ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

(363) ธรรมปฏิบัติสัญจร ณ อาณาจักรจำปาศรีโบราณ




ธรรมปฏิบัติสัญจร
ณ นครจัมปาศรี อ.นาดูน จ.มหาสารคาม

ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ 23 - 25 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา บุรุษผู้หนึ่งได้ขออนุญาตหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เพื่อพาหมู่คณะไปภาวนาและไปส่งพระหนุ่มสามรูปเดินธุดงค์ไปสกลนคร โดยมีคณะผู้ร่วมเดินทางดังนี้ พระมอส พระอ้น พระแข้ว ดร.นนต์ อุบาสิกา(ป้าหวัง) ปลัดจุ๋ม น้ามิตร คุณนา คุณมะเมี๊ยะ เซียงนัย และน้องเนย รวม 11 ชีวิต โดยมีจุดหมายเริ่มต้นการภาวนาที่ ดินแดนแห่งอาณาจักรจัมปาศรีโบราณ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ก่อนออกเดินทาง หลวงพ่อเมตตาให้โอวาทว่า "ขอให้ตั้งใจเพียรภาวนา อย่ามัวแต่นอน ให้สมกับความตั้งใจจริงๆ ขอให้ทำเอานะ" จึงนับเป็นกำลังใจแก่พวกเราอย่างดี ดังจะขอเล่าประสบการณ์พอสรุปได้ดังนี้ 


คืนที่ 1
ภาวนาที่ปราสาทหิน "กู่น้อย"

คืนวันที่ 23 มกราคม 2558 คณะพวกเราได้เจริญภาวนาที่ "กู่น้อย" อ.นาดูน จ.มหาสารคาม กู่น้อยแห่งนี้เป็นปราสาทหินขนาดไม่ใหญ่มากนัก นักโบราณคดีเขาสันนิษฐานว่า สร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 17 แต่ความจริงยังเป็นปริศนาที่รู้ได้เฉพาะทางในของพระอรหันตเจ้าว่า มีอายุมาแล้วมากน้อยเท่าใด ก็คงปล่อยให้โลกเขาว่าไปตามนั้น อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ได้เพียรภาวนาท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น จนสว่างคาตาตามคำสั่งของหลวงพ่อ และจากการตั้งใจปฏิบัติจริงนั้น ผลานิสงส์ก็บังเกิดมากมาย ดังจะเห็นได้จาก พระมอส ท่านสามารถภาวนาจนจิตเข้าสู่ฐานของสมาธิได้ถึงสองครั้ง คือ ท่านภาวนาจนจิตรวม ตาในขยายเพ่งไปที่ใจกลางหน้าอก รู้สึกเหมือนโดนบีบอัดแน่น แต่ท่านไม่กลัว เฝ้าดูอาการรู้อยู่เฉยๆ ไม่นานจิตก็ผ่านไปได้ เกิดแสงสว่างนวลตา จิตก็สงบลง กายและใจก็เบาสบาย จิตตื่นเบิกบาน ตลอดทั้งคืน 

ส่วนน้องเนย เด็กหญิงนักเรียนชั้นประถม 6 เธอผู้นี้แม้วัยจะเพียงสิบปีต้นๆ แต่เธอก็เคยเพียรภาวนาเดินจงกรมได้มากกว่าสิบกิโลเมตร และเคยภาวนาจนสว่างคาตากับผู้ใหญ่มาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งเธอมีญาณรู้เห็นมาตั้งแต่เด็ก และในคืนนี้ เธอก็เห็นชาววิญญาณได้ปรากฏกายเดินออกมาจากต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่สุนัขก็หอนดังต่อกันเป็นทอดๆ และในอีกช่วงหนึ่ง เธอก็ย้อนไปเห็นภาพปลัดจุ๋มถือธูปเทียนเดินนำหน้าขบวนผู้คนจำนวนมาก เดินรอบปราสาทหินแห่งนี้ ส่วนคนอื่นๆ ก็มีความสงบดีและรู้เห็นต่างกันไป










คืนที่ 2
ภาวนาที่ "กู่สันตรัตน์"

ในช่วงกลางวัน 24 มกราคม 2558 หลังจากอาหารเช้าแล้ว ได้เดินทางไปยังบริเวณทุ่งนา อันเป็นสถานที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุและพระกรุนาดูนอันโด่งดัง ซึ่งเป็นการย้อนรอยอดีตชาติของบุรุษผู้หนึ่งที่เคยสร้างบารมีในสถานที่แห่งนี้ มาแต่ครั้งโบราณกาล ดังเคยเล่ามาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อไปถีงแล้ว พวกเราได้อาศัยเป็นที่พักผ่อนและอาบน้ำชำระร่างกายตามอัธยาศัย หลังจากนั้นในช่วงบ่ายแก่ คณะพวกเรามุ่งหน้าไปยังพระธาตุนาดูนองค์ปัจจุบัน เพื่อไปกราบสักการะและเดินเวียนเทียนสามรอบ หลังจากนั้น จึงมุ่งหน้ามาปักหลักภาวนาที่ปราสาทหิน "กู่สันตรัตน์" ที่อยู่ห่างจากกู่น้อยเพียง 3-4 ร้อยเมตร ตามจิตผุดรู้ของบุรุษผู้หนึ่ง




อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของนักวิชาการ ว่ากันว่า ณ บริเวณกู่สันตรัตน์ กู่น้อย และบริเวณรอบๆ เป็นเมืองเก่าแก่แห่งอาณาจักรจัมปาศรี เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี และอาณาจักรขอมโบราณ หากจะว่ากันทางธรรม ภพภูมิแห่งนี้ คงสร้างเมืองทับถมกันมาหลายครั้ง อีกทั้งอาณาจักรจัมปาศรีโบราณ ก็นับเป็นดินแดนของเหล่าฤาษีและนักบำเพ็ญมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล เรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนาจึงเผยแผ่เข้ามา และได้เจริญถึงขีดสุดในช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็เสื่อมลงตามกฎอนิจจัง ฉะนั้น อาณาจักรโบราณแห่งนี้ จึงนับเป็นดินแดนของเหล่านักสร้างบุญบารมีอีกแห่งหนึ่ง ดังนั้น ในค่ำคืนนี้ พวกเราหลายคนจึงยังคงตั้งใจภาวนากันตลอดทั้งคืน ท่ามกลางการสอดแนมของตำรวจบ้าน เสียงสุนัขเห่าหอน และเสียงนกนานาร้องสลับเป็นช่วงๆ แม้จะมีอุปสรรคเพียงใด แต่พวกเราก็มีกำลังใจดี และไม่หวาดหวั่นใดๆ จึงรอดมาได้จนสว่าง









เช้าวันที่ 3
ส่งพระหนุ่มออกเดินเท้าธุดงค์ไปสกลนคร

เช้าวันที่ 25 มกราคม 2558 หลังจากอาหารเช้าแล้ว คณะพวกเราได้มาส่งพระหนุ่มทั้งสามรูป คือ พระมอส พระอ้น และพระแข้ว ที่บริเวณนอกเมืองอำเภอนาดูน เพื่อเดินเท้าธุดงค์ไปยังจังหวัดสกลนคร อันเป็นบ้านเกิดของพระแข้วต่อไป โดยอาจใช้เวลาประมาณ 20 วันจึงจะถึง พวกเราก็ได้อนุโมทนาในความตั้งใจปฏิบัติจริงของท่าน เพื่อเป็นการสร้างสมอินทรีย์และบารมี ให้สมกับเป็นพระป่ากัมมัฏฐาน และเป็นพระลูกศิษย์ของพระอรหันตเจ้า จึงเป็นการจบวาระบุญอย่างสมบูรณ์อีกวาระหนึ่ง

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
26 มกราคม 2558






บทความย้อนหลังเมื่อปี 2555


นิทานธรรมเรื่อง
"ย้อนอดีต อาณาจักรจัมปาศรี"
ดินแดนแห่งการสร้างสมบารมีในอดีตชาติ

ท่านทั้งหลาย นิทานเรื่องนี้ สมมุติว่า ณ บริเวณทุ่งนา ใกล้กับอำเภอนาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบริเวณที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ และพระเครื่องกรุนาดูนอันโด่งดัง และเคยเป็นบริเวณที่ก่อสร้างเจดีย์เก่าเมื่อครั้งอาณาจักรจัมปาศรียังรุ่งเรือง สถานที่แห่งนี้ มีอาณาบริเวณเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดประมาณ 1 ไร่ ตรงกลางเป็นที่บรรจุ(ฝัง)พระบรมสารีริกธาตุ รวมทั้งพระพุทธรูป พระเครื่องนาดูน และวัตถุมงคลสำคัญต่างๆ ไว้ในอุโมงค์ดินมากมาย (ที่ขุดได้กันนั้นแหละ) การก่อสร้างเจดีย์ในสมัยโน้น ขึ้นรูปฐานเจดีย์ด้วยดิน แต่การก่อดินขึ้นได้แค่ประมาณท่วมหัวคนเท่านั้น ก็เกิดโรคระบาดอย่างหนัก  ถึงกับทำให้ประชากรล้มตายจำนวนมาก จึงทิ้งเมืองเหลือแต่ซากเนินดินมาจนกระทั่งมีการขุดพบพระดินเผาและพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว




บริเวณที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุและพระเครื่องกรุนาดูน อยู่ห่างจากพระธาตุนาดูนปัจจุบันราวกิโลเมตร 
ปัจจุบันเนินดินเก่าถูกขุดออกไปถมที่สร้างพระธาตุนาดูนแห่งใหม่ นับหลายร้อยคันรถ จึงไม่เหลือร่องรอยของเนินดินเดิม


ต่อมา หลวงพ่อพระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ท่านเมตตาพาบุรุษผู้หนึ่ง กลับมายังสถานที่ที่เขาเคยเกิดเคยตายเมื่อครั้งอดีตชาติ ท่านบอกว่า บุรุษผู้นี้เคยสร้างสมบารมีอยู่ในดินแดนแถบนี้ มาหลายภพหลายชาติ เป็นทั้งผู้สร้าง นักบวช หรือฤาษีที่บำเพ็ญอยู่ในกู่ปราสาทหิน ที่อยู่รอบๆพระธาตุนาดูนปัจจุบัน ความจริงที่ว่านี้ เป็นการรู้ด้วยอาสวักขยญาณอันกว้างไกลของพระอรหันต์เจ้า ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังไปได้ไกลเกินกว่านักวิทยาศาสตร์ หรือนักโบราณคดีจะรู้ได้ จึงเป็นเรื่องปัจจัตตัง

อย่างไรก็ตาม ในภพนี้ ก่อนที่บุรุษผู้นี้จะได้พบกับหลวงพ่อ เขาได้วนเวียนไปในที่แห่งนี้ ด้วยความผูกพันกับพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง ซึ่งเคยสร้างบารมีมาด้วยกันในอดีตชาติ ไปเพราะอาการหลงในวัตถุศักดิ์สิทธิ์และเรื่องอจินไตย ซึ่งเป็นการหลงในสิ่งที่มิใช่แก่นทางพุทธศาสนา และเป็นอาการหลงในบุญแบบไม่รู้ตัว แต่ก็ได้รับการแก้ไขจากหลวงพ่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น การกลับไปในสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง จึงนับเป็นการไปที่แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะเขาไปเพื่อสละทรัพย์สมบัติทางพระพุทธศาสนาอันล้ำค่า ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งอยู่ใต้ผืนดินแห่งอาณาจักรจัมปาศรีโบราณมานาน  อีกทั้งได้ปลดปล่อยพันธะสัญญาแก่เทวดาผู้ดูแล  โดยได้บอกกล่าวในใจกับเทวดาไปตามประสาว่า เราขอตัดภพตัดชาติ ตัดอดีตทั้งหลายไว้เบื้องหลัง ไม่ขอหวนคืนกลับไปอีกแล้ว ไม่ขอเอาทรัพย์สมบัติเก่าอีกแล้ว เพราะแม้แต่เป็นสมบัติที่เราสร้างขึ้นมา เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา (พระพุทธรูปองค์ใหญ่ท่วมหัว) ก็ยังสร้างความทุกข์ให้กับผู้สร้าง ที่ต้องหวนกลับมาหาอีกครั้ง แค่นั้นยังไม่พอ ยังสร้างความทุกข์ให้กับท่านผู้เฝ้าดูแลรักษาเป็นเวลานับพันปี อย่างไรก็ตาม เราก็ขออนุโมทนาในความเสียสละของท่าน ที่อาสามาดูแลสมบัติเหล่านี้ ก็นับเป็นกุศลอย่างยิ่งแล้ว ขอให้ผลานิสงส์ทั้งหลาย ได้โปรดช่วยให้ท่านพ้นจากทุกข์ และไปจุติในภพภูมิใหม่ ภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนาทุกชาติ หรือตามที่ท่านปรารถนานับตั้งแต่บัดนี้เทอญ 

ต่อมาในตอนเช้า อุบาสิกาผู้มีภูมิธรรมสูงท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อเทวดาทราบในเจตนาของบุรุษผู้นี้แล้ว เทวดาจึงได้สาธุการ พร้อมกับบอกว่า บุรุษผู้นี้ได้พบทางสว่างและพ้นจากความหลงแล้ว จึงเป็นอันว่า เหล่าเทวดาได้หมดหน้าที่ และพร้อมที่จะไปจุติในภพภูมิใหม่เรียบร้อยแล้ว หน้าที่และพันธะใหม่ จึงเป็นของเทวดาองค์ใหม่ที่จะต้องมาดูแลต่อไป บุรุษผู้นี้จึงหมดหน้าที่ที่จะไปในอาณาบริเวณแห่งนี้แล้วเช่นกัน เพราะเขาได้พบแสงสว่างที่จะไปแล้ว



ธรรมปฏิบัติสัญจร
เพื่อโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ
ณ เมืองนาดูน มหาสารคาม

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ให้ความเมตตาพาบุรุษผู้หนึ่ง และคณะญาติธรรมมาปักหลักภาวนา เพื่อโปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ อีกทั้งเป็นการให้บุรุษผู้นี้ ได้มาปลดปล่อยพันธะสัญญากับผู้ดูแลทรัพย์สมบัติ และละวางในสิ่งสมมุตินั้นลงอย่างสิ้นเชิง เพื่อมุ่งสู่วิมุติ อันเป็นทางตรงสู่ความพ้นทุกข์ ด้วยความเมตตาของท่านสุดประมาณ ท่านพามาเพื่อการงานนี้โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ประมาณราวเที่ยงคืน ขณะที่คณะของพวกเรากำลังนั่งภาวนาและเดินจงกรมอยู่นั้น ปรากฏว่ามีรถแม็คโคของผู้รับเหมาถมที่ ได้เข้ามาทำการขุดดินอย่างมีเลสนัยในช่วงดึก ซึ่งอยู่ติดกันกับบริเวณที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุและพระกรุนาดูน ซึ่งก่อนหน้านั้น ผู้คนได้แตกตื่นมาขุดหาพระนาดูนกันมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลวงพ่อจึงเอ่ยในจิตว่า ขอให้ฝนตกไล่ทีเถิด เพราะพวกเรากำลังภาวนากันอยู่ ทันใดนั้น ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ จนรถแม็คโคไม่สามารถขุดต่อไปได้ จึงทิ้งรถแล้วกลับไปทันที พวกเราจึงได้ภาวนากันต่อไป ท่ามกลางฝนตกเปียกแฉะ แต่พวกเราก็ภาวนาจนสว่างคาตา

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ชาวโลกทิพย์มาฟังธรรมกันมาก มาเพื่อสรรเสริญและอนุโมทนา ที่เห็นคณะของหลวงพ่อ มีแต่ผู้ที่มีดวงจิตสว่างไสว ซึ่งต่างจากคณะอื่นๆ ที่เข้ามาเพื่อต้องการบางอย่างจากสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งบุรุษผู้หนึ่งก็ได้รับรู้เรื่องราวบางอย่าง ที่เทวดาผู้ดูแลสมบัติมาบอกว่า เขาเดินถูกทางแล้ว ได้พบแสงสว่างแล้ว เพราะได้มาพบหลวงพ่อ เขาจึงได้หลุดจากอาการหลงแล้ว พร้อมทั้งได้อวยพรและอนุโมทนาว่า บุรุษผู้นี้จะถึงที่สุดแห่งธรรมในกาลข้างหน้านี้

ภาพเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา




เมื่อหลวงพ่อและคณะไปถึงพระธาตุนาดูน ประมาณบ่ายสี่โมง แดดยังจ้าอยู่ แต่ปรากฏมีเมฆมาบังดวงอาทิตย์ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บริเวณพระธาตุ จนกระทั่งเดินออกมา จึงปรากฏมีแดดออกมาอีกครั้ง



ดูเมฆก้อนมหึมา เคลื่อนมาบดบังเฉพาะดวงอาทิตย์เร็วมาก




มุ่งหน้าสู่บริเวณที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุและพระกรุนาดูน





ชี้จุดบริเวณที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งอยู่กึ่งกลางฐานพระธาตุเก่าที่ถูกขุดเอาเนินดินออกไปหมดแล้ว



บริเวณต้นยางคือสถานที่ที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุและพระกรุนาดูน ที่โด่งดัง



ภาวนาที่บริเวณต้นยางคือสถานที่ที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุและพระกรุนาดูน



กู่ฤาษีสถานที่ที่เคยบำเพ็ญมาแต่อดีต (พู้น)

หลังจากคณะของพวกเราได้ออกเดินทางจากบริเวณที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุในช่วงเช้าแล้ว พวกเราได้เดินทางไปยังปราสาทหินที่เรียกว่า "กู่น้อย" ซึ่งเป็นกู่ฤาษียุคโบราณ ตั้งอยู่ใกล้กับพระธาตุนาดูนไม่กี่กิโลเมตร หลวงพ่อบอกบุรุษผู้หนึ่งว่า ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่บุรุษผู้นี้เคยบำเพ็ญเป็นฤาษีคู่กันมากับพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง ขณะนี้ท่านมีอภิญญามาก สามารถเรียกวัตถุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาทางอากาศได้

หลวงพ่อบอกว่า.... "เห็นไหม ขนาด(เอ่ยนามบุรุษผู้นี้) มีฤทธิ์มากแต่ยังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่"
บุรุษผู้นี้ตอบท่านว่า.... "ข้าน้อย" (ครับ) "แม้แต่หินยังเสื่อมสลาย ข้าน้อยบ่เอาอีกแล้ว"

หลวงพ่อมีเมตตาสั่งสอนต่อไปว่า..... 
"เห็นไหม(เอ่ยนามบุรุษผู้นี้) ผู้มีฤทธิ์ มีอภิญญามากมาย ก็ยังต้องตาย ตายแล้วก็ไปเกิดในพรหม ลงมาก็ยังมีโอกาสตกนรก และทำกรรมชั่วอยู่ พระพุทธเจ้าท่านศึกษามาก่อนแล้วเรื่องฌาน เรื่องฤทธิ์ เรื่องอภิญญานั้น พระพุทธองค์ก็บอกว่า มิใช่หนทางแห่งความพ้นทุกข์" 

หลวงพ่อกล่าวต่อไปว่า..... 
"ผู้ที่หลงใหลในฤทธิ์อภิญญามีแต่กิเลสครอบงำทั้งนั้น แล้วทำไมยังหลงใหลกันอยู่ได้ ทำไมไม่เอาเวลามาดูใจของตัวเอง ฆ่ากิเลสในใจ ใช้ปัญญาฆ่ากิเลสในใจ ไม่มีผู้ใดเอาฤทธิ์อภิญญามาฆ่ากิเลสได้หรอก ผู้ที่มุ่งภาวนาเอาแต่ฌาน อยากได้ฤทธิ์อภิญญา อยากได้ภาพนิมิต อยากได้ญาณพิเศษ ล้วนเดินผิดทางทั้งนั้น" 

หลวงพ่อเมตตาสอนต่อไปว่า..... 
"ให้พิจารณาที่ใจ ภาวนาก็ให้มีสติระลึกรู้ ทำการงานใดก็ให้มีสติระลึกรู้ ใช้สติใช้ปัญญาในการพิจารณาไปเรื่อยๆ จนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า แล้วมหาสติ มหาปัญญา จะหมุนเข้ามาสู่ใจ เมื่อสามารถฆ่ากิเลสให้พังไปแล้ว ญาณทัศนะหรืออาสวักขยญาณที่กว้างไกลก็บังเกิดขึ้นมาเอง การภาวนายิ่งอยากได้ สิ่งนั้นยิ่งวิ่งหนี และตรงกันข้ามเมื่อไม่อยากได้สิ่งใด แต่ปรากฏว่าสิ่งนั้นกลับวิ่งเข้ามาหา ญาณทัศนะรู้แจ้งก็เช่นกัน"





กู่น้อย (ปราสาทหิน) ที่อยู่ใกล้กับพระธาตุนาดูนไม่กี่กิโลเมตร



เมื่อทราบอดีตแล้วก็เดินจากไป ไม่ยินดียินร้าย วางมันไว้ข้างหลัง ทุกสิ่งมันส่งผลมาถึงปัจจุบันแล้ว สมบูรณ์แล้ว เพราะไม่อยากกลับมาอีกแล้ว ตัวใครตัวมัน



ดูรายละเอียดที่กรมศิลปากรว่าไว้ว่า กู่น้อยแห่งนี้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 อายุไม่ถึงพันปี ซึ่งห่างไกลกับญาณทัศนะของพระอรหันต์เจ้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดี สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้เพียงแค่นั้น



อัศจรรย์สภาวธรรมบังเกิดขึ้น ต้นปี 2556
ณ กู่น้อย อ.นาดูน จ.มหาสารคาม


บุพบท

การปฏิบัติธรรมสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ กู่น้อย บ้านโพธิ์ทอง ตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ในวาระนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2556 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ได้รับนิมนต์จาก ดร.การัณย์ ให้ไปโปรดญาติพี่น้องและชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ บ้านหนองตะเกียก อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อไปถึงคณะผู้ติดตามได้เจริญภาวนาเกือบตลอดทั้งคืน ขณะภาวนาหลายๆคนได้สัมผัสกลิ่นหอมอบอวลของเหล่าเทวดามาเป็นระยะๆ พอตอนเช้าหลวงพ่อบอกว่า บริเวณบ้านแม่ยายของอาจารย์การัณย์นี้ เคยเป็นหมู่บ้านโบราณ มีลำคลองไหลผ่าน ซึ่งก็พอเห็นร่องรอยอยู่บ้าง และชาวโลกวิญญาณเขาก็ได้รับส่วนบุญ จนไปเกิดในภพภูมิใหม่จำนวนมาก


บ้านแม่ยายของ ดร.การัณย์ ที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา


ต่อมา ในตอนเช้าวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2556 หลังจากหลวงพ่อได้ฉันจังหันแล้ว หลวงพ่อแจ้งทุกคนว่า พวกเราจะต้องเดินทางกลับ โดยผ่านไปยังจังหวัดชัยภูมิ มุ่งหน้าสู่เขตอำเภอแก้งคร้อ และต่อไปยังอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น และวนกลับไปยังวัดโคกปราสาท โดยไม่ได้มีในโปรแกรมใดๆมาก่อน ซึ่งบุรุษผู้หนึ่งก็ได้นิมิตในคืนก่อนเดินทางว่า หลวงพ่อจะพาคณะเดินทางผ่านจังหวัดชัยภูมิไปยังขอนแก่น โดยไม่ทราบจุดหมายปลายทาง ซึ่งก็เป็นจริงตามนิมิตนั้นทุกประการ คณะของพวกเราได้แวะพักผ่อนบริเวณลานหินใกล้ภูเขาเตี้ยๆ ในเขตรอยต่อของอำเภอชนบท บุรุษผู้หนึ่งจึงถือโอกาสนั่งภาวนาและแผ่เมตตา ส่วนหลวงพ่อท่านคงได้แผ่เมตตาตามปรกติของท่าน แม้กระนั้นก็ตาม บุรุษผู้นี้ก็ยังมีความสงสัยในใจว่า "กิจของพวกเรามีเพียงเท่านี้หรือ ทำไมต้องเดินทางอ้อมตั้งไกล"

เมื่อเดินทางกลับมาถึงวัดโคกปราสาท ราวๆเกือบห้าโมงเย็นแล้ว หลวงพ่อได้แจ้งกับทุกคนว่า หลวงพ่อจะพาไปโปรดชาวโลกทิพย์ต่อที่กู่น้อย อ.นาดูน จ.มหาสารคาม เพราะมีฤาษีลูกศิษย์ของบุรุษผู้หนึ่ง ที่ยังตกค้างมาตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนพุทธกาล ได้นิมนต์หลวงพ่อ และรออาจารย์ของพวกเขาไปโปรดอีกสักครั้ง พวกเราจึงต้องรีบเดินทางต่อไปยังอำเภอนาดูนทันที และเสมือนเป็นเหตุบังเอิญคือ ได้มีญาติธรรมที่เดินทางมาจากจังหวัดมหาสารคามห้าคน มารอกราบหลวงพ่ออยู่ที่วัดโคกปราสาท ญาติธรรมเหล่านี้ เคยติดตามเรื่องราวบุญและเคยพบกันกับบุรุษผู้นี้เมื่อปีที่แล้ว จึงได้ร่วมเดินทางติดตามไปด้วย การไป ณ สถานที่แห่งนี้ นับเป็นการไปเป็นครั้งที่สอง ส่วนการไปครั้งแรก เป็นแต่เพียงไปเยี่ยมชมเท่านั้น






ญาติธรรมมาจากมหาสารคาม


นิทานธรรมเรื่อง 
“สภาวธรรมหลังคำอธิษฐานบารมี”

ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้ สมมุติว่า เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงเวลาค่ำของวันที่ 20 เมษายน 2556 เมื่อคณะของพวกเราเดินทางไปถึงปราสาทหิน “กู่น้อย”  ประมาณเวลาสองทุ่ม หลวงพ่อได้พาพวกเราสวดมนต์และเจริญภาวนาเหมือนอย่างที่เคย เมื่อสิ้นสุดการภาวนาตามปรกติแล้ว พวกเราได้แยกย้ายกันไปภาวนาตามอัธยาศัย บุรุษผู้หนึ่งจึงได้ปลีกตัวออกไปนั่งภาวนาอยู่บนปราสาทองค์ประธาน ซึ่งเป็นที่ที่ฤาษีเคยนั่งบำเพ็ญภาวนามาแต่อดีต เมื่อเข้าที่ภาวนาแล้ว บุรุษผู้นี้ได้ตั้งจิตอธิษฐานไปตามประสาของผู้ยังโง่เขลาว่า

“ข้าพเจ้าขอเจริญภาวนา เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเหล่าฤาษี และผู้ที่มีส่วนในการสร้างกู่แห่งนี้ ตลอดจนทุกดวงจิตญาณที่สถิตอยู่ในอาณาบริเวณแห่งนี้ หากแม้นในอดีตชาติ เราเคยได้บำเพ็ญเพียรอยู่ ณ ที่แห่งนี้ และเคยเป็นครูอาจารย์ของพวกท่าน แม้นในขณะนั้น เราจะมีฤทธิ์อภิญญามากมายสักเพียงใด แต่ก็นับว่าเป็นความหลง และคงจะสอนพวกท่านผิดตามไปด้วย จึงทำให้พวกท่านยังคงติดค้างอยู่ในภพภูมิแห่งนี้ ดังนั้น เราจึงขอขมากรรมในการกระทำที่ผ่านมา แลบัดนี้ เราได้พบทางสว่างตามรอยบาทของพระศาสดาแล้ว เราจึงขอให้ท่านทั้งหลาย ได้โปรดเจริญรอยตามทางของพระพุทธองค์ และขอให้พากันไปกราบฟังธรรมหลวงพ่อ ที่มาโปรดพวกท่านอยู่ในขณะนี้ แล้วท่านจักพ้นทุกข์ไปได้”

ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้นี้ ได้อธิษฐานจิตต่อไปว่า 
“ข้าแต่พระพุทธองค์ พ่อแม่ครูอาจารย์ แลเทพยดาทั้งหลาย ได้โปรดเป็นพยานในคำอธิษฐานบารมีของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขออัญเชิญบุญบารมีทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าได้สร้างสมมาตั้งแต่ครั้งปุเรนชาติ อดีตชาติ และปัจจุบันชาติ รวมถึงบุญกุศลทั้งหลายที่เคยสร้างสมไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ จงมารวมเป็นหนึ่งเพื่ออธิษบารมีว่า หากแม้นข้าพเจ้า จักสามารถไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ก็ขอให้การภาวนาในครั้งนี้ เกิดความสงบ สว่างไสว และเกิดความอัศจรรย์ใจบางอย่างขึ้น เพื่อเป็นสิ่งยืนยันในคำอธิษฐานบารมี และเพื่อเป็นกำลังใจในการเพียรต่อไปเทอญ”

ท่านทั้งหลาย หลังจากการอธิษฐานจิตได้ไม่นาน เขาได้นั่งภาวนาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงต่อด้วยการเอนกายพิงภาวนาจนจิตเข้าสู่สภาวะความสงบ ทันใดนั้น ได้ปรากฏแสงสว่างไสวโพล้งออกไปอย่างรวดเร็ว จนใจสะท้านกายสะเทือน หลังจากนั้น ได้ปรากฏภาพห้องปราสาทหินที่เขานั่งอยู่ขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมกับเห็นเทียนเล่มหนึ่งจุดแสงสว่างปักไว้ ประหนึ่งว่าเป็นปริศนาธรรม ตลอดเวลาในการภาวนา จิตก็ยังมีสติรู้อยู่ทุกสิ่ง แม้นใครกำลังเดินจงกรมอยู่รอบๆก็รู้ หลังจากนั้นไม่นาน จิตเริ่มเรียนรู้วิชา "การถอดจิต" จิตถอดออกจากร่างกายไปท่องเที่ยวในภพภูมิอีกมิติ แต่ด้วยจิตยังไม่เข้มแข็งพอ จึงต้องขอย้อนกลับเข้ามา ก็ปรากฏว่า มีนักบวชนั่งรอที่ปราสาทอยู่แล้ว พร้อมกับพูดขึ้นว่า "กลับมาแล้ว มาแล้ว" พอจิตกลับเข้าร่าง ก็ได้เวลาถอนออกจากสมาธิพอดี นี้จึงเป็นความอัศจรรย์เล็กๆน้อยๆ ที่บังเกิดขึ้น แม้จะเป็นเพียงสภาวะของญาณขั้นต้น และไม่ควรหลงใหลในของแถมเหล่านี้ก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งยืนยันในจิตอธิษฐาน และเป็นกำลังใจ ซึ่งก็เป็นไปตามนัยที่หลวงพ่อเคยกล่าวไว้กับบุรุษผู้นี้มาแล้ว





ตำนานการสร้างกู่ปราสาทหิน

ต่อมาในตอนเช้า หลวงพ่อได้เล่าถึงที่มาของการสร้างกู่ฤาษีหรือกู่ปราสาทหินทั้งสามแห่งที่อยู่ใกล้ๆกันว่า เมื่อครั้งก่อนพุทธกาล ณ บริเวณแห่งนี้ เคยเป็นบ้านเป็นเมืองที่เจริญมากแห่งหนึ่ง ในสมัยนั้นยังไม่มีพระพุทธศาสนา จะมีแต่พวกฤาษีหรือนักบวชเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณ หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า ในสมัยนั้น มีผู้ตั้งจิตอธิษฐานสร้างบารมีแข่งกัน 3 ท่าน ด้วยการสร้างกู่ปราสาทหินขึ้นสามแห่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน และยังคงปรากฏร่องรอยมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

หมายเหตุ... เรื่องราวที่นำมาเล่านี้ มิมีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมา ให้ผู้นั้นลุ่มหลงใน "ความดี" เพราะผู้ที่ลุ่มหลงในความดีนั้น แก้ยากกว่าผู้ที่หลงในความชั่ว เพราะเป็นอนุสัยกิเลสอันละเอียด แต่นำมาเป็นวิทยาทาน เพื่อเป็นคติเตือนใจ และเป็นแต่กำลังใจซึ่งกันและกันเท่านั้น จึงขอให้แต่ละท่านจงพิจารณาด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุด้วยผลเทอญ 

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดนิทานธรรม
23 เมษายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

(362) ปลีกวิเวกภาวนาที่ป่าช้า กับญาติธรรมมาจากประเทศสเปน




ปลีกวิเวกภาวนาที่ป่าช้า
กับญาติธรรมมาจากประเทศสเปน

ท่านทั้งหลาย ผมมีความปีติยินดีพาญาติธรรมท่านหนึ่งมาปฏิบัติธรรมด้วยคือ คุณอ๋อย หรือคุณจินตนา บัวคำ ที่อุตส่าห์เดินทางไกลมาจากประเทศสเปน เพื่อมาปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ที่วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 13-22 มกราคม 2558 นับเป็นเวลาทั้งหมด 10 วัน เธอได้กราบฟังธรรมและได้รับคำแนะนำอุบายในวิธีปฏิบัติจากหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และได้รับความช่วยเหลือชี้แนะเพิ่มเติม จากอุบาสิกาและลูกศิษย์ของหลวงพ่อ จนทำให้เธอประสบกับความอัศจรรย์ทางใจในสภาวธรรมหลายอย่าง ที่ได้บังเกิดเกิดขึ้นภายในเป็นปัจจัตตัง อันเป็นกำลังใจที่จะทำให้เธอได้เพียรภาวนาต่อไป แม้เธอจะอยู่ห่างไกลจากพวกเราก็ตาม

คุณอ๋อย เธอเป็นชาวสุราษฎร์ธานี แต่ได้ไปทำงานอยู่ในต่างประเทศนับเป็นเวลาเกือบสิบปี แต่โดยพื้นฐานแล้ว เธอมีจริตชอบการภาวนามาตั้งแต่วัยเด็ก เธอเป็นผู้มีบุญบารมีทางธรรมมาแต่อดีตชาติ พอถึงเวลา บุญนั้นก็ดึงให้มาเพียรสร้างบารมีต่อไป เมื่อเธอได้มารักษาศีลและปฏิบัติธรรมอย่างตั้งใจจริงแล้ว ธรรมนั้นก็บังเกิดขึ้นจริงแก่เธอ ดังจะเห็นได้จาก เธอมีความปีติและมีจิตตื่น เบิกบาน ตลอดเวลา สามารถปฏิบัติธรรมถือเนสัชชิก คือการไม่นอนตลอดคืนได้หลายวัน แม้ขณะเดินจงกรมจนเหนื่อยล้า แต่สุดท้ายการเดินภาวนาทำให้จิตของเธอสว่างไสวโพล้งออกไป ใจก็ตื่นเบิกบาน เท้าเสมือนลอย เดินไม่แตะพื้น จึงทำให้ไม่ง่วงนอนอยู่หลายวัน ขณะเดียวกัน ความประหลาดบางอย่างก็ปรากฏขึ้นกับเธอคือ วันหนึ่งมีนกแก้วสองตัวมาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมี นกมาปรากฏกายพูดเจื้อยแจ้วอยู่ข้างๆเธอ พอวันที่สองนกแก้วพาเพื่อนมาเพิ่มอีกหนึ่ง รวมเป็นสามตัว มาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้กับเธอ เธอได้พูดคุยตามประสา หลวงพ่อพูดเป็นปริศนาว่า "เธอโชคดีมาก เพราะไม่เคยมีใครได้พบเห็นเรื่องแบบนี้มาก่อน" วันต่อมา วัวตัวหนึ่งที่อยู่ข้างวัด ได้จ้องหน้าเธอ เธอได้พูดคุยด้วย วัวตัวนั้นถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา และในคืนหนึ่ง หลวงตาเหลาได้นิมิตเห็นภาพเธอเป็นเทวธิดาสวยงามมากเดินเข้าไปในศาลา หลวงพ่อบอกว่า หลวงตาท่านเห็นสภาวะจิตและภูมิธรรมปัจจุบันของเธอ จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์เล็กๆน้อยๆ ที่ได้บังเกิดขึ้นกับเธอ





อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติธรรมคืนสุดท้ายของคุณอ๋อย (21 มกราคม 2558) พวกเราได้พาเธอไปปลีกวิเวกภาวนาอยู่ในป่าช้า บ้านตะแกรง ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ที่อยู่ไม่ห่างไกลจากวัดโคกปราสาทมากนัก พวกเราพากันไปหลายคน เพื่อไปสมทบกับหลวงตาเหลาและพระมอสที่ท่านไปอยู่ก่อนแล้ว  เพื่อเป็นการฝึกละความกลัว และฝึกอินทรีย์ให้เข้มแข็งขึ้น การไปภาวนาที่ป่าช้าแห่งนี้ มีบรรยากาศที่วิเวกวังเวง สมกับเป็นป่าช้า เพราะยังมีป่ารกทึบ แถมอากาศก็หนาวเย็นยะเยือก เมื่อไปถึงแล้ว จึงได้แยกย้ายกันไปภาวนาตามอัธยาศัย พวกเรานั่งภาวนาอยู่บนหลุมฝังศพจนสว่าง จึงเป็นการถือเนสัชชิกด้วยการไม่นอนอีกคืนหนึ่ง








และแน่นอน ป่าช้าแห่งนี้ ก็ได้แสดงบางอย่างให้หลายคนได้รับรู้ สมกับความเป็นป่าช้าก็คือ มีพวกวิญญาณพากันมามากมาย บางท่านก็สามารถสื่อสัมผัสได้ บ้างก็ขนลุกขนชัน บ้างก็เย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั้งกาย บ้างก็แน่นหน้าอกหน้าใจ บางช่วงก็มีสุนัขเห่าหอนต่อกันเป็นทอดๆ บางช่วงนกนานาร้องดังลั่นใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา บางช่วงไก่บ้านขันส่งเสียงรับกัน บางช่วงก็เงียบวังเวง พวกเราจึงใช้สถานการณ์พิจารณาที่ใจว่า มีความหวั่นไหวหรือเป็นทุกข์ไปกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหรือไม่ ส่วนคุณอ๋อยเอง ขณะที่เธอภาวนาอยู่นั้น ก็สามารถเห็นชาวโลกวิญญาณ เข้ามาปรากฏกายให้เห็นถึงสามครั้งสามครา จึงนับว่า ญาณรู้เห็นบางอย่าง ได้บังเกิดขึ้นภายในใจของเธอแล้ว แม้ญาณรู้เห็นจะเป็นเพียงของแถมที่ไม่ควรยึดติดก็ตาม แต่ก็เป็นกำลังใจให้กับเธอและนักภาวนาเป็นอย่างดี จึงขออนุโมทนาครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
22 มกราคม 2558