ขนาดเท่าหัวแม่มือ พระพุทธองค์ตรัสถามหลวงพ่อว่า "แล้วเธอจะไม่สร้างเจดีย์หรือ" หลวงพ่อทูลตอบพระพุทธองค์ว่า "ข้าพระพุทธเจ้ามิสามารถสร้างได้พระพุทธเจ้าข้า" (เป็นเจดีย์แก้วทั้งองค์) พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า "แล้วเธอจะเอาพระบรมสารีริกธาตุของเราไปไว้ที่ไหน" หลวงพ่อทูลตอบว่า "ข้าพระพุทธองค์ก็จะเก็บไว้ในกุฏินี้พระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธองค์จึงตรัสให้กำลังใจว่า "เธอเป็นผู้มักน้อยนะ ดีแล้ว แล้วเราจะมาอยู่กับเธอ" นั้นคือคำที่หลวงพ่อเคยเล่าให้ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังอยู่หลายครั้ง หลวงพ่อบอกว่า พระบรมสารีริกธาตุองค์เขียวมรกตงดงามมาก ไม่เคยมีอยู่ในโลกมนุษย์ (สรุปและเรียบเรียงคำพูดใหม่อาจผิดเพี้ยนบ้าง จึงขอขมากรรมต่อพระพุทธองค์และหลวงพ่อครับ)

เมื่อลูกศิษย์ได้ฟังเรื่องราวนั้นแล้ว จึงได้ปรึกษากันเพื่อขออาสาที่จะก่อสร้างพระเจดีย์ถวายท่าน เพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา จึงถือโอกาสขออนุญาตหลวงพ่อ ขยายแบบเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น และได้หยุดโครงการไประยะหนึ่ง เพื่อวางแผนและออกแบบพระเจดีย์ให้สมบูรณ์ บัดนี้ การออกแบบได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมกับได้ลงมือก่อสร้างฐานรากแล้ว โดยเจดีย์ทั้งองค์จะใช้วัสดุเป็น "หินทราย" ในการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความสูง 18 เมตร คาดว่าพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตองค์นี้ น่าจะอยู่ได้เป็นหมื่นปี และเป็นที่น่าปีติยินดีสำหรับพุทธศาสนิกชน ที่พระพุทธองค์เสด็จมาบอกหลวงพ่อว่า การสร้างเจดีย์องค์นี้ให้ออกแบบโดยมีลักษณะดังนี้

- ฐานชั้นแรก มีรูปทรงสี่เหลี่ยมหมายถึง "อริยสัจสี่"
- ชั้นที่สอง เป็นแปดเหลี่ยมหมายถึง "มรรคมีองค์แปด"
- และชั้นที่สาม ที่เป็นทรงกลมเหมือนเลขศูนย์นั้นหมายถึง "พระนิพพาน"
โดยการออกแบบในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากนายธนาบดินทร์ สิปปภากุล (บุตรชาย ดร.นนต์) และเพื่อนภาควิชาสถาปัตยกรรมไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายนิธิณัช สังสิทธิ นายธิติวุฒิ วิเชียรนุกูล และนายสุภเวช กิ่งตัน เป็นผู้ออกแบบ จึงขออนุโมทนาทุกประการ (ให้คลิ๊กดูรายละเอียดในภาพข้างล่าง)




 
 
 
ภาพแสดงรายละเอียดทั้งภายนอกภายในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท


อย่างไรก็ตาม ในวันที่ขุดหลุมเพื่อก่อสร้างฐานพระบรมเจดีย์ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท้าวมหาพรหมและท้าวสักกะเทวราช รวมทั้งเหล่าเทวดาได้มาชุมนุมกัน เพื่อมาอนุโมทนาสาธุการ โดยมีเทวดาได้อาสามาเฝ้ารักษาพระบรมเจดีย์กันหลายองค์แล้ว ท้าวสักกะเทวราชยังบอกว่า พระบรมสารีริกธาตุองค์เขียวมรกตยังอยู่บนสวรรค์ ซึ่งท่านเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ ซึ่งคาดว่า เมื่อพระบรมเจดีย์องค์นี้เสร็จแล้ว มนุษย์โลกอาจได้เห็นและได้กราบสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ "องค์เขียวมรกต" ในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตแห่งนี้ก็ได้ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "แล้วเราจะมาอยู่กับเธอ" หลวงพ่อบอกว่า ผู้ที่จะได้ร่วมสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตแห่งนี้ จักมีอานิสงส์มากมายมิมีประมาณ (ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้) เพราะจะเป็นที่กราบสักการะบูชาของทั้งสามแดนโลกธาตุ มิใช่แต่เพียงมนุษย์เท่านั้น พรหมเทวดาทุกชั้นฟ้าก็จะมากราบสักการะพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตแห่งนี้ กระนั้นก็ตาม การก่อสร้างพระบรมเจดีย์นี้ หลวงพ่อจะไม่ให้มีการโฆษณา ไม่มีการเรี่ยไรเงิน แต่จะให้เป็นไปตามธรรมชาติ ผู้มีบุญและมีปัญญาจะได้เลือกหากันเอาเอง ให้ค้นพบและรู้สึกที่อยากจะทำกันเอง มิใช่หลวงพ่อเป็นผู้บอก (ดร.นนต์ขออนุญาตบอกบุญได้ในเฟสบุ๊คและเว็บบล็อก และอนุญาตให้ญาติธรรมแชร์บอกบุญได้)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บริเวณก่อสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต ได้เริ่มก่อสร้างฐานรากแล้ว
 
 
 
 
 
หินทรายสีชมพูที่ใช้ก่อสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตทั้งหมด
 


อนึ่ง นอกจากพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตองค์นี้ จะเป็นที่ประดิษฐานพระอรหันตธาตุของหลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมายแล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐานหลักของพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระอัครสาวกและสาวกอาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ทันตธาตุหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท หลวงปู่ทา จารุธัมโม หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ เกสาธาตุหลวงปู่จาม มหาปุญโญ เกสาธาตุหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร เกสาธาตุหลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม เกสาธาตุหลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ อังคารธาตุหลวงปู่เนย สมจิตโต และอีกหลายๆองค์ 

ผมจึงขอถือโอกาสนี้บอกบุญมายังทุกท่าน ได้ร่วมกันสร้างมหากุศลอีกวาระหนึ่ง โดยสามารถโอนเงินร่วมบุญผ่านบัญชีของ ดร.นนต์ หรือจะไปทำบุญที่วัดโดยตรงก็ได้ และคาดว่า งบประมาณในการก่อสร้างน่าจะอยู่ในราวๆ 5 ล้านบาท โดยมีพระ ฆราวาส และลูกศิษย์ช่วยกันก่อสร้างบางส่วน

โอนทำบุญ ชื่อบัญชี นายณัฐนนต์ สิปปภากุล
503-269483-3
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครราชสีมา ประเภทออมทรัพย์
เมื่อโอนแล้วกรุณาแจ้ง ดร.นนต์ ตามเบอร์ 0857678008
หรือ dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com

รายนามผู้ร่วมสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต
จะพิมพ์ประกาศต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะแล้วเสร็จ

1. ดร.นนต์ และครอบครัว 10,000 บาท
2. คุณต้อยจัง 599 บาท
3. คุณวิทยา ไร่พิมาย และครอบครัว 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
4. คุณสมบูรณ์ เฉียงเมือง 2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
5. คุณเกษร ดอนสว่าง 5,000 บาท (จะถวายที่หลวงพ่อ)
6. ครอบครัวคุณลุงเฉลียว ทองศรี 2,929 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
7. คุณปกรณ์ ศรีเรือนทอง 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
8. คุณแม่ย้อย คินาพิศ 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
9. ด.ต.ศุภณัฏฐ์ วาดวงษ์ศรีภู และครอบครัว 1,000 บาท
10. คุณนวชนม์ อินทนะ 500 บาท
11. คุณรังสี ชาญนุวงศ์ 500 บาท
12. คุณสุภรณ์ อัมพากร 5,000 บาท
13. คุณเอเล็ค-คุณสุพรรณี เวอร์เอลสท์ (Eric Verelst) จากเบลเยี่ยม 5,000 บาท (จะถวายที่หลวงพ่อ)
14. คุณปีเตอร์-คุณสมบูรณ์ โฮมตัน จากอังกฤษ 2,000 บาท (จะถวายที่หลวงพ่อ)
15. นายทองสุกร-นางหนูตาล พร้อมครอบครัว 1,000 บาท (จะถวายที่หลวงพ่อ)
16. คุณอภิวัชร์ เมธาสวัสดิ์ 500 บาท
17. คณะของคุณอภิชนจากลำปาง ประกอบด้วย 1) นายอภิชน ประมุข 2) นายสุรัชณพ สิงห์หาคำ 3) นางมณภาศิษฏ บริบูรณ์ 4) นายวิญญธิ อินโต 5) นายสะอาด ปิ่นไชย 6) นายฐปกร ทองใบ 7) นายพงษกร สิงห์ไชย นายประสิทธิ์ ตามเดช 9) นายสรทรรศ สุภาสอน รวม 2,500 บาท
18. คุณป้าแป๊ว และครอบครัว 10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
19. คุณจิต 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
20. นายพลัฏฐ์ นส.อิสรีย์ นส.พรหมภัสสร อนันต์โชคปฐมา และนางณัฏฐ์ชุดา กิตติรัฐพสินี 400 บาท
21. คุณศรุต จันทสกุลเดชา 4,000 บาท
22. คุณจักรวาล-คุณสุพรรณี วรรณโกษิตย์ 275 บาท
23. คุณอภิเสฐ บุญพวง 500 บาท
24. คุณกันตพงศ์ 1,000 บาท
25. คุณนคปภา ไร่พิมาย 3,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
26. คุณคมสัน นามมนตรี และครอบครัว 2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
27. ครอบครัวสร้อยจุฑา และครอบครัวสมัปปิโต 200 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
28. อ.พัชรินทร์ มีลาภ 1,000 บาท
29. คุณณรงค์ เตชะกิจขจร 10,000 บาท
30. คุณแม่หมุน โชติมลทิน 599 บาท
31. คุณวัฒนา หาไชย 500 บาท
32. คุณมทินา กองทรัพย์ 50 บาท
33. คุณพิเชษฐ์ วิชุดา 2,000 บาท
34. คุณจรินทร์ อัศวโกวิททกรณ์ 2,500 บาท
35. คุณเฉลิมภัทร จันทะนะ 2,500 บาท
36. คุณนพปภัทร จันทะนะ 2,500 บาท
37. คุณนันธนัฐ อัศวโกวิททกรณ์ 2,500 บาท
38. ดร.บำรุง พาทยกุล  500 บาท
39. จ.ส.อ.กชพัฒน์-อ.รุ่งนภา เพ็ญวิจิตร และครอบครัว 2,000 บาท
40. คุณณัฐพล เลี้ยงบุญเลิศชัย  150 บาท
41. คุณเริงศักดิ์ มาเลิศ และครอบครัว 3,000 บาท
42. คุณธนัท ธนาประชุม และครอบครัว  2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
43. คุณธกฤต ธรรมฉัตรภาณี  3,500 บาท
44. คุณสมเกียรติ หลอดเข็ม  600 บาท
45. คุณประสิทธิ์ แผ่นผา  1,000 บาท
46. คุณครูเขียว-คุณรี่ อบต.หลุ่งตะเคียน  10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
47. คุณนา-คุณจิตร อบต.หลุ่งตะเคียน 2,400 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
48. คุณอภิเสฐ บุญพวง  8,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
49. ป้าสี-ลุงทราย นามมนตรี และครอบครัว 10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
50. คุณณรงค์ เตชะกิจขจร (เพิ่มเติม)  2,500 บาท
51. คุณสิรินทร์รัต อัศวจารุวรรณ  2,000 บาท
................................................................
52. คุณ aun  500 บาท
53. คุณพนิต ศรีพันธุ์  500 บาท
54. คุณปพร นฤนารถเสรนี และครอบครัว  1,000 บาท
55. คุณวิทยา - คุณเมตตา อิสระวิถี  500 บาท
56. คุณพลเศรษฐ์ เกตุศรีเมฆ และครอบครัว  3,200 บาท
57. คุณณัฏฐ์ชุดา กิตติรัฐพสินี และครอบครัว  500 บาท
58. คุณสปันนา โชคชัยธนพร  5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
59. คุณสุวินดา สีแพงมน และครอบครัว  1,000 บาท
................................................................
60. คุณจิโรจ แย้มมาก  777 บาท
61. คุณชัยวัฒน์ - นางเยาวรัตน์ -ด.ญ.ภัสสร วินิจมนตรี  500 บาท
62. คุณสุพจน์ นาคะวรรณศักดิ์ และครอบครัว  500 บาท
63. คุณวนิดา สกิ๊บสเตด  500 บาท
64. คุณชลวิทย์ - คุณชิดชนก บุปผเวส  1,000 บาท
65. ปลัดจุ๋ม อบต.หลุ่งตะเคียน  10,520 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
66. คุณนิตยา จันทร์ดง  500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
67. นางผกามาศ กมลพรวิจิตร  1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
68. ดช.วริศ กมลพรวิจิตร 20 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
69. ดช.กฤติน กมลพรวิจิตร 100 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
70. นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร และครอบครัว  3,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
71. นางสุณี ศิริอาชากุล  1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
72. นางพรรณี - น.ส.มงคล วิจิตรบรรณาการ 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
73. คุณชวนชื่น นานานุกุล และครอบครัว  5,000 บาท
74. คุณจักรพรรดิ พรวิเศษศิริกุล และครอบครัว  2,000 บาท
75. คุณโกศล แสนขันแก้ว  200 บาท
76. นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร และครอบครัว (เพิ่มเติม)  50,000 บาท
77. ดร.ขวัญสุมาณา และครอบครัว 10,000 บาท
78. คุณธารไพลิน - คุณสมชาย - ดช.มาโปรด เทพฉิม และคุณนาตยา แก้วมหา 1,600 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
79. คุณนันธนัฐ อัศวโกวิททกรณ์ และเพื่อนๆ  2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
80. คุณวิชัย - คุณศิริวิมล เจียมจันทร์ และ ดญ.อุเบกขา จันทร์แก้ว  500 บาท
81. คุณปวีย์สุดา ภูมิกอง และคุณสามารถ วงศ์มลี  1,000 บาท
82. คุณครูชำเลือง ขาวสุข  50,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
83. คุณดนุชวัฒน์ - นางพิชญ์สิณี สุวรรณศิลป์  5,000 บาท
84. คุณชูเกียรติ และครอบครัว  500 บาท
85. คุณภูเบศวร์  500 บาท
86. คุณกรณรัสย์ วุฒิเกตุ  1,000 บาท
87. คุณนวลพรรณ วิภาตกุล  500 บาท
88. คุณนพวรรณ วิภาตกุล 500 บาท
89. คุณพิเสฐ บุญพวง และคณะญาติธรรมจากชลบุรี  124,004 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
90. คุณเล็ก ไร่พิมาย  100,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
91. คุณปิยมน รักษาวงษ์  300 บาท
92. คุณรักธรรม จันทกุล  300 บาท
93. น.ส.สรธัญ สานุพงศ์ และครอบครัว  300 บาท
94. คุณธีรยุธร์ สังข์ทอง และครอบครัว  1,000 บาท
95. คุณสมทรง วงศ์ทองเหลือง  500 บาท
96. ไม่ทราบนาม  2,000 บาท
97. คุณสันติ ศรีวงศ์จันทร์ และคุณศศิประภา ผางพันธ์  1,000 บาท
98. คุณณรงค์ เตชะกิจขจร (เพิ่มเติม)  2,500 บาท
99. คุณชาตรี ศรีจาด  500 บาท
100. คุณประจักร์ วินิจนัยภาค และครอบครัว  1,000 บาท

101. คุณธานี ศรีแย้ม  500 บาท
102. น.ส.คณิศร ดนตรี  500 บาท
103. ปลัดนิสิต - ปลัดพิมพ์ทิพย์ นิกรสถิตย์  5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
104. นางมะลิ กลิ่นจุบัน  500 บาท
105. นายนรินทร์ ปิยารมย์  400 บาท

106. คุณพ่อมนู คุณแม่กัลยา สุวรรณรอด และครอบครัว 1,000 บาท
107. คุณบัญชา แก้วหานาม 1,000 บาท
................................................................
108. คุณผดุงพร แก้วกับทอง 200 บาท
109. คุณทยารัตน์ บรรณฑรวรรณโสภา 200 บาท
110. คุณอุทัย สิริศักดิ์ทวีชัย 200 บาท
111. คุณพุทธรักษา พิมพ์เสมา 200 บาท
112. คุณพัสกร เหลี่ยมแหลม 200 บาท
113. คุณอร พิสิษฐ์จริง และครอบครัว 100 บาท
114. คุณกิตติ พลเจริญ 50 บาท
115. มีผู้เงินเก็บได้ 20 บาท
116. คุณรุ่งเรือง สารวิจิตร และครอบครัว 199 บาท
117. คุณปฏิภาน คุณขาว - นส.ขวัญรัตน์ฎา คำจันทร์ พร้อมบุตรธิดา 500 บาท
118. คุณเพ็ญศรี สุดทิม 1,000 บาท
119. น.ต.ธนพัต มุ่งธัญญา 1,000 บาท
120. คุณแมค เกาะสมุย 500 บาท
121. ปลัดพิมพ์ทิพย์ - ปลัดนิสิต นิกรสถิตย์ (เพิ่มเติม) 1,000 บาท
122. คุณมานูญ วิถีผล และครอบครัว 5,200 บาท
123. คุณนิษฐารัตย์ อิ่มทรัพย์ 500 บาท
124. คุณแม่วิภา สถาปัตย์พัฒนา และครอบครัว 8,000 บาท(ถวายที่หลวงพ่อ)
125. คุณมาดา ลุพา 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
126. คุณปนัดดา แจ่มจำรัส 100 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
127. คุณฉันทนา เกิดบุญมาก 100 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
128. คณะกองทานบารมี 209 บาท
129. ครอบครัว พรโชคอนันตชัย 3,000 บาท
130. อ.ธรรมรัตน์ นาคจรัส 1,000 บาท
131. คุณปนัดดา พจนสิริ 1,000 บาท
132. คุณบรรลือศักดิ์ 200 บาท

.............................................
133. คุณแม่สุวรรณ ตันศิริสิทธิกุล และบุตร 500 บาท
134. คุณชาญเฉลิม และครอบครัว 500 บาท
135. คุณวีรพงษ์ มั่นสิริทรัพย์ และครอบครัว 500 บาท
136. ผศ.ดร.ชีวิน เปสตันยี 500 บาท
137. คุณแม่จริยา เกษมทรัพย์ 1,000 บาท
138. คุณวิไลวรรณ จงตระการสมบัติ 100 บาท
139. คุณฉลาด ไชยปัญญา 50 บาท
140. คุณจำลอง มิสา 20 บาท
141. คุณประสิทธิ์ ภูเงิน 10 บาท
142. นายโรจ - นางกมลรส มิ่งขวัญ 1,000 บาท
143. คุณวิชัย หรูรักวิทย์ 1,000 บาท
144. ญาติธรรมจากจังหวัดบุรีรัมย์ 400 บาท
145. คุณพชร -คุณทิพย์สุดา นาราด 1,000 บาท
146. ฐิตสิริภิกขุ และคณะ 890 บาท

147. คุณถวัลย์ ตันรัตนาวงศ์ และครอบครัว  3,000 บาท

รวมยอดสุทธิ 582,294 บาท
 

หมายเหตุ รายนามผู้บริจาคจะพิมพ์เพิ่มต่อท้ายนี้ไปเรื่อยๆ โปรดติดตามเป็นระยะๆครับ และจะรับบริจาคไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแล้วเสร็จ

ขอผลานิสงส์ทั้งหลายที่ท่านได้กระทำในครั้งนี้ และผลานิสงส์ทั้งหลายที่ผมได้บำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่ต้นธาตุ อดีตชาติและปัจจุบัน จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ท่านและครอบครัว จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
16 กันยายน 2557
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 





วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

(235) ขอเชิญร่วมทำบุญในพิธีถวายผ้าป่าเพื่อสร้างพระบรมเจดีย์ธาตุ วัดโคกปราสาท


 
 
ขอเชิญร่วมพิธีถวายผ้าป่าสร้างพระบรมเจดีย์ธาตุ
ณ วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา


ขออนุโมทนากับคณะบุญใหญ่จากกรุงเทพมหานคร คือ องค์กรแพทย์/ทันตแพทย์ คณะผู้บริหาร พยาบาล เจ้าหน้าที่และพนักงานโรงพยาบาลบีเอ็นเอช และกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โดยการนำของ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร และคณะ ที่มีจิตศรัทธามาขออนุญาตหลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท เพื่อจัดกองผ้าป่ามาร่วมสมทบทุนสร้างพระบรมเจดีย์ธาตุ วัดโคกปราสาท ในวันที่ 20 กันยายน 2557 เวลา 13.00 น. จึงขอเรียนเชิญญาติธรรมมาร่วมทำบุญ และร่วมในพิธีถวายผ้าป่าดังกล่าว และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยทุกประการครับ
 
ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
11 กันยายน 2557

 


วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

(345) อัศจรรย์ธรรมปฏิบัติบูชาคุณ ครบรอบ 60 ปี หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

 
 
อัศจรรย์ธรรมปฏิบัติภาวนาบูชาคุณ
ครบรอบ 60 ปี หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร
5-7 กันยายน 2557


ท่านทั้งหลาย เนื่องในวาระอันเป็นมงคลยิ่งในปีนี้คือ วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบวันเกิดทางโลก 60 ปี ของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา แม้หลวงพ่อท่านจะพูดเสมอว่า "หลวงพ่อก็เกิด ก็ตาย ทุกวันนั้นละ" แต่คณะลูกศิษย์ก็ขอโอกาสพ่อแม่ครูอาจารย์ เพื่อขอจัดงานแสดงมุฑิตาจิต อันเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและกตัญญูต่อท่าน ด้วยการเจริญภาวนากัมมัฏฐานตลอดวันและคืน เป็นเวลาสามวันสามคืน เพื่อเป็นการถวายบูชาคุณของท่าน รวมทั้งได้ถือโอกาสใส่บาตรและสรงน้ำเพื่อขอขมากรรมต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ อันเป็นประเพณีดีงามของพระป่ากัมมัฏฐาน จึงนับมีอานิสงส์มาก และในวาระเดียวกันนี้ ลูกศิษย์ยังได้ยินเรื่องราวอัศจรรย์ อันเป็นความรู้ความเห็นภายในขององค์ท่าน ที่นานๆครั้งท่านจึงจะได้เล่าให้ฟังสักที ดังจะขอยกตัวอย่างบางตอนมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้
 

 

 
ท้าวมหาพรหมและท้าวสักกะเทวราช

เมื่อคืน (5 กันยายน 2557) ท้าวมหาพรหมและท้าวสักกะเทวราชพร้อมเหล่าเทวดามากันมากมาย หลวงพ่อบอกว่า ท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะ และเทวดาเหล่านี้ เคยสร้างบารมีมากับหลวงพ่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนท้าวสักกะบันดาลฝนให้ตกหนักขณะภาวนาตามที่หลวงพ่อขอ เพราะหลวงพ่อจะพาลูกศิษย์นั่งสมาธิยาว 3 ชั่วโมงรวด แม้หลายคนเกิดเวทนาสุดๆ แต่ก็สู้ได้ หลังจากนั้น หลวงพ่อได้แสดงธรรมต่อจนถึงตีสาม ต่อจากนั้นก็พาสวดมนต์และนั่งสมาธิต่อจนถึงรุ่งเช้า หลวงพ่อบอกว่า คืนนี้ทุกคนได้รับอานิสงส์มาก นอกจากนั้น มีบางอย่างปรากฏให้บางท่านรับรู้ภายในคือ เมื่อคืนขณะนั่งภาวนาได้มีคลื่นบุญแผ่เข้ามาพร้อมกับรังสีสีเขียวของท้าวสักกะ ปรากฏขึ้นภายในใจของบุรุษผู้ยังโง่เขลา พอตอนเช้าหลวงพ่อบอกว่า "ท้าวสักกะท่านทำให้เห็น" เพื่ออนุโมทนาและเป็นกำลังใจ อีกทั้งน่าจะเป็นสิ่งยืนยันในเรื่องอจินไตยที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังเสมอ ส่วนรังสีบารมีของท้าวมหาพรหม ว่ากันว่าจะเป็นสีทอง เรื่องแบบนี้มิใช่จะให้ผู้ใดลุ่มหลงในปาฏิหาริย์ แต่ถือเป็นเรื่องธรรมดาในวงนักภาวนาที่สามารถเล่าสู่กันฟังได้ ดั่งครูอาจารย์ต่างๆท่านก็เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เพื่อเป็นกำลังใจแก่กันและกัน แต่ท่านจะไม่นำไปเล่านอกวงกัมมัฏฐาน แต่ในวาระนี้ ผมขอโอกาสนำมาเล่าเพื่อเป็นธรรมทานแก่ญาติธรรมตามเหตุอันควร
 

 
 
อดีตชาติของ อ.ดร.การัณย์ หอมชาติ

ท่านทั้งหลาย อีกเรื่องราวหนึ่งที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ทำไม ดร.การัณย์ หอมชาติ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่ออีกผู้หนึ่ง จึงได้ถวายรถปิกอัพแก่หลวงพ่อ และทำไมหลวงพ่อจึงต้องรับไว้ เพราะมันมีที่มาและที่ไป หลวงพ่อจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 60,000 ปีที่แล้ว สมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมนองค์ที่สองในกัปป์นี้ ดร.การัณย์เคยเกิดเป็นกษัตริย์ที่ศรีษะเกศ หลวงพ่อเป็นเศรษฐี เศรษฐีได้นำรถม้าไปถวายพระราชาในขณะนั้น พอมาในภพนี้ ดร.การัณย์จึงต้องกลับมาถวายรถม้า(ปิกอัพ)คืนแก่หลวงพ่อ  นอกจากนั้น ในภพก่อนๆ ดร.การัณย์ก็ยังเคยเกิดอยู่แถววัดโคกปราสาทมาแล้ว 10 ชาติ หลวงพ่อบอกว่าไม่มีบังเอิญที่ได้มาพบกันอีกครั้งในชาตินี้
 
นอกจากนั้น หลวงพ่อยังได้เล่าต่อไปว่า หลวงพ่อได้เคยอธิษฐานสร้างบุญบารมีและแข่งกันมากับพวกเราหลายๆคน มานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่หลวงพ่อขยันและเอาจริงกว่าจึงบรรลุธรรมก่อน ก็คงทะยอยกันไป ภพนี้ไม่ได้ก็ภพต่อๆไป ขอให้ขยันทำเอา หลวงพ่อพูดบ่อยว่า "คู่บุญบารมี" ที่สร้างบารมีร่วมกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนนั้น มีด้วยกัน 5 คน ตอนนี้มาครบกันแล้ว รวมทั้งผู้ที่สร้างบุญบารมีมาด้วยกันยังมีอีกมาก ก็ค่อยทะยอยมา  แม้แต่เหล่าเทวดาที่เคยสร้างบารมีด้วยกันก็มีมากที่ยังไม่ได้มาเกิด ทัาวสักกะองค์ปัจจุบันก็ใช่ ท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่ก็ใช่ เมื่อคืนเทวดาหมู่ใหม่ที่พึ่งทราบข่าวก็ทะยอยมากันมาก นอกจากนั้น หลวงพ่อยังเคยบอกว่า เมื่อเจดีย์สร้างเสร็จแล้ว วัดและบริเวณใกล้เคียงจะเจริญขึ้น ยุคของผู้สืบต่อจากหลวงพ่อองค์ต่อไปก็จะเจริญมาก ศรัทธาจะมีมาก หลวงพ่อตรวจสอบแล้วยุคต่อจากหลวงพ่อ ผู้นำจะไม่มีความหลงในลาภสักการะและศรัทธาแน่นอน แต่ยุคต่อๆไปไม่แน่ หากประมาท ให้สอนเอานะ แนะนำตักเตือนกันเอาเด้อ เรื่องนี้หลวงพ่อเล่าให้ฟัง เมื่อวันที่ช่างเอาแท่นหินสร้างเจดีย์มาลงที่วัด เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา
 

 
 
วิบากกรรมของหลวงพ่อ

อีกเรื่อง หลวงพ่อเคยเล่าถึงเรื่องวิบากกรรมของท่านในภพนี้คือ ตอนหนุ่มๆท่านเคยเย็บก้นหนูสามตัวแล้วปล่อยมันไปตามความเชื่อที่ว่า เมื่อมันไม่สามารถขับถ่ายได้ มันก็จะไปกัดทำลายกันเองในรัง ท่านทำไปตามที่เคยได้ยินวิธีนี้มาจากผู้อื่น เพราะหนูมันมากัดทำลายมันสำปะหลังของท่าน วิบากกรรมดังกล่าว จึงทำให้ท่านเป็นริดสีดวงทวารจนทรมานสุดๆ ดั่งที่ลูกศิษย์ทราบกัน เมื่อหมดกรรมริดสีดวงทวารหายแล้ว ตอนนี้ท่านกำลังรับวิบากกรรมอันใหม่คือ อาการปวดเอวไล่ลงไปที่ขา จนไม่สามารถไปบิณฑบาตได้หลายอาทิตย์แล้ว เป็นเพราะตอนหนุ่มท่านเคยไปหากบในนาได้มาตัวหนึ่ง ตัวมันใหญ่มาก ท่านจะหักขามันแต่หักไม่ได้ จึงใช้มีดเคาะขามันจนหักทั้งสองข้าง ท่านบอกว่า ภพนี้จึงต้องใช้กรรมให้หมด เพราะไม่มีภพหน้าให้มาใช้กรรมอีกแล้ว
 
 
เรื่องของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เมื่อคืนหนึ่งของสัปดาห์ที่แล้ว ท้าวมหาพรหมและท้าวสักกะเทวราชเสด็จมา พร้อมกับได้บันดาลให้ฝนตกลงมาในช่วงนั่งภาวนา หลวงพ่อจึงพานั่งสมาธิยาว 2 ชั่วโมง ขณะที่หลวงพ่อสนทนาธรรมกับท้าวทั้งสอง เนื่องจากหลวงพ่อสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมจึงยังไม่มีการถวายเพลิงสรีระของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงพ่อจึงถือโอกาสถามท้าวเธอทั้งสองว่า ทำไมยังไม่มีการเผาสรีระของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท้าวทั้งสองตอบว่า เพราะพรหมและเทวดาขอหลวงพ่อฤาษีลิงดำไว้ไม่ให้มีการเผา เพื่อให้ประชาชนและเหล่าพรหมเทวดาได้กราบไหว้บูชา ท้าวทั้งสองยังบอกหลวงพ่ออีกว่า พวกเขาจะขอสรีระของหลวงพ่อไว้ไม่ให้เผาเช่นกัน หลวงพ่อบอกเขาว่า หลวงพ่อจะให้เผาเลยทันทีไม่ให้เก็บไว้หรอก เขาเลยบอกว่า งั้นเขาจะขอสรีระของหลวงพ่อไปไว้บนสวรรค์เอง หลวงพ่อพูดกับลูกศิษย์พร้อมกับหัวเราะว่า "ถ้าศพหลวงพ่อหายไปอย่าตกใจละ"
 
 
ความผูกพันกับหลวงปู่จาม มหาปุญโญ

ท่านทั้งหลาย ในวาระนี้ มีเรื่องอันน่าปีติยินดียิ่งที่ได้ทราบว่า หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท เคยมีความผูกพันกันมากับหลวงปู่จาม มหาปุญโญ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนหลวงปู่จามมาหาท่าน เพราะหลวงปู่จามกับหลวงพ่อเคยสร้างบุญบารมีมาด้วยกันนับแสนชาติ หลวงปู่จามได้แสดงรูปร่างหน้าตาของหลวงพ่อให้ดูว่า ภพชาติใดมีหน้าตาเช่นไร หลวงปู่จามบอกหลวงพ่อว่า "อาจารย์เหลือง (หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม) ก็เป็นศิษย์ของเราและไปหาเราบ่อย แต่ท่าน(หลวงพ่อ)ไม่เคยไปหาเราเลย" หลวงพ่อจึงตอบหลวงปู่จามไปว่า "เพราะท่านยังเป็นผู้น้อยและไม่รู้จักหลวงปู่มาก่อน และอยู่ไกลกัน จึงไม่ได้ไปกราบหลวงปู่" หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า หลวงปู่จามท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์แล้ว เกสาของท่านขดคล้ายกันกับถักเปีย ยังมิใช่เกศขดก้นหอยแบบพระพุทธรูป ท่านทรงเครื่องคล้ายฤาษีหรือนักพรตบอกไม่ถูก สวยงามมาก หลวงพ่อสงสัยจึงถามหลวงปู่จามไปว่า "ทำไมกายทิพย์ของหลวงปู่จึงเป็นแบบนี้" หลวงปู่ตอบว่า "เป็นลักษณะของพระโพธิสัตว์" และสุดท้าย หลวงปู่จามก็ได้พูดให้กำลังใจหลวงพ่อว่า "ดีแล้ว พ้นแล้ว ก็ขอให้ทำต่อไปตามแบบครูอาจารย์ ช่วยสงเคราะห์สัตว์โลกต่อไป"  เช้านี้จึงไดัรับรู้เรื่องราวที่เป็นมงคลยิ่ง (7 กันยายน 2557)
 
 
ป่าหิมพานต์

เมื่อเช้า (7 กันยายน 2557) หลวงพ่อเล่าว่า ท่านไปดูป่าหิมพานต์มาเช่นเดียวกันกับที่หลวงปู่จามไปเห็นมา หลวงพ่อเล่าว่า ป่าหิมพานต์อยู่ที่เทือกเขาหิมาลัย อยู่ระหว่างอินเดีย ทิเบต และจีน เทือกเขานี้วงข้างในจะมีภูเขาอยู่สามลูก ตรงกลางจะเป็นที่เก็บพระสรีระของพระมหากัสสปะเถระเจ้า ที่ได้ละสังขารเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล และรอพระศรีอาริยเมตไตรยมาเป็นผู้ถวายเพลิงสรีระของท่าน เพราะวิบากกรรมที่พระศรีฯได้กระทำกรรมกับท่านไว้ในอดีต ที่เก็บพระศพของพระมหากัสสปะเถระเจ้านั้น จะมียักษ์และเทวดาคอยเฝ้าดูแลผลัดเปลี่ยนเวรกัน หลวงพ่อบอกว่า ที่เขียนเรื่องนี้ไว้ในพระไตรปิฎกนั้นถูกต้องแล้ว จีวรของท่านเป็นสีเดียวกันกับจีวรของพระป่าธรรมยุติ ส่วนสัตว์หิมพานต์นั้น ก็มีเหมือนที่เขาเขียนภาพกัน ป่าหิมพานต์เป็นอีกมิติหนึ่ง มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้ นอกจากไปด้วยญาณเท่านั้น ป่าหิมพานต์เป็นแดนของผู้ไปเสวยวิบากกรรม สัตว์มีกรรมนั้นมากมาย พวกกินรี คนธรรพ์ ครุฑก็อยู่ที่นั่น ฤาษีก็มาก เปรตอสูรกาย ยักษ์ก็มี ป่าเขาสวยงามสงบร่มเย็นดี พวกฤาษีจึงชอบไปบำเพ็ญตะบะกันอยู่ที่นั่น หลวงพ่อบอกว่า "หลวงพ่ออยากให้ลูกศิษย์ได้ไปเห็นเหมือนหลวงพ่อ จะได้มาเล่าแทนหลวงพ่อบ้าง" หลวงพ่อบอกว่า ที่ครูอาจารย์พระอรหันต์ท่านไปเห็นมานั้นถูกต้องแล้ว
 
 
สรงน้ำขอขมากรรม
และขอนิมนต์หลวงพ่อให้ดำรงอายุขัยสืบไปอีกระยะหนึ่ง

ท่านทั้งหลาย เมื่อภาวนาและเจริญกัมมัฏฐานครบ 3 วันแล้ว วันนี้ (7 กันยายน 2557) ลูกศิษย์จึงขอโอกาสสรงน้ำหลวงพ่อ เพื่อขอขมากรรมต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพบูชา ควบคู่กับการเจริญภาวนา จึงนับว่ามีอานิสงส์มาก อย่างไรก็ตาม ขณะที่ลูกศิษย์ได้ทำพิธีขอขมากรรมเสร็จแล้วนั้น ป้าหวังผู้มีภูมิธรรมสูงได้เห็นเทวดาพากันมามาก ต่างก็เข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยสว่างไสว และขณะที่หลวงพ่อพูดให้กำลังใจลูกศิษย์ มีบางคำที่ไปสะดุดใจป้าหวังเข้า จนอดที่จะสะเทือนเข้าไปข้างในใจไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องการละสังขารของหลวงพ่อ ป้าหวังและบรรดาลูกศิษย์จึงต้องเข้ามาขอความเมตตา ขอให้หลวงพ่ออย่าพึ่งได้ละสังขารเลย อย่างน้อยก็ขอให้อยู่ถึง 80 ปี เพราะเหล่าเทวดาเขามาหาที่พึ่ง อีกทั้งลูกศิษย์ก็ยังไม่สิ้นกิเลสสักคน บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยน้ำตา
 
 
 
 
หลวงพ่อท่านจึงเมตตาบอกว่า "จะอยู่ไประยะหนึ่งเท่าที่ธาตุขันธ์จะอยู่ได้ อย่าได้วิตกกับมันเลย หลวงพ่อยังไม่ไปตอนนี้หรอก" ความจริงบรรดาลูกศิษย์รู้เห็นอาการของหลวงพ่อมาตลอดว่า ท่านจะหมดอายุขัยในปีนี้ ตามที่ท่านได้บอกไว้นานแล้ว แต่ท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะเทวราช และเหล่าพรหมเทวดามานิมนต์ขอไว้ แม้ธาตุขันธ์ของหลวงพ่อมีเหตุเจ็บป่วยจวนจะละสังขารไปหลายครั้งแล้ว แต่ด้วยความเมตตาต่อลูกศิษย์ผู้เคยสร้างบุญบารมีมาด้วยกัน ยังไม่มีใครบรรลุธรรมสักคน ท่านจึงฝืนสังขารด้วยการเจริญอิทธิบาทสี่ขจัดความตายออกไปก่อน ด้วยความเมตตาต่อลูกศิษย์ และเหล่าเทวดาอย่างมิมีประมาณ ลูกศิษย์จะขอจดจำปฏิปทาของหลวงพ่อ เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติสืบต่อไปให้ดีที่สุด
 
ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
8 กันยายน 2557


 
 




วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

(344) "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" เป็นสัจธรรมของโลก

 


"เกิด แก่ เจ็บ ตาย" เป็นสัจธรรมของโลก

ท่านทั้งหลาย ข่าวการเสียชีวิตของบุคคลอันมีชื่อเสียง มักจะปรากฏในสื่อสารมวลชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะต่างจากบุคคลอันเป็นสามัญธรรมดามากมาย เพราะนั่นเป็นสัจธรรมของโลก ซึ่งจะหาอะไรเท่าเทียมหรือเที่ยงแท้แน่นอนก็ไม่มี เพราะบุญวาสนาบารมีที่ได้สร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ มีมาไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดมาเป็นมนุษยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนเลว คนบุญ คนบาป คนรวย คนจน เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ไพร่ฟ้าประชาชน คนมีอำนาจ คนไร้วาสนา คนเชื้อชาติศาสนาใดๆ จะยิ่งใหญ่คับฟ้าหรือต้อยต่ำสุดๆ ก็มิอาจพ้นไปจาก ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไปได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าแลเหล่าสาวกอรหันต์ก็ไม่มีเว้น แต่การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ขององค์พระศาสดาแลเหล่าสาวกอรหันต์นั้น จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก


ข่าวการเสียชีวิตของ ดร.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ และเป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงระดับโลก นับเป็นข่าวใหญ่และสร้างความตกใจ มิใช่เฉพาะบุคคลที่อยู่ในวงการศิลปะเท่านั้น ยังรวมไปถึงประชาชนคนทั่วไป ที่ต่างแสดงความไว้อาลัยในการจากไปของท่าน นั่นก็เป็นเพราะความดีที่ท่านได้สร้างไว้ ผมเองก็เป็นคนอยู่ในแวดวงศิลปะ แม้จะไม่ได้คุ้นเคยหรือสนิทสนมกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี แต่ผมก็มีครูศิลปะผู้มีชื่อเสียงไม่น้อยไปกว่ากันคือ ดร.ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ (ที่เห็นอยู่ในภาพเดียวกัน) แม้ครูทวี รัชนีกร ท่านจะเป็นครูสอนวิชาศิลปะ ซึ่งเป็นวิชาทางโลกให้แก่ผม แต่ท่านก็ปลูกฝังว่า ศิลปะ คือ "ความจริง ความดี ความงาม" อันเป็นปรัชญาที่ใกล้เคียงกับคำสอนในพระพุทธศาสนามากที่สุด จึงเป็นต้นรากที่ทำให้ผมมีจิตใจอ่อนโยน จนนำมาสู่การเดินทางธรรมในที่สุด ผมก็เชื่อเช่นกันว่า ผลงานศิลปะและวิถีชีวิตของ ดร.ถวัลย์ ดัชนี และศิลปินอีกหลายๆท่าน จะทำให้หลายๆคนซาบซึ้ง อย่างน้อยผลงานศิลปะ ก็จะทำให้ผู้คนมีจิตใจที่อ่อนโยนและงดงามดั่งภาพวาด เพราะธรรมชาติของผู้ที่มีจิตใจงดงามนั้น มักจะไม่ไปทะเลาะวิวาทกับใคร หรือไปเบียดเบียนผู้ใด จึงนับว่าเป็นความดี ที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ก็ขอแสดงความไว้อาลัยแด่ท่านผู้จากไป ด้วยจิตคารวะ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
4 กันยายน 2557



วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

(343) อัศจรรย์อานิสงส์จากการเจริญภาวนาข้ามคืนในช่วงเข้าพรรษา

 





อัศจรรย์อานิสงส์แห่งการเจริญภาวนา
“เพื่อถวายบูชาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์”


ท่านทั้งหลาย เนื่องจากในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ระหว่างวันที่ 10-14 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ได้พาคณะลูกศิษย์ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกา และญาติธรรม ทั้งจากแดนใกล้และแดนไกลสร้างมหากุศล ซึ่งนอกจากจะมีการสวดมนต์ เวียนเทียน และตักบาตรตามประเพณีแล้ว ท่านยังได้พาลูกศิษย์เจริญภาวนากัมมัฏฐานตลอดทั้ง 4 คืน โดยไม่หลับนอน (อาศัยพักผ่อนกลางวันราวสองสามชั่วโมง) เพื่อถวายบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และบูชาคุณครูอาจารย์ แลบิดามารดา หลวงพ่อบอกว่า “พระพุทธองค์ตรัสว่า แม้บุคคลใดเจริญภาวนาเพื่อถวายบูชาพระตถาคต บูชาพระธรรม และบูชาพระอริยสงฆ์ จักได้อานิสงส์มิมีประมาณ” อีกทั้งยังได้ถือโอกาสเนื่องในวาระนี้ เจริญภาวนาเพื่อถวายบูชาคุณหลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย พระอรหันต์ผู้เป็นมารดาของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ที่ครบรอบวันละสังขาร 1 ปี (13 กรกฎาคม 2557) ซึ่งอานิสงส์ก็ได้บังเกิดขึ้นเป็นจริงแล้วตามนั้น





 

ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อถึงวันสุดท้าย หลวงพ่อได้กล่าวกับทุกคนว่า พรหมเทวดาทุกชั้นฟ้าพากันมามากมาย เพื่อมาอนุโมทนากับนักภาวนาตลอดทุกคืน เหล่าพรหมเทวดายังได้กล่าวสรรเสริญนักภาวนาว่า “ผู้ใดเจริญภาวนาได้ตลอด 4  คืนโดยไม่หลับนอน ก็จะได้อานิสงส์ติดภพชาติไปได้ 4 ชาติ” คือมีอานิสงส์ไม่ลืมการภาวนาและไม่ตกต่ำไปกว่าชาตินี้ มีแต่จะสั่งสมบุญบารมีมากไปตามลำดับ หากในภพชาติต่อไปมีความพากเพียรมากขึ้น ก็อาจบรรลุธรรม หรือภพชาติจะยิ่งสั้นลง พระนิพพานนั้นจึงอยู่ไม่ไกล และหากผู้ใดสามารถเจริญภาวนาได้มากคืนเท่าไร อานิสงส์ก็จะติดภพชาติไปได้มากเท่านั้น

ซึ่งในวาระนี้แม้จะเป็นเพียง 4 คืน แต่ผลแห่งการเพียรภาวนา ก็ได้ส่งผลเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ภาวนามิมีประมาณ บางท่านถึงกับน้ำตาแห่งความปีติหลั่งไหลออกมา ดุจดังทำนบกั้นพังทลายเป็นอัตโนมัติ นั้นเป็นเพราะเข้าถึงกระแสธรรม ทั้งธรรมที่ได้ฟังเทศน์จากใจของหลวงพ่อ และธรรมที่ปรากฏขึ้นภายในใจของตนเอง อันเป็นผลมาจากการเจริญภาวนา บางท่านกิเลสก็ได้เบาบางลง บางท่านก็เกิดสภาวธรรมอันสว่าง พร้อมกับเกิดญาณรู้เห็นเป็นอัศจรรย์ “รู้วาระจิต” “รู้อนาคต” ตลอดจน “รู้” และ “เห็น” ในสิ่งต่างๆเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ซึ่งเป็นญาณขั้นกลางของอริยบุคคล บุญและกระแสธรรมจึงได้แผ่ซ่านไปทั้งกายและใจ เป็นปัจจัตตัง ที่มิสามารถยกออกมาอธิบายได้ และท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความสงสัยและยึดติดใดๆ ในบุญและกระแสธรรมที่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว เพราะท่านตระหนักว่า "ยิ่งรู้ยิ่งต้องละวาง" เพียงแต่นำมาสนทนากันเป็นการส่วนตัวระหว่างผู้ที่เข้าใจในธรรมด้วยกัน เมื่อทราบภายในซึ่งกันและกันแล้ว ต่างก็อนุโมทนากัน น้ำตามันก็หลั่งไหลออกมาเป็นอัตโนมัติ นี้คือ ผลของนักภาวนาผู้มีความพากเพียร และอยู่ภายใต้การสั่งสอนแนะนำของพระผู้พ้นแล้ว ความหลงจึงไม่มี ทางจึงตรงและสั้นลง จึงขอยืนยัน และร่วมอนุโมทนากับนักภาวนาทุกท่าน






นอกจากนั้น ในวาระวันเข้าพรรษาปีนี้ ได้มีคณะบุคคลทั้งจากโรงเรียนบ้านหลุ่งตามัน คณะชาวบ้านหลุ่งตะเคียน และคณะผู้บริหารและข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่งตะเคียน ได้มาถวายเทียนเข้าพรรษา และมีผู้ร่วมทำบุญสร้างพระเจดีย์ธาตุอีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะขออนุโมทนากับคณะของคุณอภิเสฐ บุญพวง และญาติธรรมจากจังหวัดชลบุรี รวบรวมปัจจัยมาสร้างพระเจดีย์ธาตุ 124,004 บาท และคุณเล็ก ไร่พิมาย ซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อ จำนวน 100,000 บาท จึงขออนุโมทนาด้วยทุกประการครับ






นึ่ง ในวาระเดียวกันนี้ ขออนุโมทนาเป็นกรณีพิเศษกับลูกศิษย์ 1 ใน 5 คู่บุญบารมีของหลวงพ่อคือ คุณรี่ ที่ได้เจริญภาวนาและอดอาหาร (ดื่มแต่น้ำ) และปิดวาจา เป็นเวลา 8 วัน เขาสามารถทำได้อย่างน่าสรรเสริญ จนเกิดสภาวธรรมบางอย่างขึ้นภายในใจเป็นปัจจัตตัง รวมทั้งขออนุโมทนากับหลวงพี่แข้วที่ได้อดอาหารและปิดวาจา 7 วัน เพื่อถวายบูชาธาตุขันธ์ของหลวงพ่อ ซึ่งได้ปฏิบัติมาก่อนหน้านั้น และขออนุโมทนากับ อ.ดร.การัณย์ ที่ได้ปักหลักถือศีลแปดและเจริญภาวนาโดยไม่นอนในกลางคืนตลอด 9 วัน ซึ่งมาสิ้นสุดในช่วงวันเข้าพรรษาพอดี จึงขออนุโมทนาด้วยเช่นกันครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
24 กรกฎาคม 2557