ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

(380) หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท โปรดญาติธรรมที่อำนาจเจริญ





หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท
เมตตาโปรดญาติธรรม
ที่จังหวัดอำนาจเจริญ

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 14-15 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้เมตตาแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา และคณะลูกศิษย์ได้เดินทางไปโปรดครอบครัวของคุณป้านาง (หรือป้าทุเรียน) เนื่องในวาระการทำบุญและบรรจุอัฐิสามีของป้านาง ณ อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ ซึ่งครอบครัวนี้ นับเป็นครอบครัวบุญ และเป็นครอบครัวที่ร่วมธุดงค์สัญจรกับหลวงพ่อแทบทุกครั้ง เมื่อไปถึงแล้ว คณะพวกเราได้ปักหลักภาวนา ในสวนมะขามหวานของป้านางที่อยู่ติดกับเชิงเขา ตลอดทั้งคืน



ค่ำคืนนี้ อากาศเย็นสบาย การภาวนาก็ดูสงบสว่างไสวดี บุรุษผู้หนึ่งก็มีสติและสมาธิตั้งแต่เริ่มสวดมนต์ ต่อเนื่องไปจนตลอดการภาวนาสมาธิหนึ่งชั่วโมง นั่นอาจเป็นเพราะว่า ค่ำคืนนี้มีเหล่าเทวดาลงมามากมาย ดังที่อุบาสิกา(ป้าหวัง) เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนเทวดาพากันมาทุกชั้นฟ้า มากันมากมาย สามีของป้านางก็เป็นเทวดา พวกเขาลงมาอนุโมทนากับครอบครัวป้านาง และคณะของหลวงพ่อที่เมตตามาโปรดในครั้งนี้

หลังจากออกจากสมาธิแล้ว หลวงพ่อเล่าให้พวกเราฟัง พอสรุปได้ว่า บริเวณสวนมะขามหวานแห่งนี้ เป็นทางเดินของชาวโลกวิญญาณ เป็นทางเดินไปทำมาหากิน จากเชิงเขา ผ่านสวนมะขามหวาน ไปทะลุอีกด้านหนึ่ง ภพภูมิของโลกวิญญาณและโลกทิพย์ มันเหลื่อมล้ำอยู่กับภพภูมิของมนุษย์ บางทีก็เดินสวนกันไปมา พวกเขาเห็นมนุษย์ แต่มนุษย์ไม่เห็นพวกเขา มิติมันซ้อนกันอยู่ ใกล้กันเหมือนเส้นผมบังตา พวกโลกวิญญาณก็หาอยู่หากินเหมือนกับโลกมนุษย์ หอบลูกจูงหลานกระเต็งกันไป มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น พวกวิญญาณนั้น มีความทุกข์มากกว่ามนุษย์ เพราะไม่มีร่างกายพาไปสร้างบุญ ไม่มีทรัพย์สมบัติจะให้ทาน วิญญาณที่ไม่มีบุญ จึงอดๆอยากๆ น่าสงสารมาก 

พอตอนเช้า หลวงพ่อได้เล่าให้พวกเราฟัง พอสรุปได้ว่า สามีของป้านาง ได้มาเล่าให้ท่านฟังว่า ชาตินี้เขาอายุสั้น (42 ปี) ยังไม่ได้สร้างบุญกุศลใดๆ ก็มาตายเสียก่อน มีแต่เวลาทำมาหากินเพื่อสร้างครอบครัว แต่ก็ดีใจที่เห็นป้านางขยันทำมาหากิน จนสามารถเลี้ยงดูลูกๆ ได้ดีกันทุกคน ส่วนลูกๆก็อยู่ในโอวาทของมารดา นั่นเพราะว่า พวกเขาได้พากันหมั่นทำบุญและเจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ หลวงพ่อเล่าให้ฟังต่อไปว่า ด้วยอานิสงส์ของป้านางและลูกๆ ที่ได้ทำบุญและเจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ จึงได้ส่งผลให้สามีและบิดา เลื่อนชั้นภพภูมิสูงขึ้น 

นอกจากนั้น หลวงพ่อยังได้เล่าให้พวกเราฟัง พอสรุปได้ว่า เมื่อคืน มีพระสงฆ์สองรูปที่มีอภิญญา ถอดจิตมากราบสนทนาธรรมกับหลวงพ่อ ซึ่งพระทั้งสองรูปอาศัยอยู่ใกล้ๆกับบริเวณนี้ หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า พระทั้งสองยังมีความพอใจในฤทธิ์อภิญญา จึงยังมิได้มุ่งหวังผลนิพพานแต่อย่างใด




ต่อมา ในตอนเช้าของวันที่ 15 เมษายน 2558 หลังจากหลวงพ่อได้ฉันภัตตาหารเช้า และทำพิธีบรรจุอัฐิเข้าธาตุเจดีย์แล้ว คณะพวกเราเดินทางไปยังทุ่งนาของ อ.วาสนา (อาจารย์มหาวิทยาแม่โจ้ เชียงใหม่) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เพื่อไปโปรดดวงวิญญาณญาติของเธอที่จมน้ำตาย ซึ่งที่ผ่านมา หลวงพ่อและคณะเคยไปโปรดครอบครัวของเธอมาแล้วหลายครั้ง ด้วยเพราะว่า อ.วาสนาเป็นคู่บารมีของคุณแค็ท(บุตรชายป้านาง) ซึ่งทั้งสองเคยร่วมธุดงค์สัญจรกับคณะพวกเราแทบทุกครั้ง ดังนั้น หลวงพ่อจึงเมตตารับนิมนต์ทั้งสองครอบครัวนี้ทุกครั้ง




ท้ายนี้ จึงขออนุโมทนากับคณะเจ้าภาพ และผู้ร่วมเดินทางไปปฏิบัติธรรมสัญจรในวาระนี้ ทุกท่าน ทุกประการครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
18 เมษายน 2558

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

(379) อัศจรรย์วันสรงน้ำหลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท วันสงกรานต์ ๒๕๕๘



อัศจรรย์
"วันสรงน้ำหลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท"
เนื่องในวันสงกรานต์ปี ๒๕๕๘


ท่านทั้งหลาย เนื่องในวาระวันสงกรานต์ประจำปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา มีเมตตาอนุญาตให้บรรดาคณะลูกศิษย์ ได้สรงน้ำองค์ท่านตามประเพณีที่ปฏิบัติกันมา เพื่อเป็นการขอขมากรรมต่อกัน 

หลวงปู่ฤาษี 
"พระปัจเจกพุทธเจ้า" 
แห่งวัดโคกปราสาท


ในวาระเดียวกันนี้ คณะพวกเราได้มีโอกาสอัญเชิญรูปปั้นแกะสลักหินทราย "องค์หลวงปู่ฤาษีแห่งวัดโคกปราสาท" ผู้ซึ่งได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว หลวงปู่ฤาษีพระองค์นี้ ท่านเคยเป็นทั้งพ่อและครูอาจารย์ของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร มาแต่ในอดีตชาติ หลวงพ่อเล่าให้ฟังพอสรุปได้ว่า เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลเล็กน้อย ณ กู่ปราสาทหินแห่งวัดโคกปราสาทนี้ เป็นยุคของพวกฤาษี หลวงพ่อเป็นผู้พาสร้างกู่ปราสาทแห่งนี้ พวกเราหลายๆคนที่มานั่งอยู่ตรงนี้ ก็เคยร่วมกันสร้าง รวมทั้งรูปแกะสลักหลวงปู่ฤาษีองค์เดิมนั้น หลวงพ่อก็เป็นผู้แกะสลักเอง แต่ยังแกะไม่ทันแล้วเสร็จ ก็เกิดสงครามขึ้นเสียก่อน สงครามครั้งกระนั้น ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงต้องทิ้งเมืองหนีตายกันไป ส่วนหลวงพ่อได้นำเอารูปปั้นหลวงปู่ฤาษีผู้เป็นอาจารย์ แม้จะยังไม่ทันแล้วเสร็จก็ตาม แต่ท่านก็ได้นำเอาไปฝังดินไว้ห่างจากตัวกู่ปราสาทหินเล็กน้อย จนเมื่อได้บวชเป็นพระและกลับมาอยู่ที่วัดแห่งนี้แล้ว จึงได้ค้นพบว่าฝังดินอยู่ จึงขุดนำขึ้นมาประดิษฐานไว้ในกู่ปราสาทหินอีกครั้ง หลวงพ่อท่านเคยปรารภกับลูกศิษย์หลายครั้งว่า ท่านอยากจะสร้างรูปหลวงปู่ฤาษีให้แล้วเสร็จตามเจตนาเดิม ลูกศิษย์หลายคนจึงขอสนองคุณด้วยการบริจาคทุน และอาสานำเอารูปแกะสลักองค์เดิม ไปให้ช่างแกะเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จ








อย่างไรก็ตาม แม้หลวงพ่อท่านจะได้เล่าอธิบายลักษณะของหลวงปู่ฤาษีให้ลูกศิษย์และช่างปั้นฟังแล้วก็ตาม แต่ช่างปั้นไม่สามารถแกะสลักได้เหมือนกับองค์จริง  เมื่อนำกลับมาถึงวัดแล้ว หลวงพ่อบอกว่ายังไม่เหมือน เสมือนท่านต้องการให้ลูกศิษย์บางคน ได้มีโอกาสแกะสลักด้วยตนเอง เพราะการแกะสลักในวาระนี้ จักมีอานิสงส์มากมิมีประมาณ หลวงพ่อเคยพูดเป็นนัยๆ อยู่หลายครั้งว่า อยากให้ลูกศิษย์ได้ใช้ปัญญาเอาบุญจากภาระงานนี้ บัดนี้ รูปแกะสลักหินหลวงปู่ฤาษี ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ด้วยการแกะสลักแก้ไขใหม่ โดยบุรุษผู้หนึ่ง และมีผู้ช่วยคือ ดาบตำรวจก้าน รองปลัดเพชร และหนุ่มกัปตัน ขณะที่กำลังแกะสลักกันอยู่นั้น เสมือนมีคลื่นบุญแผ่มาอยู่ตลอดเวลา แม้การแกะสลักอยู่ตลอดสองวัน ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น อุบาสิกาผู้มีภูมิธรรมสูงกระซิบว่า มีเทวดามาช่วยอาจารย์แกะสลักกันจำนวนมาก การแกะสลักเสร็จสิ้นลงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. จึงนับเป็นการแกะสลักเสร็จทันการสรงน้ำวันสงกรานต์พอดิบพอดี 

หลวงพ่อเมตตาเล่าให้ฟังพอสรุปได้ว่า หลวงปู่ท่านเป็นห่วงลูกหลานผู้เคยสร้างสมบุญบารมีมาด้วยกัน ท่านจึงเมตตาเสด็จลงมาให้กำลังใจพวกเราอยู่เป็นประจำ และหลายๆคนก็มีบุญตาได้พบเห็นท่านมาแล้วหลายครั้ง หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า หลวงปู่ท่านเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญบารมีมาเพื่อการ "ให้พร" โดยเฉพาะ เช่นเดียวกันกับพระมาลัย ที่เป็นผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อการให้พรโดยเฉพาะเช่นกัน หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า ผู้ใดได้ใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระมาลัย แม้อธิษฐานขออะไรก็จะสำเร็จได้ในบัดดลนั้น  

ท่านทั้งหลาย ในวาระแห่งมหามงคล เนื่องในวันสรงน้ำหลวงปู่ฤาษีและหลวงพ่อในปีนี้ จึงเสมือนเป็นวันสำคัญแห่งการอธิษฐานจิตของบุรุษผู้หนึ่ง ผู้ปรารถนาจะเดินตามรอยธรรมของพระพุทธองค์ ตามรอยธรรมแห่งองค์หลวงปู่ฤาษี และองค์หลวงพ่อ เพราะเป็นผู้ปรารถนาจะไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์มาแล้วหลายภพหลายชาติ ดังนั้น บรรยากาศในนาทีอธิษฐานจิตของบุรุษผู้นี้ จึงเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ทุกคนต่างนั่งเงียบกริบ ต่างมองไป ณ ที่แห่งเดียวกัน มีแต่เสียงของหลวงพ่อที่พูดขึ้นมาเท่านั้นว่า "คนนี้ คนพิเศษนะ ในวาระพิเศษนี้ ให้ตั้งใจอธิษฐานเอา อธิษฐานเบาๆละ เดี๋ยวหลวงพ่อจะได้ยิน เอาให้ได้นะชาตินี้ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก จะได้ช่วยเหลือคนอื่นต่อไป" หลังจากนั้น บุรุษผู้นี้ จึงได้เข้าไปสรงน้ำและก้มลงกราบแทบเท้าของหลวงพ่อ ด้วยความสำนึกในความเมตตาของท่านอย่างสุดประมาณ แม้จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่ให้มันไหลออกมาข้างนอกได้ก็ตาม แต่น้ำตาแห่งความปีตินั้น มันกลับไหลตกเข้าไปข้างในใจเป็นระลอกๆ เพราะจิตถึงจิต ใจถึงใจ คำอธิษฐานที่ออกจากใจ จึงได้ล่วงรู้ถึงใจของหลวงพ่อ พรของพ่อและพรจากหลวงปู่ฤาษี ก็สะท้อนกลับมาที่ใจของบุรุษผู้นี้เป็นระลอกเช่นกัน จึงนับเป็นความอัศจรรย์ ที่บังเกิดขึ้นภายในเป็นปัจจัตตัง เช่นเดียวกันกับญาติธรรมที่นั่งอยู่ในที่นั่น ต่างก็ได้รับอานิสงส์มิมีประมาณเช่นกัน





อนึ่ง หลวงพ่อได้พูดกับบุรุษผู้หนึ่งอย่างปีติว่า หลวงพ่อได้ทำภาระกิจสนองคุณครูอาจารย์ได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้ติดค้างแล้ว ยังเหลือแต่จะช่วยพวกเราและสัตว์โลกจนกว่าจะละธาตุขันธ์ไป นอกจากนั้น หลวงพ่อยังเมตตาบอกอนาคตของบุรุษผู้นี้หลายครั้งแล้วว่า เมื่อ "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" เสร็จสมบูรณ์แล้ว หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี จึงจะได้ออกบวชบำเพ็ญเพียรไปถึงที่สุด นี้จึงเป็นความเมตตาอย่างสุดประมาณของพระผู้พ้นแล้ว ลูกศิษย์จะนำเอาปฏิทาปทานี้ไปปฏิบัติสืบไป

"จิตถึงจิต ใจถึงใจ ใจถึงธรรม บาปบุญไม่เอาไป ธรรมทั้งหลายก็ไม่เอาไป"

"ข้าผู้น้อยขอเดินตามรอยวงศ์พระอรหันตเจ้า"

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้เล่าแทน
๑๗ เมษายน ๒๕๕๘




วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

(378) ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ อุบลฯ สกลนคร นครพนม





ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์
“เส้นทางบุญ อุบลฯ สกลนคร นครพนม”

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 3-6 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ได้พาคณะลูกศิษย์ประมาณเกือบ 50 คน ไปปฏิบัติธรรมสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ตามแถบริมแม่น้ำโขง จากอุบลราชธานี มุกดาหาร สกลนคร และนครพนม ตามคำนิมนต์ของชาวโลกทิพย์และลูกศิษย์ คณะพวกเราออกเดินทางจากวัดโคกปราสาท ประมาณ 11.30 น. โดยมีจุดมุ่งหมายคืนแรกที่ แม่น้ำโขง จ.อุบลราชธานี

ค่ำคืนที่ 1
“สามพันโบก” ดินแดนพญานาค

เมษายน 2558 คณะของพวกเราเดินทางไปถึง แม่น้ำโขง บริเวณที่เรียกกันว่า “สามพันโบก” อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี เวลาประมาณเกือบ 20.00 น. บริเวณแห่งนี้ มีลักษณะเป็นเกาะแก่งหิน คล้ายกันกับแกรนด์แคนยอน ซึ่งปรากฏให้เห็นเฉพาะในยามหน้าแล้งที่แม่น้ำโขงลดลงเท่านั้น การไปในที่แห่งนี้ สืบเนื่องมาจากพญานาคจากน้ำตกหลี่ผี ประเทศลาว ได้มานิมนต์หลวงพ่อไว้หลายครั้งแล้ว แต่พวกเราไม่สะดวกที่จะเดินทางเข้าไปภาวนาในประเทศลาว พญานาคเขาจึงขอให้ไปที่แม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยก็ได้ ดังนั้น คณะพวกเราจึงเลือกสถานที่แห่งนี้ ในการไปโปรดพวกเขาในวาระนี้ เมื่อไปถึงแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ขณะที่คณะพวกเราเดินทางผ่านจังหวัดอำนาจเจริญ หลวงพ่อท่านสงสัยว่า ทำไมท่านจึงต้องเดินทางมาแถบนี้บ่อยครั้ง ท่านจึงกำหนดจิตพิจารณาดูจึงรู้ว่า ท่านเคยเกิดสร้างบารมีอยู่แถบอีสาน ตั้งแต่อุบลราชธานี อำนาจเจริญ เรื่อยไปตามแถบแม่น้ำโขง จนนับภพชาติไม่ถ้วน และที่เมืองอำนาจเจริญ เมื่อหลายหมื่นปี ท่านก็เคยเกิดเคยตายในยุคที่คนมีรูปร่างสูงใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า ยุคคนแปดศอก

ต่อมาในตอนเช้า หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ที่ “สามพันโบก” แห่งนี้ ท่านก็เคยเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ทั้งบนบกและในน้ำ จนนับชาติไม่ถ้วน อีกทั้งเคยเกิดเป็นคน เป็นพญานาคก็หลายชาติ  หลวงพ่อเล่าว่า พญานาคเขาพากันมากราบท่าน ส่วนใหญ่พญานาคเหล่านี้ ก็เคยเป็นญาติกันมาแต่ในอดีต พวกเขายังตกค้างอยู่ในภพภูมิแห่งนี้ ก็เพราะด้วยความยึดติดก็มี และด้วยวิบากกรรมก็มี อย่างไรก็ตาม พวกเขามาทดสอบหลวงพ่อ ด้วยการนำแกงพะโล้เนื้อหมามาถวาย โดยบอกว่าเป็นแกงพะโล้เนื้อหมู แต่หลวงพ่อท่านรู้ทัน ท่านจึงบอกพวกเขาไปว่า มันไม่ใช่เนื้อหมู แต่มันคือเนื้อหมา พวกเขาพยายามบอกว่าเป็นเนื้อหมู โต้ตอบกันอยู่หลายครั้ง ในที่สุดหลวงพ่อจึงบอกพวกเขาไปว่า “แม้จะเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อหมา เราก็ไม่ฉันหรอก เพราะเราอิ่มพอแล้ว” เมื่อทราบแน่ชัดแล้ว พวกเขาต่างอนุโมทนาสาธุการว่า “ท่านบริสุทธิ์และพ้นทุกข์แล้ว ยังเหลือแต่พวกผู้ข้าฯ ขอให้ท่านได้โปรดเมตตาสงเคราะห์พวกเราด้วยเถิด” หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า “พวกวิญญาณสัตว์ต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ที่นี่มีจำนวนมากมาย นานๆจะมีผู้มีบุญบารมีมาโปรดสักที ครั้งนี้พวกเขาก็ไปเกิดในภพภูมิใหม่กันจำนวนมาก ยังคงเหลือเป็นบางส่วนเท่านั้น วิญญาณเหล่านี้ น่าสงสารมาก”



นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวอื่นๆเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ อาทิเช่น หลังจากหลวงพ่อพาทุกคนสวดมนต์และภาวนาสมาธิแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปภาวนาตามอัธยาศัย บ้างก็เดินจงกรม บ้างก็นั่งและนอนภาวนา ทั้งบนฝั่ง หาดทราย และบนโขดหิน หลายๆท่านได้ภาวนาจนสว่าง บ้างก็รู้เห็นภายในเป็นปัตจัตตัง บางท่านก็เห็นพญานาคสีทองมากราบหลวงพ่อ ส่วน “นายธรรมดา” ได้ปลีกตัวออกไปนั่งภาวนาบนโขดหินในแกร่งติดน้ำโขง เพื่อแผ่เมตตาให้กับชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ไปตามประสาของผู้ยังโง่เขลา พอภาวนาจนจิตสงบแล้ว ปรากฏมีเสียงสัตว์นานาร้องระงมเสียงดังลั่น ค่อยๆล้อมวงเข้ามาจนประชิดตัว เขาจึงเอ่ยในจิตว่า “เสียงนี้เรารู้แล้วว่า ท่านทั้งหลายมาโมทนา ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด หากปรารถนาจะไปจุติในภพภูมิใด ก็ขอให้อนุโมทนากันเอาเองเถิด” หลังจากนั้น เสียงต่างๆ ก็เงียบลงอย่างพร้อมเพรียงกันอย่างน่าอัศจรรย์



“ข้อควรจำในการแผ่เมตตา”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักภาวนาควรจดจำก็คือ หลวงพ่อเมตตาสั่งสอนลูกศิษย์ว่า เมื่อเริ่มนั่งภาวนา ควรจะแผ่เมตตาให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงนั่งภาวนาไปตามลำดับ หากจะเกิดสิ่งใดขึ้นในขณะภาวนา ก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้กำหนดรู้ก็พอ เมื่อจิตสงบลงแล้ว บุญต่างๆที่เราแผ่เมตตาไว้ ก็จะตกไปถึงพวกเขาเองเป็นอัตโนมัติ หากเกิดรู้เห็นสิ่งใดในขณะนั้น ก็อย่าไปเสียเวลาแผ่เมตตาอีก เพราะจิตจะถอนจากสมาธิ นั้นจะเป็นการทำให้การภาวนาเสียหายมากกว่า






กลางวันที่ 2
“หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาโปรดชาวคณะ”

เช้าวันที่ เมษายน 2558 หลังจากคณะของพวกเราได้รับประทานอาหารเช้าที่สามพันโบกแล้ว คณะได้ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังสะพานมิตรภาพไทยลาว จ.มุกดาหาร เผื่อจะหาที่พักภาวนา แต่เมื่อไปถึงแล้ว บรรยากาศและสถานที่ไม่เหมาะต่อการพักภาวนา ลูกศิษย์จึงได้ขออนุญาตหลวงพ่อมุ่งหน้าสู่ พระธาตุภูเพ็ก หรือ ปราสาทภูเพ็ก ซึ่งเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ ประดิษฐานบนเทือกเขาภูพาน ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นวัดพระธาตุภูเพ็ก และมีพระสงฆ์ประจำอยู่ เมื่อไปถึงแล้ว หลวงพ่อไม่อนุญาตให้พักในสถานที่แห่งนี้ แต่หลวงพ่ออนุญาตให้คณะพวกเราได้พักผ่อนและฟังธรรมหลวงพ่อ ธรรมที่หลวงพ่อแสดงในวันนี้ ส่วนใหญ่ท่านได้ยกย่องปฏิปทาขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ว่า หลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้มีบุญบารมีมากที่สุดในยุคกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ซึ่งหลวงพ่อสรรเสริญหลวงปู่มั่น ประดุจดังท่านเป็นพระพุทธเจ้าน้อย รองลงมาก็คือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ส่วนลูกศิษย์องค์อื่นๆ มีบารมีลดน้อยลงไปตามลำดับ หลวงพ่อบอกว่า พระอรหันต์ในยุคนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบสุกขวิปัสสโก จึงมีอาสวักขยญาณไม่ค่อยกว้างไกลเท่ากับหลวงปู่มั่น

ขณะที่หลวงพ่อได้แสดงธรรมถึงปฏิปทาขององค์หลวงปู่มั่นอยู่นั้น อุบาสิกา(ป้าหวัง) ผู้มีภูมิธรรมขั้นสูง ได้ขอโอกาสหลวงพ่อกล่าวยืนยันในสิ่งที่หลวงพ่อกำลังแสดงอยู่นั้นว่า ทำไมหลวงพ่อจึงยกเอาคุณธรรมของหลวงปู่มั่นมาเทศน์ เพราะอุบาสิกาท่านก็เห็นหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาโปรดคณะของพวกเรา อุบาสิกาท่านเล่าต่อไปว่า หลวงปู่มั่นท่านมาให้กำลังใจและบอกว่า “พระอรหันต์จากเมืองโคราช พาคณะมาปฏิบัติธรรมแบบนี้ก็ดีแล้ว ซึ่งหาได้ยาก แต่หลวงปู่ก็อยากให้พวกท่านถามตัวเองว่า ...มาเพื่ออะไร?... หลวงปู่ไม่อยากให้พวกท่านมาพักภาวนากันที่วัดแห่งนี้ เพราะที่นี่ก็มีพระปฏิบัติดีและให้บุญแก่สรรพสัตว์ที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อพวกท่านออกจากวัดมาแล้ว ก็ไม่ควรจะมาพักในวัดที่สะดวกสบายอีก”

หลวงพ่อจึงเมตตาแสดงธรรมต่อเนื่องไปพอสรุปได้ว่า หลวงปู่มั่นท่านก็ได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว หลวงพ่อก็เคยเน้นกับพวกเราอยู่เสมอว่า เมื่อออกมาปฏิบัติภาวนาแล้ว ก็ไม่ควรแสวงหาสถานที่อันสะดวกสบาย ควรจะพักอยู่ตามป่าตามธรรมชาติ หลวงพ่อรู้นะว่า มีบางคนอยากให้หลวงพ่อพาพักที่นี่ แต่เมื่อเราออกจากวัดมาแล้ว ก็ไม่ควรมาพักในวัดอีก แล้วจะพากันมาทำไมตั้งไกล อยู่ที่วัดเราจะไม่ดีกว่าหรือ หากสะดวกสบายแล้วจะเห็นทุกข์ได้อย่างไร พวกเทวดาเขาบอกหลวงพ่อตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่า “พวกท่านคิดจะไปพักที่สะพานมิตรภาพไทยลาว และที่พระธาตุภูเพ็กนั้น พวกท่านจะไม่ได้พักในสถานที่นั้นหรอก แต่หลวงพ่อก็ปล่อยให้ดำเนินไป ในเมื่อพวกเราจะพาหลวงพ่อไปในสถานที่ต่างๆ หลวงพ่อก็เลยปล่อยให้เป็นไปตามที่เขาว่า”

หลวงพ่อเล่าต่อพอสรุปได้ว่า เวลาคณะพวกเราขับรถผ่านไปในสถานที่ต่างๆ พวกวิญญาณของสัตว์ประเภทกุ้งหอยปูปลา หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ต่างก็ร้องขอให้พวกเราได้หยุดโปรดพวกเขาด้วยเถิด พวกเขากล่าวอย่างน้อยอกน้อยใจว่า “หรือพวกท่านเห็นความสำคัญแต่พวกเทวดาผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และไปแต่ในสถานที่ที่ใครๆก็ไป ส่วนพวกผู้ข้าฯ มิใช่วิญญาณดอกหรือ พวกท่านจึงมองข้ามไป” หลวงพ่อจึงย้ำกับพวกเราว่า หลวงพ่อจะพาพวกเราไปพักภาวนากันในสถานที่ที่ใครๆก็มองข้าม เพื่อไปโปรดพวกสรรพวิญญาณเหล่านั้น    


ค่ำคืนที่ 2
“สรรพวิญญาณ ณ อ.โคกศรีสุพรรณ สกลนคร”

ท่านทั้งหลาย หลังจากคณะของพวกเราออกเดินทางจากพระธาตุภูเพ็กแล้ว คณะพวกเราได้มุ่งหน้าย้อนกลับมาทาง อ.พระธาตุพนม เพื่อหาที่พักภาวนากันต่อไป พอเดินทางมาถึงเขตอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เป็นเวลาเกือบใกล้ค่ำ หลวงพ่อจึงให้คณะหยุดพักภาวนากันในป่าข้างลำห้วยแห่งหนึ่ง พวกเราได้บุกป่าลงไปอาบน้ำในลำห้วยกันอย่างลำบาก แม้แต่ครอบครัวของคุณญี้ ซึ่งเป็นญาติธรรมจากกรุงเทพฯ ที่ได้ร่วมเดินทางมาปฏิบัติธรรมสัญจรด้วยเป็นครั้งแรก ก็สามารถลดตัวตนลงไปใช้ชีวิตแบบชาวป่าและนักภาวนากัมมัฏฐาน และสามารถกินนอนอย่างยากลำบากอยู่กับชาวคณะได้ จึงถือว่าสอบผ่าน ซึ่งอุบาสิกา(ป้าหวัง)ได้กระซิบกับผู้เขียนว่า “หลวงปู่มั่นท่านอยากให้พวกเราใช้ชีวิตแบบนี้ อยู่กับธรรมชาติและความยากลำบาก จึงจะมีทางพ้นทุกข์ได้ ซึ่งหลวงพ่อก็อยากให้พวกเราทำอย่างนี้เช่นกัน พวกเราตั้งใจเอาเด้อ”

ค่ำคืนนี้ นอกจากหลวงพ่อจะได้แสดงธรรมบทต่างๆ ตามวาระแล้ว มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากจะนำมาเล่า เพื่อเป็นสติเตือนใจสำหรับนักภาวนา คือ มีกองอุจจาระกองหนึ่งพึ่งถูกถ่ายทิ้งไว้ใกล้ๆกับที่พักภาวนา จึงมีการพูดกันไปมา ความทราบถึงหลวงพ่อ ท่านจึงแสดงธรรมโปรดพอสรุปได้ว่า “การที่ไปพักภาวนาในสถานที่ใด การขับถ่ายหากไม่มีห้องส้วม ก็ให้ขับถ่ายในสถานที่อันควร หากเป็นการถ่ายหนัก ก็ควรมีจอบเสียมขุดดินฝังกลบ หรือหากไม่มีจอบเสียมก็ควรหาใบไม้หรือเกลี่ยดินถมเสีย เพราะหากผู้ใดไปเห็นเข้ามันจะน่ารังเกียจ และแมลงวันมันจะบินไปตอม แล้วก็มาจับอาหารของพวกเรา นี่จะให้หลวงพ่อสอนทั้งเรื่องขี้เรื่องเยี่ยว สอนทุกเรื่องเลยหรือ แม้แต่เรื่องพื้นๆแบบนี้ก็ยังละเลย แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะก้าวหน้ากันสักที เพราะทุกเรื่องมันเป็นธรรมมะทั้งนั้น เราจะหาธรรมมะกันที่ไหน ก็หาจากคนจากหมู่คณะนี้ ใครมีธรรมะมากน้อยก็ดูกันในหมู่คณะนี้ละ”


พอตอนเช้า คณะพวกเราได้ทำอาหารถวายพระสงฆ์ เพื่อเป็นการอุทิศบุญให้กับสรรพวิญญาณอย่างที่เคยกระทำกันทุกครั้ง เรื่องการทำอาหารถวายพระในขณะออกภาวนาสัญจรทุกครั้งนั้น นับว่ามีอานิสงส์มาก เพราะเหล่าสรรพวิญญาณที่ตกทุกข์และอดอยากมายาวนาน บางแห่งก็เป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนและล้านปี เมื่อพวกเขาได้รับอาหารทิพย์จากทานเหล่านี้แล้ว พวกเขาจะอนุโมทนากลับมา หากมีวิญญาณเป็นหมื่นเป็นแสนดวงอนุโมทนากลับมา ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้บริจาคปัจจัย ผู้ทำอาหาร ผู้นำถวายทาน หรือแม้กระทั่งผู้รับรู้และร่วมอนุโมทนา ก็จะได้รับผลบุญตามกำลังกลับมาเป็นหมื่นเป็นแสนกองเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากหลวงพ่อท่านพูดให้สติกับคณะลูกศิษย์ในวาระนี้ว่า ... “หากอยากจะได้บุญจากการถวายทานในครั้งนี้ ก็จงพากันทำอาหารเอง แต่หากอยากจะให้พ่อค้าแม่ค้าได้บุญ ก็จงไปซื้ออาหารสำเร็จที่เขาทำไว้แล้วที่ตลาด....  ดังนั้น การถวายอาหารแด่พระสงฆ์ในวาระธรรมปฏิบัติสัญจรทุกครั้ง จึงทำให้การอุทิศบุญแด่สรรพวิญญาณสำเร็จบริบูรณ์ จึงขออนุโมทนากับผู้ร่วมถวายปัจจัย ผู้ร่วมทำ ผู้ถวายทาน และผู้ร่วมอนุโมทนาทุกประการ

"อัศจรรย์กายทิพย์ของหลวงพ่อ"

อนึ่งในตอนเช้าใกล้สว่าง มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งคือ "คุณลุงทราย" มาทำวัตรเช้าในตอนตีสี่ไม่ทันหมู่คณะ คุณลุงมีความเสียใจ จึงได้รำพึงรำพันกับตัวเอง พอทุกคนออกจากสมาธิแล้ว ขณะที่หลวงพ่อกำลังเทศน์โปรดลูกศิษย์คนอื่นๆอยู่ คุณลุงจึงได้รีบเดินเข้าไปหาหมู่คณะ แต่พอเข้าไปแล้วกลับเห็นหลวงพ่อแยกร่างนั่งอยู่อีกที่หนึ่ง คุณลุงจึงได้ก้มกราบกายทิพย์นั้น ทั้งๆที่คนอื่นๆ เขากำลังนั่งพนมมือฟังธรรมหลวงพ่ออยู่อีกฟากหนึ่ง เมื่อเอ๊ะใจว่า ทำไมคนอื่นจึงพนมมือหันข้างให้หลวงพ่อ พอหันกลับมาอีกทีหลวงพ่อก็หายไปเสียแล้ว จึงรู้ว่าร่างจริงนั้นกำลังนั่งเทศน์อยู่อีกฟากหนึ่ง จิตจึงตื่น หูตาสว่างวาบขึ้นมาทันที จึงรีบเข้าไปกราบและเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงบอกว่า เรื่องแบบนี้ นานๆทีครูอาจารย์ท่านจะแสดงให้ลูกศิษย์ได้เห็น เพื่อเป็นการให้กำลังใจในการปฏิบัติต่อไปนั่นเอง ความจริงเรื่องแบบนี้ หลายๆคนได้ประจักษ์กับตัวเองมาแล้วหลายครั้ง จึงถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้มีอภิญญา แต่ท่านก็มิได้ต้องการให้ผู้ใดลุ่มหลงในสิ่งเหล่านี้ 







กลางวันที่ 3
“กราบสักการะพระธาตุพนม”

ตอนสายของวันที่ เมษายน 2558 คณะพวกเราเดินทางมาถึง อ.พระธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อกราบสักการะพระธาตุพนม รวมทั้งหาที่พักผ่อนและอาบน้ำ เมื่อกราบสักการะพระธาตุพนมเสร็จแล้ว คณะไปพักผ่อนที่ริมแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 11 กิโลเมตร ในวันนี้พวกเราได้ต้อนรับ นพ.ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารอยู่ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กรุงเทพฯ และเป็นผู้ก่อตั้งชมรมโพธิธรรมด้วย ท่านได้เดินทางมาถวายดอกบัวแด่พระธาตุพนม และขอมาร่วมภาวนาอยู่กับหมู่คณะด้วย เมื่อคุณหมอเดินทางมาถึงและได้กราบหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อเมตตาทักทายว่า ... “คุณหมอยังปรารถนาพุทธภูมิอยู่หรือไม่”... คุณหมอทำหน้าตาตื่นเล็กน้อย เพราะยังไม่ทันตั้งตัว หลวงพ่อจึงเมตตาพูดต่อไปว่า ... “ผู้ปรารถนาพุทธภูมินั้นก็ดีแล้ว ต้องเป็นผู้พยายามอย่างหนัก เสียสละทุกอย่าง ถ้ายังปรารถนาอยู่ หลวงพ่อก็ขออนุโมทนาด้วย”...









“แดนพุทธภูมิ”

หลวงพ่อพูดถึงเรื่องผู้ปรารถนาพุทธภูมิพอสรุปได้ว่า ผู้ปรารถนาพุทธภูมินั้น มีมากเป็นหมื่นเป็นล้านคน หลวงปู่มั่นก็เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ท่านไปต่อไม่ไหวจึงขอถอนความปรารถนานั้น (หลวงพ่อท่านก็เคยปรารถนาพุทธภูมิ บุรุษผู้หนึ่งก็เคยปรารถนาพุทธภูมิ) เรื่องนี้ หลวงพ่อเล่าให้ฟังเมื่อวันที่พวกเราอยู่ที่สามพันโบกว่า ดินแดนแถบแม่น้ำโขง ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร นครพนม สกลนคร หนองคาย เลย และจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน เรื่อยไปจนถึงภาคเหนือ นับเป็นดินแดนพุทธภูมิ เป็นดินแดนของผู้ปรารถนาพุทธภูมิรวมถึงสาวกภูมิ ลงมาเกิดบำเพ็ญสร้างบารมี ดังที่เราเห็นครูอาจารย์เจ้าทั้งหลาย ส่วนใหญ่ท่านก็มาเกิดมาสร้างบารมีอยู่ในแถบถิ่นนี้ทั้งนั้น พระอรหันตเจ้าส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ภาคอีสาน หลวงพ่อบอกต่อไปว่า ดินแดนพุทธภูมินั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 500 ปี แล้วจะเปลี่ยนบริเวณไปเกิดขึ้นในที่อื่นๆ อีก 500 ปี ก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย




ค่ำคืนที่ 3
“โปรดมนุษย์และชาววิญญาณ
ณ อำเภอนาแก นครพนม”

ค่ำคืนของวันที่ เมษายน 2558 หลังจากคณะพวกเราได้อาบน้ำที่แม่น้ำโขง อ.พระธาตุพนมแล้ว คณะพวกเราเดินทางมาปักหลักภาวนาอยู่ในสวนยางพารา อ.นาแก จ.นครพนม ตามคำนิมนต์ของพี่ชายปลัดโจ๊ก ในค่ำคืนนี้หลวงพ่อมีเมตตาอย่างที่สุด แม้ท่านจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง และอ่อนเพลียจากอาการอาพาธ ท่านก็ยังแสดงธรรมและพาสวดมนต์ภาวนาสมาธิตามปรกติ หลังออกจากสมาธิแล้ว แม้จะยังดึกดื่น ท่านก็มีเมตตาแสดงธรรมต่อเนื่องไปไม่หยุด เพราะมีญาติธรรมเดินทางมาจากกรุงเทพฯหลายท่าน แม้นั่งไม่ได้ท่านก็ขอนอนเทศน์ ส่วนลูกศิษย์ก็ไม่ยอมลุกไปไหน เมื่อหลวงพ่ออนุญาตให้นอนฟังได้ ทุกคนก็นอนฟังไปด้วย จึงมีบรรยากาศที่แสนอบอุ่นเป็นกันเอง อย่างไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน ลูกศิษย์ท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่า ... “การที่ลูกศิษย์นอนฟังธรรมหลวงพ่อนี้จะบาปไหม”... หลวงพ่อตอบพอสรุปได้ว่า ... “อยู่ที่เจตนาและสถานการณ์ ตอนนี้หลวงพ่อนั่งไม่ไหวจึงขอนอนเทศน์ และอยู่ในวงกันเอง หลวงพ่อก็ได้อนุญาตให้พวกเรานอนฟังได้แล้ว จึงไม่เกิดกรรม เพราะเรายังเคารพในธรรมอยู่ การเคารพในธรรม แม้จะอยู่ในอริยาบทใดก็ไม่แตกต่างกัน เราจะเดินยืนนอนนั่ง ก็พิจารณาธรรมและฟังธรรมได้ทั้งนั้น”... นอกจากนั้น หลวงพ่อยังเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ซักถามข้อธรรมอีกหลายประเด็น ท่านก็มีเมตตาตอบอย่างชัดแจ้งทุกประเด็นไป อย่างไรก็ตาม มีธรรมบทหนึ่งที่หลวงพ่อเมตตาแสดงต่อคุณหมอธรรณวัฐเป็นพิเศษ พอสรุปได้ดังนี้

“นักปฏิบัติหรือนักสร้างบุญทั้งหลาย จักต้องลงทุน ลงทุนเสียสละ โดยเฉพาะการเสียสละกิเลสออกไปจากใจ ใจจึงจะเบา ... ถ้าเรายังกอดความโกรธ ความโลภ ความหลง ความพอใจ ความไม่พอใจ เอาไว้ ใจเราก็จะหนัก... ในเมื่อใจไม่เบา แล้วจะภาวนากันได้อย่างไร... คนฉลาด คือ คนที่มีสติ มีปัญญา รู้ว่าจะไม่กอดอะไรไว้กับตัว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร... ถ้าทำได้ใจก็สบาย”

หลังจากออกจากสมาธิแล้ว หลวงพ่อเมตตาเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อเคยเกิดเป็นกระแตอยู่ในป่าแถบบริเวณนี้ นอกจากนั้น ยังมีชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณพากันมาจำนวนมาก หลวงพ่อบอกว่า วิญญาณผู้มีตัวสูงเท่าปลายไม้ก็มาขอส่วนบุญด้วย หากใครอยากเห็นพวกวิญญาณ ให้เดินภาวนาไปตามถนนจนถึงสามแยก เขาจะปรากฏตัวให้เห็นตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ปรากฏเป็นจริงตามนั้น ดังจะเห็นได้จากคุณลุงท่านหนึ่ง ได้ออกไปเดินจงกรมในป่าสวนยาง ที่เต็มไปด้วยใบยางที่ร่วงหล่นเต็มพื้น การเดินแต่ละก้าวจึงเกิดเสียงดังทุกก้าว แต่ในช่วงหนึ่งกลับมีชายชุดขาวผู้หนึ่ง ปรากฏตัวเดินนำหน้าอยู่ห่างไม่กี่เมตร แต่กลับไม่มีเสียงดังของใบไม้แห้งแม้แต่น้อย เมื่อเดินไปไกลพอสมควรแล้ว คุณลุงจึงได้พูดในใจว่า... “ผมเห็นแล้วต่างคนต่างแยกกันไปเถอะ”... หลังจากนั้น ชายชุดขาวก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตา

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่พวกเรากำลังภาวนาอยู่ จะมีเสียงสุนัขเห่าหอนต่อกันเป็นทอดๆ หลวงพ่อบอกให้สังเกตเอา ซึ่งเรื่องแบบนี้ หากใครมากับหลวงพ่อบ่อยๆ ก็จะรู้ดี บางทีก็จะมีเสียงสัตว์นานาชนิดร้องดังระงมต่อกันเป็นทอดๆ ซึ่งชาวโลกทิพย์เขาจะอาศัยบันดาลให้สัตว์เหล่านั้นร้องขึ้นมา หรือบางครั้งก็บันดาลให้เกิดลมฝนหรือฟ้าร้องฟ้าแลบ เพื่อแสดงให้ทุกคนทราบว่า พวกเขาได้รับส่วนบุญแล้ว การที่พวกเขาพยายามสื่อสารมาเช่นนั้น ก็เพราะว่าลูกศิษย์ส่วนใหญ่ยังไม่มีญาณรู้เห็นด้วยตาในนั่นเอง นอกจากนั้น ยังมีผู้รู้เห็น และนิมิตเห็นชีปะขาวอาศัยอยู่ในสวนยางนี้ตรงกันหลายท่าน เขาแสดงให้เห็นเพื่อขอบคุณและอนุโมทนากับหมู่คณะ ที่มาโปรดพวกเขาในครั้งนี้





กลางวันที่ 4
“โปรดบ้านพี่ชายปลัดโจ๊ก”

เช้าวันที่ เมษายน 2558 หลวงพ่อพาคณะพวกเราไปฉันเช้าที่บ้านพี่ชายของปลัดโจ๊ก(ทัศนีย์) ที่อยู่ไม่ไกลจากสวนยางเท่าใดนัก เพื่ออุทิศส่วนบุญแก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้อง รวมทั้งได้ถวายปัจจัยแก่หลวงพ่อจำนวนหนึ่ง

"เด็กน้อยผู้ขอบวชกับหลวงพ่อ"

อนึ่ง ณ บ้านพี่ชายของปลัดโจ๊กนี้ มีเหตุการณ์หนึ่งปรากฏขึ้นคือ  มีหลานชายของเจ้าของบ้าน ซึ่งมีอายุ 8 ขวบ ได้เข้ามากราบหลวงพ่อพร้อมกับแสดงความสนิทสนม พยายามอยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อตลอด พร้อมกับพูดอ้อนวอนพ่อแม่และหลวงพ่อขึ้นมาว่า อยากออกบวชอยู่กับหลวงพ่อ เธอพูดย้ำอยู่หลายครั้ง ว่ากันว่า เด็กชายผู้นี้ เคยไปวัดหลายๆแห่ง เธอก็มักบ่นว่า "มันไม่ใช่" เพราะที่วัดนั้นๆไม่ทำความสะอาดหรือปัดกวาดลานวัด แม้แต่ของใช้ก็ยังระเกะระกะ บางทีเจอพระเธอก็บอกว่า "ไม่ใช่พระ" เพราะเธอเห็นว่า ข้างในนั้นมิใช่พระ ทั้งๆที่ผู้ใหญ่กลับมองไม่เห็นและแยกแยะไม่ออกว่า ผู้ใดเป็นสมมุติสงฆ์ และผู้ใดเป็นพระสงฆ์กันแน่ หลวงพ่อบอกว่า "เด็กชายนี้เป็นผู้มีบุญวาสนาเก่า หากออกบวชจะสามารถเห็นธรรมได้ หลวงพ่ออยากได้คนแบบนี้มาบวชอยู่กับหลวงพ่อ"  

หลังจากนั้น คณะพวกเราจึงเดินทางกลับวัดโคกปราสาท ถึงวัดเวลาประมาณ 18.00 น. จึงเป็นการจบวาระบุญในครั้งนี้อย่างบริบูรณ์ จึงขออนุโมทนากับเจ้าภาพทุกท่าน ผู้บริจาคปัจจัยไทยทาน ผู้ร่วมเดินทาง และผู้ร่วมอนุโมทนา ทุกท่านทุกประการเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
10 เมษายน 2558

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

(377) นิทานธรรมเรื่อง "หลวงปู่แหวน สุจิณโณ มาโปรดในนิมิตเป็นครั้งที่สอง"




นิทานธรรมเรื่อง
"หลวงปู่แหวณ สุจิณโณ 
มาโปรดในนิมิตเป็นครั้งที่สอง"

ท่านทั้งหลาย มีนิทานธรรมเรื่องหนึ่งสมมุติว่า เกิดขึ้นเมื่อตอนใกล้รุ่งของวันที่ 7 เมษายน 2558 ปริศนาแห่งนิมิตนั้นแสดงให้เห็นว่า บุรุษผู้ยังโง่เขลา ได้มีโอกาสถวายการป้อนอาหารแด่หลวงปู่แหวณ สุจิณโณ พอเขาป้อนอาหารเข้าปากหลวงปู่ทีไร ท่านก็งับช้อนคาปากเอาไว้ ป้อนอยู่หลายคำท่านก็ยังงับช้อนไว้เช่นเดิม เขาจึงมองดูที่ชามอาหาร อาหารที่เขากำลังตักอยู่นั้นคือ แกงหน่อไม้ดอง จิตพิจารณาดูก็เห็นว่าแปลกๆ พอจะตักอีกทีก็กลายเป็นแกงผักหวานไปเสียแล้ว ไม่นานก็มีสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามาหา พร้อมกับโวยวายว่า มาป้อนหลวงปู่ทำไม เพราะอาหารนั้นเป็นหน้าที่ของเธอ 

ปริศนานี้ จึงเสมือนเป็นการให้เขาพิจารณาว่า อาหารนั้นก็มีทั้งคุณและโทษ หาก "นักภาวนา" กินมากเกินไป ก็กลายเป็นโทษที่หมักดองกิเลสเอาไว้ พระท่านจึงว่า อาหารที่สมบูรณ์มากเกินไปในร่างกาย จะกลายเป็นบ่อเกิดแห่ง "กามราคะ" หากรู้ไม่เท่าทันมัน กิเลสนั้นจะเข้ามากัดกินหัวใจเรื่อยไป จึงต้องหาทางระบายออก พระสงฆ์และนักภาวนาที่รู้ไม่เท่าทันธรรมชาตินี้ จึงต้องพ่ายแพ้แก่มัน เพราะความรู้ไม่เท่าทันสัจธรรมนั่นเอง 

ส่วนแกงผักหวานนั้น แม้จะมีชื่อว่าหวาน แต่ก็เป็นการซ่อนพิษภัยเอาไว้ เส้นผักหวานจึงเปรียบเสมือนเป็นเส้นสายใยแห่งพิษร้ายของ "กามราคะ" สายใยแห่งความรักความผูกพันในโคตรวงศ์ ว่านวงศ์ของความเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ญาติ เพื่อน ครู ลูกศิษย์  มิตร แลศัตรู เมื่อพิจารณาดูต่อเนื่องไปก็เสมือนรู้ว่า วงเวียนแห่งความเป็นผัวเป็นเมียนั้น มันคือต้นวงศ์แห่งกามราคะ ราคะตัณหาที่กัดกินหัวใจของสัตว์โลกมาช้านาน ส่วนปริศนาเห็นสตรีนางนั้น ก็เสมือนให้รู้ว่า "สตรีเป็นคู่ต้นกามราคะของบุรุษ"  "บุรุษก็เป็นคู่กามของสตรี" เพราะมันเป็นธรรมชาติ หรือเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง ที่มีมานับตั้งแต่ต้นธาตุ กลางชาติ มาจนปัจจุบันชาติ นับเป็นเอนกชาติ แม้บัดนี้ กิเลสกามราคะ จะไม่สามารถทำปฏิกิริยาต่อทางร่างกาย เพราะเขาควบคุมมันได้แล้วก็ตาม แต่ภายในใจยังมีเชื้อคุกรุ่นอยู่  มันยังไม่สามารถตัดขาดสายใย อันเป็นอนุสัยละเอียดนี้ได้ เปรียบเสมือนเส้นใยผักหวานอันโอชานั่นเอง 

ดังนั้น ปริศนาของหลวงปู่นี้ จึงเป็นเสมือนการมาเตือนให้เขาพึงพิจารณาถึงเรื่องอาหาร ที่ครูอาจารย์ท่านพาทำ ทำตามอย่างพระพุทธเจ้า ที่ท่านพาฉันภัตตาหารเพียงมื้อเดียว กินให้น้อยหรือพอเหมาะพอดี นับเป็นวิธีช่วยระงับกามราคะ ที่ได้ผลดีอีกทางหนึ่ง ควบคู่กับการพิจารณาธรรม ในเรื่องความสวยความงาม หรือในเรื่องอื่นๆ ตามแต่สมควรนั่นเอง 

(ศีลแปดเป็นมรรคทางเดินของคฤหัสถ์ผู้ที่จะหมดกามราคะ)

..."นิทานมิใช่ความจริง นิมิตก็มิใช่ความจริง แต่มีประโยชน์ต่อการพิจารณาเป็นอุบายธรรม"...

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
8 เมษายน 2558

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

(376) สรุปยอดผู้ร่วมทำบุญสร้าง "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ล่าสุด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
dr.natdhnond@gmail.com,
dr.natdhnond@hotmail.com
0857678008










ความคืบหน้าล่าสุด เมษายน 2558 
โครงการก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วประมาณ 40%



ขอเชิญร่วมสร้าง 
"พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท"
ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา

รายนามผู้ร่วมบุญจะพิมพ์ประกาศต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ

ท่านทั้งหลาย แม้เราจะเข้าใจดีว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พระสงฆ์ผู้เข้ามาบวชแล้ว ไปสร้า
งวัดสร้างศาลาแลอาสนะทั้งหลาย แต่พระพุทธองค์ก็ได้ละเว้นไว้ให้สำหรับ "ฆราวาสแลอุบาสกอุบาสิกา" สามารถที่จะสร้างเสนาสนะถวายพระสงฆ์ได้ ดั่งที่พระพุทธองค์ได้อนุญาตให้พระเจ้าพิมพิสารสร้างเสนาสนะถวายที่ป่าเวฬุวัน รวมทั้งยังได้ตรัสสรรเสริญว่า พระเจ้าพิมพิสารได้ผลานิสงส์มากมายจากการสร้างในครั้งนั้น ดังนั้น การสร้างทานบารมีสำหรับผู้มีปัญญานั้น คือทานที่ออกจากใจอันบริสุทธิ์ ได้ปัจจัยมาด้วยความบริสุทธิ์ และถวายแด่พระสงฆ์หรือผู้ที่มีศีลอันบริสุทธิ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงมิใช่ทานที่พระสงฆ์เป็นผู้ขอร้องมา หรือมิใช่ทานเพื่อสนองกิเลสของพระสงฆ์ และมิใช่การแข่งขันกันสร้างเพื่ออวดบุญบารมีดั่งที่เห็นกันมากในปัจจุบัน


อานิสงส์ของการสร้างพระเจดีย์ทำให้บรรลุธรรมได้

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ได้เล่าให้ฟังว่า ทำไมพระอรหันต์จึงมีมากในภาคอีสาน ก็เพราะครูอาจารย์เหล่านั้น ส่วนใหญ่เคยมีส่วนร่วมในการสร้างพระธาตุพนมมาแต่อดีตแทบทั้งนั้น ผลานิสงส์ดังกล่าวจึงทำให้ท่านมาเกิดสร้างบารมีอยู่แถบอีสาน จนสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด ดังตัวอย่างของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเคยมีส่วนร่วมในการสร้างพระธาตุพนมตั้งแต่ในอดีตชาติ ผลานิสงส์ในครั้งนั้น ได้ส่งผลให้ท่านบรรลุธรรมในภพสุดท้ายนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันว่า การที่บุคคลใดได้มีส่วนร่วมทำบุญสร้างพระเจดีย์ธาตุองค์ใดๆก็ตาม หากทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ในสถานที่อันบริสุทธิ์ ทั้งผู้ที่พาสร้างและผู้ร่วมสร้าง ต่างก็มีจิตใจอันบริสุทธิ์ เพื่อเป็นการสร้างถวายบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม แลพระสงฆ์ อานิสงส์จึงมีมากมาย แล้วโอกาสที่จะได้สร้างพระเจดีย์ธาตุนั้น ในโลกนี้จะมีสักกี่แห่ง และในภพหนึ่งจะมีโอกาสสักกี่ครั้ง ขอให้ทุกท่านได้พิจารณาตามตัวอย่างนี้

ศิษย์ : "หลวงปู่เจ้าคะ หลวงปู่บำเพ็ญบารมี ทำบุญอะไรไว้ในชาติก่อนเจ้าคะ จึงได้บวชมาเป็นหลวงปู่ ให้พวกเรา ได้กราบไหว้เคารพบูชาอย่างนี้?"

หลวงปู่ชอบ : "ไปธาตุพนม สร้างธาตุพนม ไปกับพ่อเชียงหมุน (สหายในชาติก่อน) ช่วยกันสร้างธาตุพนม ...
เอาเงิน ๕๐ สตางค์ กับผ้าขาววาหนึ่ง เอาไปกับเพิ่น... อธิษฐานว่า ให้ได้บวช ให้พ้นทุกข์ ว่าอย่างนี้แหละ"

ศิษย์ : "เงิน ๕๐ สตางค์ สมัยโน้นคงจะมากนะหลวงปู่?"
หลวงปู่ชอบ : "มากอยู่"




ที่มาของการสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท


ท่านทั้งหลาย มูลเหตุแห่งการสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต ณ วัดโคกปราสาทในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่หลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย ซึ่งเป็นมารดาของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ได้ละสังขารเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2556 และหลังจากการถวายเพลิงสรีระของท่านในวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 แล้ว ปรากฏว่าอัฐิของหลวงแม่ชีอุ่นกลายเป็นพระอรหันตธาตุทันที และเนื่องจากสถานที่ถวายเพลิงหลวงแม่ในครั้งกระนั้น ยังคงมีกองเถ้าถ่าน และยังมีอัฐิธาตุของหลวงแม่บางส่วนปะปนอยู่ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร จึงมีดำริว่า อยากจะสร้างเจดีย์ขนาดเล็กครอบไว้เป็นการส่วนตัว เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงคุณงามความดีของมารดา และเพื่อให้ลูกหลานและพุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะบูชา เพราะนานๆจะมีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลกสักองค์ ก็นับว่ายากแสนยาก เมื่อผมทราบดังนั้น ผมจึงขอตั้งจิตอธิษฐานขอสนองบุญคุณครูอาจารย์ ด้วยการเป็นสะพานบุญ เพื่อบอกบุญแก่ญาติธรรมทั้งหลาย ได้ร่วมกันบริจาคทานปัจจัยมา เพื่อร่วมสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตดังกล่าวตั้งแต่บัดนั้นมา ในตอนแรกนั้นคิดว่าจะสร้างเจดีย์ขนาดเล็กๆ งบประมาณราว 1-3 แสนบาท แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง

ต่อมาบรรดาลูกศิษย์ระลึกได้ว่า หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังหลายครั้งว่า เมื่อช่วงที่หลวงพ่อสิ้นกิเลสใหม่ๆ พระพุทธองค์เสด็จมาให้กำลังใจ และตรัสในช่วงหนึ่งว่า "เราจะมาอยู่กับเธอ" พร้อมกับเนรมิตให้เห็นพระเจดีย์ธาตุเป็นแก้วใสทั้งองค์ และพระบรมสารีริกธาตุสีเขียวมรกตองค์ขนาดเท่าหัวแม่มือ พระพุทธองค์ตรัสถามหลวงพ่อว่า "แล้วเธอจะไม่สร้างเจดีย์หรือ" หลวงพ่อทูลตอบพระพุทธองค์ว่า "ข้าพระพุทธเจ้ามิสามารถสร้างได้พระพุทธเจ้าข้า" (เป็นเจดีย์แก้วทั้งองค์) พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า "แล้วเธอจะเอาพระบรมสารีริกธาตุของเราไปไว้ที่ไหน" หลวงพ่อทูลตอบว่า "ข้าพระพุทธองค์ก็จะเก็บไว้ในกุฏินี้พระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธองค์จึงตรัสให้กำลังใจว่า "เธอเป็นผู้มักน้อยนะ ดีแล้ว แล้วเราจะมาอยู่กับเธอ" นั้นคือคำที่หลวงพ่อเคยเล่าให้ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังอยู่หลายครั้ง หลวงพ่อบอกว่า พระบรมสารีริกธาตุองค์เขียวมรกตงดงามมาก ไม่เคยมีอยู่ในโลกมนุษย์ (สรุปและเรียบเรียงคำพูดใหม่อาจผิดเพี้ยนบ้าง จึงขอขมากรรมต่อพระพุทธองค์และหลวงพ่อครับ)

เมื่อลูกศิษย์ได้ฟังเรื่องราวนั้นแล้ว จึงได้ปรึกษากันเพื่อขออาสาที่จะก่อสร้างพระเจดีย์ถวายท่าน เพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา จึงถือโอกาสขออนุญาตหลวงพ่อ ขยายแบบเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น และได้หยุดโครงการไประยะหนึ่ง เพื่อวางแผนและออกแบบพระเจดีย์ให้สมบูรณ์ บัดนี้ การออกแบบได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมกับได้ลงมือก่อสร้างฐานรากแล้ว โดยเจดีย์ทั้งองค์จะใช้วัสดุเป็น "หินทราย" ในการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความสูง 18 เมตร คาดว่าพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตองค์นี้ น่าจะอยู่ได้เป็นหมื่นปี และเป็นที่น่าปีติยินดีสำหรับพุทธศาสนิกชน ที่พระพุทธองค์เสด็จมาบอกหลวงพ่อว่า การสร้างเจดีย์องค์นี้ให้ออกแบบโดยมีลักษณะดังนี้ 

- ฐานชั้นแรก มีรูปทรงสี่เหลี่ยมหมายถึง "อริยสัจสี่"
- ชั้นที่สอง เป็นแปดเหลี่ยมหมายถึง "มรรคมีองค์แปด" 
- และชั้นที่สาม ที่เป็นทรงกลมเหมือนเลขศูนย์นั้นหมายถึง "พระนิพพาน" 


โดยการออกแบบในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากนายธนาบดินทร์ สิปปภากุล (บุตรชาย ดร.นนต์) และเพื่อนภาควิชาสถาปัตยกรรมไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายนิธิณัช สังสิทธิ นายธิติวุฒิ วิเชียรนุกูล และนายสุภเวช กิ่งตัน เป็นผู้ออกแบบ จึงขออนุโมทนาทุกประการ (ให้คลิ๊กดูรายละเอียดในภาพข้างล่าง)





ภาพแสดงรายละเอียดทั้งภายนอกภายในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท


อย่างไรก็ตาม ในวันที่ขุดหลุมเพื่อก่อสร้างฐานพระบรมเจดีย์ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท้าวมหาพรหมและท้าวสักกะเทวราช รวมทั้งเหล่าเทวดาได้มาชุมนุมกัน เพื่อมาอนุโมทนาสาธุการ โดยมีเทวดาได้อาสามาเฝ้ารักษาพระบรมเจดีย์กันหลายองค์แล้ว ท้าวสักกะเทวราชยังบอกว่า พระบรมสารีริกธาตุองค์เขียวมรกตยังอยู่บนสวรรค์ ซึ่งท่านเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ ซึ่งคาดว่า เมื่อพระบรมเจดีย์องค์นี้เสร็จแล้ว มนุษย์โลกอาจได้เห็นและได้กราบสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ "องค์เขียวมรกต" ในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตแห่งนี้ก็ได้ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "แล้วเราจะมาอยู่กับเธอ" หลวงพ่อบอกว่า ผู้ที่จะได้ร่วมสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตแห่งนี้ จักมีอานิสงส์มากมายมิมีประมาณ (ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้) เพราะจะเป็นที่กราบสักการะบูชาของทั้งสามแดนโลกธาตุ มิใช่แต่เพียงมนุษย์เท่านั้น พรหมเทวดาทุกชั้นฟ้าก็จะมากราบสักการะพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตแห่งนี้ กระนั้นก็ตาม การก่อสร้างพระบรมเจดีย์นี้ หลวงพ่อจะไม่ให้มีการโฆษณา ไม่มีการเรี่ยไรเงิน แต่จะให้เป็นไปตามธรรมชาติ ผู้มีบุญและมีปัญญาจะได้เลือกหากันเอาเอง ให้ค้นพบและรู้สึกที่อยากจะทำกันเอง มิใช่หลวงพ่อเป็นผู้บอก (ดร.นนต์ขออนุญาตบอกบุญได้ในเฟสบุ๊คและเว็บบล็อก และอนุญาตให้ญาติธรรมแชร์บอกบุญได้)










บริเวณก่อสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต ได้เริ่มก่อสร้างฐานรากแล้ว




หินทรายสีชมพูที่ใช้ก่อสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตทั้งหมด



คำอธิษฐานที่เป็นจริง

ท่านทั้งหลาย หลังจากบุรุษผู้หนึ่งได้ไปเจริญภาวนาอยู่ที่วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา อยู่หลายวัน เพราะหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้เมตตามาโปรดในนิมิตหลายครั้ง วันหนึ่งขณะที่จิตสงบเขาได้อธิษฐานจิตอยู่เบื้องหน้าพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิธาตุของครูอาจารย์พระอรหันต์เจ้า อาทิ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่สิงห์ ขันตยาโม และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ที่ประดิษฐานอยู่บนศาลาไม้ เขาได้อธิษฐานจิตเกี่ยวกับการสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท และปรารถนาจักอัญเชิญอัฐิธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์ตามแต่ท่านจะเมตตาประทานมา เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท หลังจากนั้นหนึ่งวัน ก็มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุธ ได้อัญเชิญอัฐิธาตุของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ไปถวายหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ที่วัดโคกปราสาท เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา จึงเป็นกำลังใจแก่สาธุชนผู้แลผู้ศรัทธา ที่ได้ร่วมกันถวายปัจจัยมา เพื่อร่วมสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตว่า ผลบุญจักบังเกิดขึ้นอย่างมากมาย จึงขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยทุกประการ

อนึ่ง นอกจากพระบรมเจดีย์พุทธนิมิตองค์นี้ จะเป็นที่ประดิษฐานพระอรหันตธาตุของหลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมายแล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐานหลักของพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระอัครสาวก (พระสารีบุตรและมหาโมคคัลลานะ) และสาวกอีกจำนวนมาก อาทิเช่น พระธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หลวงปู่เจี๊ยะ จันโท หลวงปู่ทา จารุธัมโม หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ อังคารธาตุของหลวงปู่เนย สมจิตโต เกสาธาตุของหลวงปู่จาม มหาปุญโญ เกสาธาตุของหลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ เกสาธาตุของหลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม เกสาธาตุของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และเกสาธาตุของหลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ เป็นต้น และพระธาตุที่ไม่ทราบนามอีกจำนวนหนึ่ง



พระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ
ที่จะประดิษฐานใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท"

1. พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุเทพนิมิต




ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้หนึ่งได้สะสมและดูแลรักษาพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ที่มีลักษณะที่เรียกกันว่า "พระธาตุเทพนิมิต" ไว้สักการะบูชา ซึ่งมีหลายสัณฐานและหลากหลายลักษณะ แม้บุรุษผู้นี้จะไม่รู้ว่า แต่ละองค์มีที่มาอย่างไร และเป็นของพระองค์ใดบ้าง แต่เขาก็มิได้สงสัย เพราะใจได้โน้มกราบสักการะบูชาท่านอย่างเสมอเหมือนกันทุกพระองค์ เพราะเข้าใจได้ว่า สภาวะอันเป็นวิมุตินั้น มีความบริสุทธิ์เหมือนกันทั้งพระพุทธองค์และเหล่าสาวกอรหันต์ จึงได้เก็บรักษาท่านมาเรื่อย จนกว่าจะมีที่ประดิษฐานถาวรเพื่อสมควรแก่การกราบไหว้สักการะบูชาของทั้งสามแดนโลกธาตุ ซึ่งบัดนี้ทราบแล้วว่า ต่อไปจะได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ต่อไป

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 พฤศจิกายน 2557

























2. พระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก
และพระเอตกัคคะสาวก

ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้หนึ่งได้รับพระอรหันตธาตุมาจากพระสงฆ์ชาวเมียนม่าร์จำนวนหนึ่ง เมื่อหลายปีแล้วได้แก่ พระอรหันตธาตุของพระอัครสาวกคือ พระสารีบุตรเถระเจ้า กับพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า และพระอรหันตธาตุของพระเอตทัคคะสาวกคือ พระสิวลีเถระเจ้า ซึ่งเป็นผู้เลิศทางโชคลาภ กับพระพากุลเถระเจ้า ซึ่งเป็นผู้เลิศทางมีอาพาธน้อย ซึ่งพระอรหันตธาตุดังกล่าว บุรุษผู้นี้จักอัญเชิญท่านไปประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมื่อเจดีย์แล้วเสร็จในโอกาสต่อไป

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 พฤศจิกายน 2557






3. มหัศจรรย์พระอรหันตธาตุ
ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


ท่านทั้งหลาย หลังจากบุรุษผู้หนึ่งได้เจริญภาวนาจนจิตสงบ จิตผุดขึ้นมาระลึกถึงคุณครูอาจารย์พระอรหันตเจ้า จิตปีติในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาจึงได้อธิษฐานจิตว่า หากข้าพเจ้ามีบุญวาสนาจะได้เจริญทางธรรม ก็ขอให้ได้รับพระธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ด้วยเถิด หลังจากที่ได้อธิษฐานจิตในตอนเช้าตรู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง พอตอนสายของวันที่ 30 กันยายน 2554 เขาก็ได้รับอังคารธาตุของหลวงตามหาบัว จากลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดของท่านคือ คุณปรัชญา จิตต์ปรัชญา ได้อัญเชิญมาให้เขาถึงที่บ้าน ได้รับอังคารธาตุหลังจากมีพิธีพระราชทานเพลิงสรีระของหลวงตาไม่นาน และหลังจากนั้นก็ได้รับพระธาตุของหลวงตามหาบัวสัณฐานต่างๆ จากคุณหมอท่านหนึ่ง และจากญาติธรรมตามมาอีกหลายครั้ง




คุณปรัชญา จิตต์ปรัชญา


ภายหลังจากได้รับอังคารธาตุของหลวงตามหาบัวเพียงไม่กี่วัน คือเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554 บุรุษผู้นี้ก็ได้รับพระธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จำนวนหนึ่งองค์ จากคุณศรุต จันทสกุลเดชา ตอนที่ได้รับมาครั้งแรกนั้น พระธาตุยังมีสัณฐานเป็นทรงกลมสีเหลืองขุ่น แต่หลังจากนั้นเพียง 7 วัน พระธาตุก็ได้กลายเป็นสัณฐานใสดั่งเพ็ชร และขนาดได้ขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จึงเป็นกำลังใจให้เขาเพียรภาวนาต่อไป




อนึ่ง พระอรหันตธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ปัจจุบันได้อัญเชิญไปไว้ที่วัดโคกปราสาท เพื่อจะประดิษฐานไว้ในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ที่กำลังก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2558 นี้

นะมัตถุ พุทธานัง
นะมัตถุ โพธิญา
นะโม วิมุตตานัง
นะโม วิมุตติยา

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
13 พฤศจิกายน 2557






4. อัฐิธาตุของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ท่านทั้งหลาย เมื่อหลายปีมาแล้ว หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เคยเมตตามาโปรดนักภาวนาท่านหนึ่งในนิมิต ในนิมิตครั้งกระนั้น ท่านมาให้สตินักภาวนาท่านนี้เลือกเอาว่า จะเดินตามรอยพระพุทธเจ้า หรือจะเพลินสนุกสนานไปตามพวกเทพ ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ หลวงพ่อพุธท่านได้มาโปรดแสดงปริศนาธรรมแก่นักภาวนาท่านนี้อีกครั้ง โดยมาโปรดในคืนเดียวถึงสองรอบ ดังนี้ 

รอบแรก ท่านแสดงนิมิตให้บุรุษผู้นี้ได้ใส่บาตรท่าน เมื่อใส่บาตรแล้วหลวงพ่อได้หยิบเอาชิ้นเนื้อสีน้ำตาลคล้ายพระธาตุขนาดเท่าหัวแม่มือจำนวนสามชิ้นประทานให้กับเขา พร้อมกับบอกให้นักภาวนาท่านนี้รับประทานทันที ท่านบอกว่า เป็นอาหารวิเศษเฉพาะสำหรับผู้ที่มีจิตใจใสสะอาดแล้ว (ชิ้นเนื้อสามชิ้นเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของไตรลักษณะญาณ สำหรับผู้ที่จะรู้เห็นทุกขัง อนิจจัง และอนัตตา พร้อมๆกัน) 

รอบที่สอง ท่านแสดงนิมิตให้เขาเรียนรู้ว่า การภาวนาสมาธิต้องมีหลักการของความพอดี เสมือนกับการประกอบบานหน้าต่างเข้ากับกรอบหน้าต่างให้พอดีนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องมีความพอดีทั้งปัญญาและเทคนิควิธีการจึงจะสำเร็จลงได้ง่าย อีกทั้งในท้ายสุด ท่านได้เนรมิตให้เขาเห็นพระอรหันตธาตุบังเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง อันเป็นปริศนาเกี่ยวกับนักภาวนาท่านนี้

หลังจากนั้น นักภาวนาท่านนี้ได้ไปเพียรภาวนาอยู่ที่บูรพาเจดีย์ สลับกับขึ้นไปภาวนาบนศาลาหน้าที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่สิงห์ ขันตยาโม และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ณ วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา อยู่หลายวัน พร้อมกับได้อธิษฐานจิตเกี่ยวกับการสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท และอธิษฐานจิตปรารถนาจะอัญเชิญอัฐิธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์ไปประดิษฐานในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาทด้วย ต่อมาหลังจากอธิษฐานจิตได้ 1 วัน ปรากฏว่า มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย เดินทางมาจากนครราชสีมา พร้อมกับได้อัญเชิญอัฐิธาตุของหลวงพ่อพุธ มาถวายหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ที่วัดโคกปราสาท เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อจะได้ประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต่อไป เรื่องนี้จะว่าบังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจสำหรับญาติธรรมทุกท่าน ที่อุตส่ามีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งได้สละแรงใจและแรงกายร่วมกันสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท มาด้วยกัน ผลบุญกุศลคงได้บังเกิดขึ้นแก่ทุกท่านแล้ว จึงขออนุโมทนา สาธุการ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้เล่าแทน
19 พฤศจิกายน 2557







5. พระอรหันตธาตุ






6. เส้นพระเกสาธาตุ

เกสาธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์พระอรหันตเจ้า และพระโพธิสัตว์เจ้า ที่บุรุษผู้หนึ่งเก็บรักษาไว้เพื่อกราบสักการะบูชา อาทิเช่น เกสาธาตุของหลวงปู่จาม มหาปุญโญ (พระนิยตโพธิสัตว์) เกสาธาตุของหลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ เกสาธาตุของหลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ เกสาธาตุของหลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม เกสาธาตุของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และเกสาธาตุของหลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ เป็นต้น ซึ่งจะได้นำไปประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ต่อไป

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 พฤศจิกายน 2557








ขอเชิญร่วมสร้างมหากุศล
เพื่อกระแสพระนิพพาน 

ผมจึงขอถือโอกาสนี้บอกบุญมายังทุกท่าน ได้ร่วมกันสร้างมหากุศลอีกวาระหนึ่ง โดยสามารถโอนเงินร่วมบุญผ่านบัญชีของ ดร.นนต์ หรือจะไปทำบุญที่วัดโดยตรงก็ได้ และคาดว่า งบประมาณในการก่อสร้างน่าจะอยู่ในราวๆ 8 ล้านบาท โดยมีพระ ฆราวาส และลูกศิษย์ช่วยกันก่อสร้างบางส่วน

โอนทำบุญ มีเพียงบัญชีเดียวเท่านั้น 

ชื่อบัญชี นายณัฐนนต์ สิปปภากุล
503-269483-3
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครราชสีมา ประเภทออมทรัพย์
เมื่อโอนแล้วกรุณาแจ้ง ดร.นนต์ ตามเบอร์ 0857678008
หรือ dr.natdhnond@gmail.comdr.natdhnond@hotmail.com

รายนามผู้ร่วมสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต
จะพิมพ์ประกาศต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะแล้วเสร็จ

บุญใดๆ ที่บังเกิดขึ้นจากการภาวนาสมาธิของข้าพเจ้า ที่เจริญอยู่ทุกวันทุกเวลาเป็นนิสัย ขอผลานิสงส์ทั้งหลาย จงแผ่ไปยังผู้ศรัทธาแลสาธุชนที่ร่วมบุญมาในครั้งนี้ รวมทั้งผู้อนุโมทนาสาธุการ มิมีประมาณ และขอให้แผ่ไปไพศาลเป็นอัตโนมัติ แม้ข้าพเจ้าจะมิได้เอ่ยนามก็ตาม และขอผลบุญจงบังเกิดเป็นกระแสพระนิพพานติดตามทุกท่าน ดังรายนามต่อไปนี้ เทอญ

1. ดร.นนต์ และครอบครัว 10,000 บาท
2. คุณต้อยจัง 599 บาท
3. คุณวิทยา ไร่พิมาย และครอบครัว 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
4. คุณสมบูรณ์ เฉียงเมือง 2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
5. คุณเกษร ดอนสว่าง 5,000 บาท (จะถวายที่หลวงพ่อ)
6. ครอบครัวคุณลุงเฉลียว ทองศรี 2,929 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
7. คุณปกรณ์ ศรีเรือนทอง 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
8. คุณแม่ย้อย คินาพิศ 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
9. ด.ต.ศุภณัฏฐ์ วาดวงษ์ศรีภู และครอบครัว 1,000 บาท
10. คุณนวชนม์ อินทนะ 500 บาท
11. คุณรังสี ชาญนุวงศ์ 500 บาท
12. คุณสุภรณ์ อัมพากร 5,000 บาท
13. คุณเอเล็ค-คุณสุพรรณี เวอร์เอลสท์ (Eric Verelst) จากเบลเยี่ยม 5,000 บาท (จะถวายที่หลวงพ่อ)
14. คุณปีเตอร์-คุณสมบูรณ์ โฮมตัน จากอังกฤษ 2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
15. นายทองสุกร-นางหนูตาล พร้อมครอบครัว 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
16. คุณอภิวัชร์ เมธาสวัสดิ์ 500 บาท
17. คณะของคุณอภิชนจากลำปาง ประกอบด้วย 1) นายอภิชน ประมุข 2) นายสุรัชณพ สิงห์หาคำ 3) นางมณภาศิษฏ บริบูรณ์ 4) นายวิญญธิ อินโต 5) นายสะอาด ปิ่นไชย 6) นายฐปกร ทองใบ 7) นายพงษกร สิงห์ไชย นายประสิทธิ์ ตามเดช 9) นายสรทรรศ สุภาสอน รวม 2,500 บาท
18. คุณป้าแป๊ว และครอบครัว 10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
19. คุณจิต 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
20. นายพลัฏฐ์ นส.อิสรีย์ นส.พรหมภัสสร อนันต์โชคปฐมา และนางณัฏฐ์ชุดา กิตติรัฐพสินี 400 บาท
21. คุณศรุต จันทสกุลเดชา 4,000 บาท
22. คุณจักรวาล-คุณสุพรรณี วรรณโกษิตย์ 275 บาท
23. คุณอภิเสฐ บุญพวง 500 บาท
24. คุณกันตพงศ์ 1,000 บาท
25. คุณนคปภา ไร่พิมาย 3,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
26. คุณคมสัน นามมนตรี และครอบครัว 2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
27. ครอบครัวสร้อยจุฑา และครอบครัวสมัปปิโต 200 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
28. อ.พัชรินทร์ มีลาภ 1,000 บาท
29. คุณณรงค์ เตชะกิจขจร 10,000 บาท
30. คุณแม่หมุน โชติมลทิน 599 บาท
31. คุณวัฒนา หาไชย 500 บาท
32. คุณมทินา กองทรัพย์ 50 บาท
33. คุณพิเชษฐ์ วิชุดา 2,000 บาท
34. คุณจรินทร์ อัศวโกวิททกรณ์ 2,500 บาท
35. คุณเฉลิมภัทร จันทะนะ 2,500 บาท
36. คุณนพปภัทร จันทะนะ 2,500 บาท
37. คุณนันธนัฐ อัศวโกวิททกรณ์ 2,500 บาท
38. ดร.บำรุง พาทยกุล  500 บาท
39. จ.ส.อ.กชพัฒน์-อ.รุ่งนภา เพ็ญวิจิตร และครอบครัว 2,000 บาท
40. คุณณัฐพล เลี้ยงบุญเลิศชัย  150 บาท
41. คุณเริงศักดิ์ มาเลิศ และครอบครัว 3,000 บาท
42. คุณธนัท ธนาประชุม และครอบครัว  2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
43. คุณธกฤต ธรรมฉัตรภาณี  3,500 บาท
44. คุณสมเกียรติ หลอดเข็ม  600 บาท
45. คุณประสิทธิ์ แผ่นผา  1,000 บาท
46. คุณครูเขียว-คุณรี่ อบต.หลุ่งตะเคียน  10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
47. คุณนา-คุณจิตร อบต.หลุ่งตะเคียน 2,400 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
48. คุณอภิเสฐ บุญพวง  8,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
49. ป้าสี-ลุงทราย นามมนตรี และครอบครัว 10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
50. คุณณรงค์ เตชะกิจขจร (เพิ่มเติม)  2,500 บาท
51. คุณสิรินทร์รัต อัศวจารุวรรณ  2,000 บาท
52. คุณ aun  500 บาท
53. คุณพนิต ศรีพันธุ์  500 บาท
54. คุณปพร นฤนารถเสรนี และครอบครัว  1,000 บาท
55. คุณวิทยา - คุณเมตตา อิสระวิถี  500 บาท
56. คุณพลเศรษฐ์ เกตุศรีเมฆ และครอบครัว  3,200 บาท
57. คุณณัฏฐ์ชุดา กิตติรัฐพสินี และครอบครัว  500 บาท
58. คุณสปันนา โชคชัยธนพร  5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
59. คุณสุวินดา สีแพงมน และครอบครัว  1,000 บาท
60. คุณจิโรจ แย้มมาก  777 บาท
61. คุณชัยวัฒน์ - นางเยาวรัตน์ -ด.ญ.ภัสสร วินิจมนตรี  500 บาท
62. คุณสุพจน์ นาคะวรรณศักดิ์ และครอบครัว  500 บาท
63. คุณวนิดา สกิ๊บสเตด  500 บาท
64. คุณชลวิทย์ - คุณชิดชนก บุปผเวส  1,000 บาท
65. ปลัดจุ๋ม อบต.หลุ่งตะเคียน  10,520 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
66. คุณนิตยา จันทร์ดง  500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
67. นางผกามาศ กมลพรวิจิตร  1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
68. ดช.วริศ กมลพรวิจิตร 20 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
69. ดช.กฤติน กมลพรวิจิตร 100 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
70. นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร และครอบครัว  3,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
71. นางสุณี ศิริอาชากุล  1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
72. นางพรรณี - น.ส.มงคล วิจิตรบรรณาการ 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
73. คุณชวนชื่น นานานุกุล และครอบครัว  5,000 บาท
74. คุณจักรพรรดิ พรวิเศษศิริกุล และครอบครัว  2,000 บาท
75. คุณโกศล แสนขันแก้ว  200 บาท
76. นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร และครอบครัว (เพิ่มเติม)  50,000 บาท
77. ดร.ขวัญสุมาณา และครอบครัว 10,000 บาท
78. คุณธารไพลิน - คุณสมชาย - ดช.มาโปรด เทพฉิม และคุณนาตยา แก้วมหา 1,600 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
79. คุณนันธนัฐ อัศวโกวิททกรณ์ และเพื่อนๆ  2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
80. คุณวิชัย - คุณศิริวิมล เจียมจันทร์ และ ดญ.อุเบกขา จันทร์แก้ว  500 บาท
81. คุณปวีย์สุดา ภูมิกอง และคุณสามารถ วงศ์มลี  1,000 บาท
82. คุณครูชำเลือง ขาวสุข  50,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
83. คุณดนุชวัฒน์ - นางพิชญ์สิณี สุวรรณศิลป์  5,000 บาท
84. คุณชูเกียรติ และครอบครัว  500 บาท
85. คุณภูเบศวร์  500 บาท
86. คุณกรณรัสย์ วุฒิเกตุ  1,000 บาท
87. คุณนวลพรรณ วิภาตกุล  500 บาท
88. คุณนพวรรณ วิภาตกุล 500 บาท
89. คุณพิเสฐ บุญพวง และคณะญาติธรรมจากชลบุรี  124,004 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
90. คุณเล็ก ไร่พิมาย  100,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
91. คุณปิยมน รักษาวงษ์  300 บาท
92. คุณรักธรรม จันทกุล  300 บาท
93. น.ส.สรธัญ สานุพงศ์ และครอบครัว  300 บาท
94. คุณธีรยุธร์ สังข์ทอง และครอบครัว  1,000 บาท
95. คุณสมทรง วงศ์ทองเหลือง  500 บาท
96. ไม่ทราบนาม  2,000 บาท
97. คุณสันติ ศรีวงศ์จันทร์ และคุณศศิประภา ผางพันธ์  1,000 บาท
98. คุณณรงค์ เตชะกิจขจร (เพิ่มเติม)  2,500 บาท
99. คุณชาตรี ศรีจาด  500 บาท
100. คุณประจักร์ วินิจนัยภาค และครอบครัว  1,000 บาท
101. คุณธานี ศรีแย้ม  500 บาท
102. น.ส.คณิศร ดนตรี  500 บาท
103. ปลัดนิสิต - ปลัดพิมพ์ทิพย์ นิกรสถิตย์  5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
104. นางมะลิ กลิ่นจุบัน  500 บาท
105. นายนรินทร์ ปิยารมย์  400 บาท
106. คุณพ่อมนู คุณแม่กัลยา สุวรรณรอด และครอบครัว 1,000 บาท
107. คุณบัญชา แก้วหานาม 1,000 บาท
108. คุณผดุงพร แก้วกับทอง 200 บาท
109. คุณทยารัตน์ บรรณฑรวรรณโสภา 200 บาท
110. คุณอุทัย สิริศักดิ์ทวีชัย 200 บาท
111. คุณพุทธรักษา พิมพ์เสมา 200 บาท
112. คุณพัสกร เหลี่ยมแหลม 200 บาท
113. คุณอร พิสิษฐ์จริง และครอบครัว 100 บาท
114. คุณกิตติ พลเจริญ 50 บาท
115. มีผู้เงินเก็บได้ 20 บาท
116. คุณรุ่งเรือง สารวิจิตร และครอบครัว 199 บาท
117. คุณปฏิภาน คุณขาว - นส.ขวัญรัตน์ฎา คำจันทร์ พร้อมบุตรธิดา 500 บาท
118. คุณเพ็ญศรี สุดทิม 1,000 บาท
119. น.ต.ธนพัต มุ่งธัญญา 1,000 บาท
120. คุณแมค เกาะสมุย 500 บาท
121. ปลัดพิมพ์ทิพย์ - ปลัดนิสิต นิกรสถิตย์ (เพิ่มเติม) 1,000 บาท
122. คุณมานูญ วิถีผล และครอบครัว 5,200 บาท
123. คุณนิษฐารัตย์ อิ่มทรัพย์ 500 บาท
124. คุณแม่วิภา สถาปัตย์พัฒนา และครอบครัว 8,000 บาท(ถวายที่หลวงพ่อ)
125. คุณมาดา ลุพา 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
126. คุณปนัดดา แจ่มจำรัส 100 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
127. คุณฉันทนา เกิดบุญมาก 100 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
128. คณะกองทานบารมี 209 บาท
129. ครอบครัว พรโชคอนันตชัย 3,000 บาท
130. อ.ธรรมรัตน์ นาคจรัส 1,000 บาท
131. คุณปนัดดา พจนสิริ 1,000 บาท
132. คุณบรรลือศักดิ์ 200 บาท
133. คุณแม่สุวรรณ ตันศิริสิทธิกุล และบุตร 500 บาท
134. คุณชาญเฉลิม และครอบครัว 500 บาท
135. คุณวีรพงษ์ มั่นสิริทรัพย์ และครอบครัว 500 บาท
136. ผศ.ดร.ชีวิน เปสตันยี 500 บาท
137. คุณแม่จริยา เกษมทรัพย์ 1,000 บาท
138. คุณวิไลวรรณ จงตระการสมบัติ 100 บาท
139. คุณฉลาด ไชยปัญญา 50 บาท
140. คุณจำลอง มิสา 20 บาท
141. คุณประสิทธิ์ ภูเงิน 10 บาท
142. นายโรจ - นางกมลรส มิ่งขวัญ 1,000 บาท
143. คุณวิชัย หรูรักวิทย์ 1,000 บาท
144. ญาติธรรมจากจังหวัดบุรีรัมย์ 400 บาท
145. คุณพชร -คุณทิพย์สุดา นาราด 1,000 บาท
146. ฐิตสิริภิกขุ และคณะ 890 บาท
147. คุณถวัลย์ ตันรัตนาวงศ์ และครอบครัว  3,000 บาท
148. คุณพัฒนฉัตร มุ่งสุข และคณะญาติธรรม 100 บาท
149. คุณวโรดม นาคจู 500 บาท
150. คุณพูลทรัพย์ มันตะพงษ์ และเพื่อนกัลยาณมิตร 610 บาท
151. คุณอัครวัฒน์ ชัยชนะฉิมพลี พร้อมครอบครัว และ น.ส.สิรีธร พันธุ์พวง พร้อมครอบครัว 3,209 บาท
152. คุณธีรวัฒน์ โชติเกียรติ 500 บาท
153. คุณชาญณรงค์ หมื่นพรม พร้อมครอบครัว 1,000 บาท
154. คุณประสพ หวังล้อมกลาง (Art Patima Konlor) 1,000 บาท
155. ธิมาพรคลินิก 2,000 บาท
156. พ.ญ.อรัญญา ยันตพันธ์ 1,000 บาท
157. คุณทิพยา บุญน้อย 100 บาท
158. คุณศักดิ์ชัย หวลกสินธุ์ และพนักงานแผนกโลจิสติกส์ บ.Toyota Tsusho (Thailand) Co.,Ltd. 15,700 บาท
.............................................................................
159. คณะผ้าป่าจากกลุ่มโรงพยาบาลบีเอ็นเอชและสมิติเวช โดยการนำของ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร และคณะญาติธรรม 280,010 บาท (ถวายที่วัด)
.............................................................................
160. คุณนพมาศ เหล็กคง 200 บาท
161. คุณวิท นิยม 800 บาท
162. คุณเมปาล ใจดี  100 บาท
163. คุณสุพัตรา ภิญโญชนม์  980 บาท
164. คุณสุรชัย คล่องบุญจิต  2,012 บาท
165. คุณชูเกียรติ ประดิษฐ์ศิลปกุล  1,000 บาท
166. คุณชูเกียรติ จันทนาม  500 บาท
167. คุณรุ่งธรรม วงศ์วิลาศ และครอบครัว 1,000 บาท 
168. คุณวรวรรณ ชินวัฒนกิจ  4,000 บาท
169. ดญ.เมธาพร แพ่งนคร  200 บาท
170. นายธีระ แพ่งนคร 300 บาท
171. นางบุญลือ แพ่งนคร 200 บาท
172. คุณธารา แพ่งนคร และครอบครัว 100 บาท
173. นางจีรานันท์ ศรีนะ  100 บาท
174. นายนพดล คงกล่อม  200 บาท
175. นส.เสน่ห์ เดชเดชา และครอบครัว 100 บาท
176. นายกิตติพงษ์ จิตต์เสรีเทพ อุทิศให้ย่าแช่ม จิตต์เสรีเทพ 2,600 บาท
177. คุณธนพร จูเที่ยง  100 บาท
178. นายสุนัย ทิมวงศ์  100 บาท
179. นส.วาสนา เฉลิมพุฒิสกุลชัย และครอบครัว 100 บาท
180. นายชาคริต จุลสมุห์พงศ์ และครอบครัว 100 บาท
181. นางกนกวรรณ ปถมเล็ก และครอบครัว 200 บาท
182. นางกชพรรณ บุญถึง และครอบครัว 100 บาท
183. นส.สุดารัตน์ เกิดจันทึก  100 บาท
184. ครอบครัวเกิดจันทึก  100 บาท
185. นส.สุขพรรษา จูสม และครอบครัว 200 บาท
186.นางปริศนา บูรพนาวิบูลย์ และครอบครัว 200 บาท
187. นายจริทร์ ทรัพย์หิรัญ และครอบครัว 100 บาท
188. นส.รำแพน เครือโต และครอบครัว 200 บาท
189. นส.รำแพน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร 100 บาท
190. นางวัชราภรณ์ อ่อนแต้ม และครอบครัว 100 บาท
191. นส.สุภาวดี บัวลำพันธ์ และครอบครัว 100 บาท
192. นส.ชุลีพร นายพงษ์พันธ์ ดญ.พรพรรณ บุษบาเกิด 100 บาท
193. นายนพเก้า ซื่อตรง 100 บาท
194. นายเพชร โพพริก และ นส.กุสุมา ฉิมพานิช 100 บาท
195. นายสมพงษ์ ตาเมือง 100 บาท
196. นายวงเดือน แสนชั่ง 100 บาท
197. นายสุวิทย์ จันทร์นิยม 100 บาท
198. นายประเสริฐชัย อิสริยะรังสรรค์ 100 บาท
199. นส.ธาณีวรรณ ภาคกายี และครอบครัว 100 บาท
200. นส.บุญยรัตน์ บุญสืบสุวรรณ 100 บาท
201. นส.บุษยา แสงสว่าง 300 บาท
202. เพื่อนๆคุณธีระ แพ่งนคร 400 บาท
203. คุณชาญชัย เอี่ยมมณีวงศ์ 100 บาท
204. คุณภิญญู ธนเขมณัฐ 500 บาท
205. คุณสิปปวิชญ์ ศรีสุทัศน์ และคุณน้ำฝน สองศรี 500 บาท
206. นายบุญเชิด ชิตนวคุณ รพ.หนองไผ่ 500 บาท
207. คุณแสงเดือน ศุภอุดร 10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ 5,000 บาท)
208. คุณศักดิ์ชัย เรืองเพชร 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
209. คุณอนันต์ ตั้งธาราวิวัฒน์ และญาติธรรม 20 ท่าน  21,800 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
210. คุณพรเทพ บารมีรัตนชัย  500 บาท
211. คุณปรียานุช ไชยเชษฐ์  500 บาท
212. คุณศรุต จันทสกุลเดชา และครอบครัว  46,099 บาท
.............................................................................
213. กองกฐินเพื่อสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต โดยคุณลุงบุญส่ง ทิมพิทักษ์, คุณสมบูรณ์ บุพกรการ และครอบครัว 291,924 บาท
.............................................................................
214. คุณเยาวลักษณ์ ขยันงานและครอบครัว  2,000 บาท
215. คุณปิยะวุฒิ นวลประเสริฐ และครอบครัว  100 บาท
216. คุณวุฒิชัย ฉลาดกลาง (ช่างแป๊ะ)  5,000 บาท
217. คุณเมย์ (Chilapha)  999 บาท
218. คุณสุรีรัตน์ อิทธิกมลเลิศ  1,000 บาท
219. คุณอารีย์นุช อิทธิกมลเลิศ  1,000 บาท
220. คุณเขมณัฏฐ์ อิทธิกมลเลิศ  100 บาท
221. คุณคุณากร อิทธิกมลเลิศ  250 บาท
222. คุณอรวรรณ อิทธิกมลเลิศ  250 บาท
223. คุณณทษา อินทรมณี  250 บาท
224. คุณกนกพร มังคละภาณุพงศ์  200 บาท
225. ว่าที่ ร.ต.สิทธิชัย ภูมิภาค และครอบครัว 5,000 บาท
226. ครอบครัวจีนคง  1,000 บาท
227. คุณแม่วิภา สถาปัตย์พัฒนา และ ดร.สุนีรัตน์ วัฒนวิมลากูล 15,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
228. อาจารย์เรมี มาโนดิเอร์ 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
229. คุณมนูญ วงศ์โกศลเชษฐ์  5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
230. คุณมนัส พิรักษา ครอบครัว และญาติธรรม 5,000 บาท
231. หลวงพี่อ้น  2,000 บาท
232. คุณธนาวรรณ ริยะกุล 2,000 บาท
233. ญาติธรรมจากจังหวัดศีรษะเกษ  10,000 บาท
234. คุณภูวดล ศูนย์จันทร์ และครอบครัว 1,000 บาท
235. คุณสุนารี ตั้งธาราวิวัฒน์ และพลภัทร ตั้งธาราวิวัฒน์ 1,000 บาท
......................................
236. คุณชัยวัฒน์ เคหะลุน  100 บาท
237. คุณจะเด็จ  1,000 บาท
238. คุณภาณุ กาบสลับ และคุณอรุณ ยศรุ่งเรือง  10,000 บาท
239. ไม่ทราบนาม  2,000 บาท
240. ไม่ทราบนาม 100 บาท
241. นางถนอมจิต กัญวิมล, นางณัฐรัฐอร เกิดมี, นายสุทธิพจน์ รุกขชาติ และครอบครัว  500 บาท
242. นายกันตินันท์ จิตเลขา, นางสายพิณ ทองจันทร์, ดช.ณัชณนนท์ จิตเลขา และ ดช.ณัทณพงศ์ จิตเลขา  999.99 บาท
243. คุณเอนก  5,000 บาท
244. คุณอินทกะ พิริยะกุล  10,000 บาท
245. นายธรากุลโรจน์ - นางฐิรญานนท์ - ดญ.ธันยาสินี เกิดมี  1,000 บาท
246. นางลัดดาพร สาเมฆ  200 บาท
247. คุณกิ่งแก้ว วิไลวัลย์  3,000 บาท
248. ในนามคุณพ่อแสวง เจริญพร้อม  500 บาท
249. คุณสุเมธ ลครพล, คุณอัครเดช และ ดช.บัญญวัต ลครพล 300 บาท
250. ดช.จิตรคุปร์ พรวิเศษศิริกุล 1,000 บาท
251. คุณคมสันติ ศรีวงค์จันทร์ และศศิประภา ผางพันธ์  1,000 บาท
252. คุณสามารถ - นางกัลยา ภูมิดา  519 บาท
253. คุณพลภัทร ตั้งธาราวิวัฒน์ และครอบครัว  1,000 บาท
254. คุณมโน ซอศรีสาคร และครอบครัว  2,000 บาท
255. คุณวิมลรัตน์ โรจนาพงษ์ และครอบครัว  2,000 บาท
256. ครอบครัวสุธีวีระขจร  2,000 บาท
257. ครอบครัวคุณแม่เกียว เลิศรุ่งวิเชียร  96,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
.......................................................
258. คุณธานินทร์-นางสัจจพร-ด.ญ.ธันย์ธรณ์ จิตต์พูลกุศล 1,000 บาท
259. คุณผ่องพรรณ สาลิสี  200 บาท
260. นส.นิตยา เพิ่มพูล  1,000 บาท
261. คุณพ่อสหัสน์-คุณแม่อำไพ คีรีรัตน์ และ ผศ.ชยการ คีรีรัตน์ 500 บาท
262. ผศ.ดร.เสริมศิริ อัครพุฒิพันธ์  2,000 บาท
263. คุณธวัชชัย นิรมิตศรีชัย และครอบครัว 3,000.03 บาท
264. คุณจินตนา-คุณคณิศร บัวคำ และครอบครัว  13,200 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
265. Bruno Louis Valentino และคุณพวงพยอม ชาเก้น  1,800 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
266. คุณหัตถยา บุรินรัมย์  200 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
267. คุณลักษมี ไพรพฤษานุรักษ์ และคุณวาสนา แซ่ลิ้ม  1,260 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
268. คุณฤดีวรรณ ผาสุข, คุณสินชัย แก่นภักดี และครอบครัว 2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
269. คุณบรรลือศักดิ์ ใจครองแก้ว  300 บาท
270. คุณณปภาฉัตฐ์ กล่ำวงษ์  2,000 บาท
271. คุณพงษ์พันธ์-คุณธนวรรณ-คุณศุภกฤต สุวรรณรอด และครอบครัว 1,999.99 บาท
272. ร.อ.วิชะยตม์ เดชาอนันตทรัพย์  1,000 บาท
273. คุณพุฒิพัฒน์ นิธิธรณ์พรกุล  1,000 บาท
274. คุณพ่อเจริญฤทธิ์-คุณแม่ทองเหลือง อุมรินทร์, คุณจารุพร-ด.ช.ภาคิน อุมรินทร์  500 บาท
275. คุณปรียานุช ไชยเชรษฐ์  500 บาท
276. คุณพลัฏฐ์ อนันต์โชคปฐมา และครอบครัว 1,000 บาท
277. คุณณัฏฐ์ชุดา กิตติรัฐพสินี และครอบครัว  500 บาท
278. พระธนินทร อภิญาโน  3,000 บาท
279. นายสราวุฒิ-ร.ต.อ.หญิง จินตนา อุตมะ 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
280. คุณนิโคลาส-คุณสิริกานต์ แอนโทนี่  1,000 บาท
281. คุณพลอยน้ำเพชร เศรษฐบริบูรณ์กุล และครอบครัว, คุณศิริวีญ์รดา เมธีประภาพร และครอบครัว, คุณฤพร ฤทธิโรจน์ และครอบครัว  1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
282. น.ส.นาตญา สาลิสี  200 บาท
.......................................................
283. คณะผ้าป่า โดยคุณอภิเสฐ บุญพวง และญาติธรรมจากจังหวัดชลบุรี  104,743 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
.......................................................
284. คุณวัฒนา หาไชย  500 บาท
285. คุณสุพจน์ วัฒนะศาสน์กุล และครอบครัว  1,000 บาท
286. คุณธนัยนันท์ นิธิธรณ์พรกุล  1,000 บาท
287. คุณนพดล ธนวงค์ประเสริฐ  10,000 บาท
288. ครอบครัวลูกหลาน แม่วรรณา ร่มแก้ว  480 บาท
289. แม่กังฟู&ภูผา  1,000 บาท
290. คุณรักษ์ รักไทยดี  10,000 บาท
291. ดญ.วรีย์ภรณ์ สุวรรณฤทธิ์, ปทุม ไทยใหม่ และครอบครัว 500 บาท
292. นางกัลยณัฎฐ์ สว่างเดือน  200 บาท
293. พระปิโยรส คณาวุฒิกุล และครอบครัว  500 บาท
294. นางพยับ ทรงทับทิม และนายพเยาว ทรงทับทิม 2,000 บาท
295. นายไกรย์ ดีหมื่นไวย์ และครอบครัว  10,000 บาท
296. คุณวัฒนา หาไชย  500 บาท
.............................................................................
297. คุณภคพล พงษ์สุระ, คุณสุจิตรา บึงไกร และครอบครัว 2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
298. คุณอภิเสฐ บุญพวง และครอบครัว 3,000 บาท
299. คุณสมหมาย สายแก้ว  1,000 บาท
300. อ.สาม ศรีสุโร อุทิศแด่ รศ.ดร.วิโรฒ ศรีสุโร 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
301. คุณพิฐจักษณ์ เปี่ยมทิพย์มนัส 2,070 บาท
302. คุณลือชัย วงษ์สุวรรณ  1,000 บาท
303. คุณราชันย์ ชมภูหลวง 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
304. คุณอภิวัชร์ เมธาสวัสดิ์  500 บาท
305. คุณสมหวัง ก้อนกงไกวและครอบครัว 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
306. คุณเกริกพันธุ์ ติวิทย์ศิริกุล  2,000 บาท
307. คุณสมพงษ์ วงเวียน 500 บาท
308. คุณอุไร-คุณสำราญ รังสิภัทร์, นพ.ธรรม์พงษ์-ดร.สาวิตรี รังสิภัทร์, ดช.เพขรเอก-ดญ.เพชรงาม-ดช.เพชรยอด-ดญ.เพชรสมุทร รังสิภัทร์, คุณปรมา อิงคะวัต, คุณหทัยชนก อิ่มจิตร์, พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก รวม  10,000 บาท
309. ท่านท้าวเวสสุวรรณ และท้าวหิรัญพนาสูฬ(ฮู) 5,000 บาท
310. เทพยดาประจำตัว, เทวดาและตายายที่ดูแลปกป้องที่ดิน-ที่อยู่อาศัย, บ้านเรือน  5,000 บาท
311. นายสุวิทย์ สุวรรณสิงห์ - นส.นันทภรณ์ กรณ์ศิลป์ชัยชาญ 300 บาท
312. จ.ส.อ.เอนก - นส.กัญญาณัฐน์ กุลชา 300 บาท
313. นายธานินทร์ - นางสัจจพร - ดญ.ธัณย์ธรณ์ จิตต์พูลกุศล และ Double S Diagnostics Co.,Ltd.  1,000 บาท
314. คุณแม่เป็ง ก๋องคำ  1,000 บาท
315. ปลัดจุ๋ม (บุญเหลือ ผาสุขสม) 40,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
316 คุณเล็ก ไร่พิมาย  60,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
317. คุณชุติมา  1,000 บาท
318. คุณจิลาภา ชศรี  300 บาท
319. คุณยายวิภา สถาปัตย์พัฒนาและครอบครัว 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
320. ครอบครัวคุณญี้ (แม่เกียว เลิศรุ่งวิเชียร) 20,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
321. ญาติธรรมชาวกรุงเทพฯถวายที่ชมรมโพธิธรรม 1,000 บาท
322. คุณธนัท หว่อง  1,000 บาท
323. คุณวิรัตน์ สว่างเดือน  200 บาท
324. คุณสมหมาย ชัยรัตนวิจิตร และรอบครัว 1,200 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
325. นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร และครอบครัว 22,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
326. คุณณัชษัณ พงศ์ธนัช 500 บาท
327. ท่านปิโยรส  500 บาท
328. คุณใบ 100 บาท  

รวมยอดสุทธิ 1,960,159.01 บาท


อนึ่ง... ค่าใช้จ่ายที่ได้ชำระค่าก่อสร้างไปแล้ว
1. ค่าก่อสร้างฐานรากเสร็จแล้ว 500,000 บาท 
2. ค่าก่อสร้างคานและเสาปูน 188,400 บาท
3. จ่ายค่ารับเหมาช่างหินทราย หกงวดรวม 1,450,000 บาท (ค่าเหมาช่างหิน 5,000,000 บาท)
....รวมยอดจ่ายไปแล้ว 2,138,400 บาท
(ส่วนเกินจากรายรับยอดบริจาคมีผู้ถวายที่หลวงพ่อ) 

หมายเหตุ รายนามผู้บริจาคจะพิมพ์เพิ่มต่อท้ายนี้ไปเรื่อยๆ โปรดติดตามเป็นระยะๆครับ และจะรับบริจาคไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแล้วเสร็จ

ขอผลานิสงส์ทั้งหลายที่ท่านได้กระทำในครั้งนี้ และผลานิสงส์ทั้งหลายที่ผมได้บำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่ต้นธาตุ อดีตชาติและปัจจุบัน จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ท่านและครอบครัว จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
2 เมษายน 2558


ขอเชิญร่วมบริจาคตามประสงค์
แบบเป็นชิ้นๆ หรือเหมาแบบเป็นชั้นๆ ดังนี้















แผนที่เดินทางไปวัดโคกปราสาท