ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

(356) ธุดงค์สัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ โคราช-ภาคเหนือ 2557




ธุดงค์สัญจร
และโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ
โคราช-ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 
ระหว่างวันที่ 29 พย. - 12 ธค. 2557


ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมตตาพาลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาสเดินธุดงค์ เพื่อปฏิบัติธรรมสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ จากนครราชสีมาไปยัง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง บ้านเกิดของพระมอสและหนานพร โดยมีเส้นทางบุญผ่าน อำเภอสีดาและบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา อำเภอแก้งคร้อและภูเขียว จ.ชัยภูมิ อำเภอชุมแพ จ.ขอนแก่น อำเภอวังสะพุง ด่านซ้ายและเมือง จ.เลย อำเภอชาติตระการ จ.พิษณุโลก อำเภอทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ อำเภอแม่ทะและวังเหนือ จ.ลำปาง แล้วย้อนกลับลงมา อำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ อำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อำเภอภักดีชุมพลและเมือง จ.ชัยภูมิ และสิ้นสุดที่ อำเภอประทาย จ.นครราชสีมา ตามลำดับ โดยนับตั้งแต่การเดินทางวันแรกคือ วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2557 ถึงวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2557 รวมเวลา 14 วัน 

อย่างไรก็ตาม ในการเดินธุดงค์ครั้งนี้ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินเท้าเปล่าวันละ 10-20 กิโลเมตร แต่เนื่องด้วยมีฆราวาสทั้งเด็กและสตรีร่วมไปด้วย หลวงพ่อจึงอนุญาตให้มีรถบรรทุกสัมภาระร่วมติดตาม จึงเป็นการปรับธุดงค์ให้เหมาะสมกับยุคสมัย และเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อฆราวาสที่มีโอกาสได้ร่วมธุดงค์ด้วย โดยแต่ละช่วงจะมีทั้งผู้ที่เดินทางกลับและเดินทางมาสมทบเป็นช่วงๆ ไป และเป็นที่น่ายินดีว่า การธุดงค์ในครั้งนี้ มีฤาษีพรหมอย่างน้อย 3 องค์ ลงมาอาสาดูแลอารักขาคณะตลอดเส้นทาง โดยมีผู้รู้เห็นเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อท่านบอกว่า เป็นความจริง เพราะตลอดเส้นทางจะมีทั้งพวกสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ เขาจึงอาสาลงมาดูแลความเรียบร้อยให้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้ร่วมเดินทางตลอดเส้นทาง จึงขอเล่าเรื่องราวเท่าที่พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้



เริ่มต้นที่อำเภอสีดา จ.นครราชสีมา


คืนที่ 1 
“เริ่มทางบุญ”

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ได้พาคณะลูกศิษย์มีพระสงฆ์ทั้งหมด 6 รูป อุบาสกอุบาสิกา และเด็กๆ รวมประมาณ 20 คน ได้เริ่มต้นเดินเท้าธุดงค์ที่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าไปยัง อ.บัวใหญ่ ใช้ระยะการเดินเท้าประมาณ 30 กิโลเมตร การเดินธุดงค์ในระยะแรกนี้ มีเด็กชายและเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 7-11 ปี จำนวน 6 คน ร่วมเดินเท้าด้วย การธุดงค์ในวันแรกยุติลง โดยคณะทั้งหมดได้หยุดพักภาวนาและค้างคืนกันที่บริเวณริมบ่อน้ำ บ้านขุนทอง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ค่ำคืนนี้ ครูกี๋เห็นบุรุษผู้หนึ่งไปปรากฏกายให้เห็นในขณะนั่งภาวนา เสมือนว่าแม้กายไม่ได้ไปร่วมด้วย แต่ใจของบุรุษผู้นี้ก็ไม่เคยห่างหายไปจากหมู่คณะ


 



พักภาวนาและค้างคืนที่ริมบ่อน้ำ บ้านขุนทอง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา


คืนที่ 2

30 พฤศจิกายน 2557 คณะทั้งหมดได้พักภาวนาและค้างคืนกันที่ บริเวณทุ่งนา ต.โนนสะอาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น


พักภาวนาและค้างคืนกันที่ บริเวณทุ่งนา ต.โนนสะอาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น


คืนที่ 3 
“วิญญาณปู่หลุบ”

1 ธันวาคม 2557 คณะทั้งหมดได้พักภาวนาและค้างคืนกันที่ บริเวณศาลเจ้าปู่หลุบ ใกล้ผานกเค้า จ.เลย ตามที่ปู่หลุบได้นิมนต์หลวงพ่อไว้หลายครั้งแล้ว วิญญาณของปู่หลุบได้อาศัยอยู่ในภพภูมิแห่งนี้มานานหลายร้อยปีแล้ว ส่วนด้านหลังของศาลเจ้าปู่หลุบ มีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง เหมาะสำหรับการเจริญภาวนามาก หากใครผ่านทางนี้ก็ลองเข้าไปดูนะครับ




พักภาวนาและค้างคืนกันที่ บริเวณศาลเจ้าปู่หลุบ ใกล้ผานกเค้า จ.เลย


คืนที่ 4 
“ริมแม่น้ำโขง”

2 ธันวาคม 2557 ซึ่งนับเป็นคืนที่สี่ของการเดินทาง หลวงพ่อได้พาคณะลูกศิษย์เดินเท้าไปโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ถึงริมแม่น้ำโขง อ.เชียงคาน จ.เลย แล้วย้อนกลับมาพักภาวนาและค้างคืนกันที่บริเวณทุ่งนา เขต ต.น้ำหมาน อ.เมือง จ.เลย พอตอนเช้าวันนี้ 3 ธันวาคม 2557 พระผู้ติดตามทั้ง 5 รูป ได้ออกบิณฑบาต เพื่อโปรดญาติโยมแถวนั้นด้วย


แม่น้ำโขง อ.เชียงคาน จ.เลย








พักภาวนาและค้างคืนกันที่บริเวณทุ่งนา เขต ต.น้ำหมาน อ.เมือง จ.เลย


คืนที่ 5 
“ความทุกข์รำพันของชาวโลกทิพย์”

ท่านทั้งหลาย 3 ธันวาคม 2557 คณะทั้งหมดได้พักภาวนาและค้างคืนกันที่ ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย ด้วยเหตุที่ชาวโลกทิพย์ได้บันดาลให้รถขนเสบียงของชาวคณะดับ และเครื่องยนต์ขัดข้องทั้งสองคัน หลวงพ่อจึงได้พาพักค้างคืนกันที่นี่ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ชาวโลกทิพย์เขามารำพึงรำพันเชิงน้อยอกน้อยใจกับหลวงพ่อ ประมาณว่า เห็นหลวงพ่อมีเมตตาพาลูกศิษย์ไปโปรดสัตว์ในที่ต่างๆ เขาก็อยากนิมนต์บ้าง แต่ทำไมหลวงพ่อจึงจะเลยข้ามไปพักที่อื่นเสีย มิใยจะไปโปรดพวกเขาบ้าง พวกเขาจึงต้องเสียมารยาทดลบันดาลให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ท่านทั้งหลาย เทวดาก็ทุกข์แบบเทวดา วิญญาณก็ทุกข์แบบวิญญาณ สัตว์ก็ทุกข์แบบสัตว์ มนุษย์ก็ทุกข์แบบมนุษย์ สัตว์โลกจึงมีแต่ทุกข์กับทุกข์ไม่ต่างกันเลย พระผู้พ้นแล้วท่านจึงมีเมตตาต่อสัตว์โลกมิมีประมาณ แม้กายสังขารของท่านจะลำบากมากเพียงใด เราท่านทั้งหลาย จึงพึงจดจำปฏิปทาของท่านไว้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติต่อไป




พักภาวนาและค้างคืนกันที่ ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย


คืนที่ 6 
“ลูกศิษย์มาสมทบ”

4 ธันวาคม 2557 หลวงพ่ออนุญาตให้พักพักภาวนาและค้างคืนกันที่บริเวณทุ่งนา ต.ท่าสะแก อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เพื่อรอคณะลูกศิษย์ที่จะมาสมทบ และเมื่อมาครบแล้ว นับได้จำนวนราว 40 ท่าน 


พักภาวนาและค้างคืนกันที่บริเวณทุ่งนา ต.ท่าสะแก อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก



คืนที่ 7 
“สัจจะสัญญาของหลวงพ่อ”

5 ธันวาคม 2557 หลังจากอาหารเช้าที่ ต.ท่าสะแก อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลกแล้ว ตอนสายๆ คณะจึงออกเดินธุดงค์ประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วต่อด้วยการนั่งรถยนต์ เพื่อย่นเวลาให้ไปถึงลำปางเร็วขึ้น และได้มาหยุดพักภาวนาและค้างคืน เพื่อโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ อ่างน้ำบ้านแพะ อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ค่ำคืนนี้ ที่บริเวณอ่างน้ำแห่งนี้ มีชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณพากันมาจำนวนมาก พวกเขามีความปีติยินดีที่คณะมาโปรดพวกเขา และมีเรื่องราวเกิดขึ้นที่สามารถรับรู้ภายในกันหลายท่าน อาทิเช่น อุบาสิกา "ป้าสม” เล่าให้ฟังว่า บริเวณอ่างน้ำแห่งนี้เป็นภพภูมิของชาวเงือกน้ำ พวกเขามีความอ่อนน้อมเข้ามากราบเพื่อรับกระแสธรรม และมาอนุโมทนากับชาวคณะ ส่วนอุบาสิกา "ป้าหวัง” ได้กราบเรียนเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า เหล่าฤาษีตั้งแต่แถบจังหวัดเลยและที่ผ่านๆมา ต่างมาเล่าให้ท่านฟังว่า หลวงพ่อเคยเป็นผู้นำของเหล่าฤาษีจำนวนมาก และได้สัญญากับพวกเขาไว้ว่า เมื่อหลวงพ่อได้เห็นธรรมจนสิ้นกิเลสแล้ว จะกลับมาโปรดพวกเขาให้เห็นทางสว่างตามไปด้วย ดังนั้น ในภพสุดท้ายนี้ หลวงพ่อจึงต้องตระเวณสัญจรไปในที่ต่างๆ เพื่อไปโปรดเหล่าฤาษีสาวกและบริวารทั้งหลาย ตามสัจจะสัญญาที่ให้ไว้ 

ท่านทั้งหลาย เรื่องนี้ หลวงพ่อได้เมตตาเล่าให้พวกเราฟังว่า หลวงพ่อเคยบำเพ็ญบารมีเป็นฤาษีหลายภพหลายชาติ มีสาวกบริวารจำนวนมาก หากจะเปรียบเทียบก็ประมาณว่า เป็นศาสดาของฤาษีในสมัยโน้น หลวงพ่อจึงเหมือนมีเวรมีกรรมต้องตระเวณเข้าป่าเข้าถ้ำไปเรื่อย เพื่อไปโปรดพวกเขาตามสัจจะสัญญาที่ให้ไว้ หลวงพ่อบอกต่อไปว่า หลวงพ่อคงไม่สามารถไปได้ทุกที่หรอก เพราะมีจำนวนมากเหลือเกิน ไม่เฉพาะพวกฤาษีนะ ยังมีพรหม เทวดา มนุษย์ สัตว์วิญญาณอีกจำนวนมาก ที่เคยร่วมสร้างบุญบารมีมากับหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อละสังขารไปแล้ว ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้นำคนต่อไปก็แล้วกัน






พักภาวนาและค้างคืน ณ อ่างน้ำบ้านแพะ อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์



คืนที่ 8 
“เทวดาแสดงดวงไฟใกล้ถ้ำพระสบาย”

6 ธันวาคม 2557 หลังจากจังหันเช้าแล้ว หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะลูกศิษย์ได้ออกเดินทางจาก อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ด้วยการเดินเท้าประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วจึงเดินทางต่อด้วยรถยนต์ เพื่อไปให้ถึงถ้ำพระสบาย อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เวลาประมาณบ่ายห้าโมงเย็น คณะพวกเราไปถึงบริเวณอ่างน้ำที่อยู่ใกล้กันกับถ้ำพระสบาย สถานที่แห่งนี้พวกเราเคยพักมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ค่ำคืนนี้ จึงได้อาศัยสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง และมีญาติธรรมชาวอำเภอแม่ทะ มาต้อนรับและกราบฟังธรรมหลายท่าน โดยการนำของหนานเหลิมเช่นเคย อย่างไรก็ตาม หลังจากหลวงพ่อพาสวดมนต์และภาวนาแล้ว ญาติธรรมต่างก็แยกย้ายกันไปภาวนาตามอัธยาศัย โดยอาศัยถนนบนสันอ่างน้ำเป็นที่ภาวนาจงกรม ขณะที่เดินจงกรมอยู่นั้น คุณหมอออน เธอเห็นลูกไฟขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือยอดไม้ และลอยผ่านบริเวณที่พักให้เห็นแบบจะจะ พอตอนเช้า หลวงพ่อบอกว่า เทวดาเขาแสดงให้เห็นเป็นบางคนเท่านั้น ส่วนอุบาสิกา “ป้ารวย” ท่านเห็นดวงจิตญาณของผู้ที่เรียนวิชากำยานมาแสดงท่าทางให้ดู ส่วน คุณครูน้อย เธอนิมิตเห็นอดีตชาติของบุรุษผู้หนึ่ง (ในคณะ) แต่งกายเป็นฤาษีบำเพ็ญตะบะ จนร่างกายผ่ายผอมเห็นแต่ซี่โครงกระดูก ซึ่งเรื่องนี้ได้ปรากฏเป็นเรื่องจริงในวันถัดมา





บริเวณอ่างน้ำที่อยู่ใกล้กันกับถ้ำพระสบาย อ.แม่ทะ จ.ลำปาง


คืนที่ 9 
“อัศจรรย์ฟันของโยมย่าพระมอส”

7 ธันวาคม 2557 หลวงพ่อและคณะเดินทางต่อไปยังสำนักสงฆ์ป่าเจริญธรรมพูนทรัพย์ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เพื่อไปเยี่ยมตุ๊หลวง(พระเอ็ม) ซึ่งเป็นบิดาของตุ๊มอส(พระมอส) สำนักสงฆ์แห่งนี้ได้รับบริจาคที่ดินจากโยมย่าของพระมอส หลวงพ่อบอกว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นวัดเจริญรุ่งเรืองมาก่อน  เมื่อประมาณเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา ตุ๊หลวง(พระเอ็ม) ก็เคยเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ ต่อมา หลังจากคณะของพวกเราเดินทางออกจากสำนักสงฆ์แห่งนี้แล้ว ตุ๊มอสซึ่งขออนุญาตหลวงพ่ออยู่ปฏิบัติภาวนาที่แม่ทะ เพื่อจะได้อุปัฏฐากพระพ่อ และอยู่ดูแลโยมย่าที่ไม่ค่อยแข็งแรงสักระยะหนึ่ง ได้ส่งภาพฟันของโยมย่าสองซี่มาให้หลวงพ่อดู หลวงพ่อพิจารณาแล้วจึงแจ้งให้ทราบว่า ลักษณะของฟันได้กลายเป็นพระธาตุ จึงแสดงว่าโยมย่าของพระมอสเป็นบุคคลที่ใจใสสะอาด ใกล้จะสิ้นกิเลสแล้ว (พระอนาคามี) พวกเราจึงได้อนุโมทนาสาธุ เพราะทั้งโยมย่า พระเอ็ม และพระมอส ต่างก็เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีบุญวาสนาได้บวชพระและเจริญภาวนาทั้งพ่อและลูก และโยมย่าก็ได้ปฏิบัติธรรมเป็นนิสัยเช่นกัน ต่อไปทั้งตุ๊หลวง(เอ็ม) และตุ๊หนุ่ม(มอส) คงเป็นที่พึ่งหลักของชาวแม่ทะต่อไป



สำนักสงฆ์ป่าเจริญธรรมพูนทรัพย์ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง





โยมย่า พระเอ็ม และพระมอส ครอบครัวบุญแห่งอำเภอแม่ทะ จ.ลำปาง


“อดีตฤาษีผู้มีฤทธิ์และพญากวาง เมื่อ 2 หมื่นปี”

หลังจากนั้น ชาวคณะได้เดินทางมาปักหลักภาวนากันต่อที่ถ้ำแจ้ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ซึ่งอยู่ห่างจากสำนักสงฆ์ป่าเจริญธรรมพูนทรัพย์ราว 20 กิโลเมตร “ถ้ำแจ้ง” แห่งนี้ว่ากันว่า หลวงปู่ตื้อ อจลธมโม ได้ธรรมชั้นสูงที่ถ้ำแห่งนี้ และมีพระอริยสงฆ์อีกหลายรูปแวะเวียนมาปักหลักภาวนาเป็นประจำ เมื่อไปถึงแล้วหลวงพ่อพาสำรวจดูถ้ำและบริเวณใกล้เคียง แล้วจึงอนุญาตให้คณะกางเต็นท์ภาวนากันอยู่บริเวณด้านล่างของถ้ำ อย่างไรก็ตาม จากการเดินทางหลายวันจึงทำให้ธาตุขันธ์ของหลวงพ่ออ่อนแรงไปมาก กอปรกับโรคลมในท้องได้กำเริบจนทำให้ท่านแทบจะละสังขาร แต่ด้วยความสงสารลูกศิษย์ หลวงพ่อท่านจึงทนอยู่ต่อด้วยการเจริญอิทธิบาทสี่ และเข้าฌานสมาบัติ ในขณะที่ลูกศิษย์กำลังช่วยกันนวดเฟ้นร่างกายให้ท่านคลายออกมา หลังจากที่ท่านออกจากสมาธิ และร่างกายได้ผ่อนคลายมากแล้ว หลวงพ่อจึงได้เล่าให้ทุกคนฟังว่า 

เมื่อราวสองหมื่นปีที่ผ่านมา ที่ถ้ำแจ้งแห่งนี้ มีบุรุษผู้นั่งอยู่ข้างหน้าหลวงพ่อนี้ เคยเป็นฤาษีบำเพ็ญภาวนา และก็ตายอยู่ในถ้ำ กระดูกก็กองอยู่ในถ้ำนี้ ฤาษีตนนี้มีฤทธิ์อภิญญามาก สามารถเหาะได้ และก็มีเมตตามาก ในยุคสมัยนั้น หลวงพ่อก็เคยเกิดเป็นพญากวางอยู่ห้าชาติ อุบาสิกา “ป้ารวย” เป็นนางพญากวาง และผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยทั้งหมดก็เป็นบริวารกวาง กวางและสัตว์ป่าทั้งหลายก็ได้อาศัยบารมีของฤาษีตนนี้ จึงอยู่อย่างสงบสุขร่มเย็น แม้แต่เสือก็ไม่ทำร้ายสัตว์อื่นที่อยู่ในบริเวณรอบๆถ้ำแจ้งนี้ หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า ชีวิตของเราเวียนว่ายตายเกิด ผูกพันและสร้างสมบุญบารมีมาด้วยกัน ผู้ที่ยังติดค้างอยู่จึงน่าสงสารมาก หลวงพ่อจึงต้องลำบากพาพวกเรามาถึงที่นี่ สุดท้ายหลวงพ่อก็หันไปบอกบุรุษผู้นั่งอยู่ข้างหน้าของท่านว่า “ไปนั่งภาวนาในถ้ำ แล้วโปรดฤาษีบริวารของตัวเองเอาเด้อ ส่วนพวกกวางและสรรพวิญญาณทั้งหลาย หลวงพ่อจะโปรดพวกเขาเอง บริวารของใครของมัน” 

ขณะเดียวกัน หลังจาคณะลูกศิษย์ได้เจริญภาวนา เพื่อน้อมถวายบูชาธาตุขันธ์ของหลวงพ่อเป็นวาระพิเศษแล้ว บุรุษผู้ยังโง่เขลาได้พาหมู่คณะจำนวนหนึ่ง มีพระแข้ว พระบอย หมอออน หนูนา และหมอตุ้ย ขึ้นไปเจริญภาวนาบนถ้ำแจ้ง ปรากฏว่า ความอัศจรรย์บางอย่างได้เกิดขึ้นที่ใจของคุณหนูนา ในขณะที่เธอนั่งภาวนา จนเธอต้องขอให้พานั่งต่อจนถึงตีสาม แล้วจึงลงมาสวดมนต์และภาวนาต่อกันข้างล่างจนสว่าง

ความจริง ในตอนต้นปี บุรุษผู้นี้ก็เคยมาภาวนาในถ้ำแจ้งนี้แล้วครั้งหนึ่ง ครั้งกระโน้น ขณะที่บุรุษผู้นี้นั่งภาวนาและอธิษฐานจิตบางอย่าง ปรากฏว่า จิตผุดระลึกถึงหลวงพ่อและอุบาสิกา เสมือนว่า เคยมีความผูกพันกันบางอย่าง แต่ไม่แจ่มแจ้ง จึงได้แต่ขอขมาและอโหสิกรรมให้แก่กันและกัน ถัดมาจิตก็ผุดรู้ขึ้นมาเสมือนจะรู้ภาษาของสัตว์ จึงได้แต่เก็บปริศนานั้นไว้ในใจ จนมากระจ่างก็ในคราวนี้ ก็เพราะสถานที่แห่งนี้เคยมีความผูกพัน ผู้ที่ระลึกถึงก็เคยผูกพัน วิถีชีวิตเมื่อครั้งกระโน้นก็ผุดขึ้นมาเพื่อให้รู้บางอย่าง เพียงแต่อภิญญาและความทรงจำทั้งหลายมันเสื่อมและหลงลืมไปตามกฎอนิจจัง อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้มีธรรมแล้ว แม้ท่านจะทราบเรื่องราวในอดีตว่ามีความเป็นมาอย่างใด ใจก็ไม่ไปหลงใหลยึดเอามาเป็นอารมณ์ อดีตมันล่วงมาแล้วไม่มีประโยชน์อันใดที่จะนำมาคิด อนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนำมาใส่ใจ ขอเพียงแต่ให้ปัจจุบันกาลเป็นที่พิจารณาให้เห็นสัจธรรมก็พอ จึงจะสามารถก้าวพ้นภัยแห่งวัฏฏะสงสารไปได้






ภาวนาที่ถ้ำแจ้ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง



คืนที่ 10 
“มนุษย์ครึ่งสัตว์ เมื่อ 1 ล้านปีที่วังเหนือ”

8 ธันวาคม 2557 คณะธุดงค์สัญจรได้มุ่งหน้าขึ้นเหนือสุดของลำปาง ไปยังอำเภอวังเหนือ จ.ลำปาง ตามที่ญาติธรรมแนะนำ อำเภอวังเหนือว่ากันว่า เป็นเมืองเก่าแก่มาแต่โบราณนานเป็นพันปี พวกเรามุ่งหน้าไปทั้งที่ยังไม่เคยมีผู้ใดได้เคยไป เมื่อไปถึงที่อำเภอวังเหนือแล้ว พวกเราได้วนหาที่พักและถามชาวบ้านแล้ว จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปพักภาวนา และค้างคืนกันที่น้ำตกวังแก้ว ที่อยู่ห่างออกไปเกือบยี่สิบกิโลเมตร คณะพวกเราได้รับการต้อนรับและอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่ของอุทยานเป็นอย่างดี ที่บริเวณน้ำตกแห่งนี้สวยงามมาก อากาศก็เย็นสบาย และไม่มีผู้คนมารบกวน หลายๆคนจึงได้อาศัยค่ำคืนนี้เจริญภาวนาตามอัธยาศัย พอตอนเช้าหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า มีวิญญาณของมนุษย์ครึ่งสัตว์เมื่อหนึ่งล้านปีที่ผ่านมา พวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนหลังบริเวณน้ำตกวังแก้วนี้ พวกวิญญาณพากันเดินมาเป็นแถว เข้ามาก้มกราบและขอบุญกุศล หลวงพ่อถามพวกเขาว่า ทำไมอยู่กันมานานไม่มีพระอรหันต์มาโปรดเลยหรือ พวกเขาตอบหลวงพ่อว่า บริเวณแห่งนี้เป็นป่าดงหนาทึบ สัตว์ป่าชุกชุม เมื่อก่อนสี่สิบปีที่แล้ว ไม่เคยมีมนุษย์เข้ามาถึงได้ หากเข้ามาก็จะโดนเสือโดนสัตว์ป่ากัดกินหมด พระอรหันต์จึงไม่เคยเข้ามาถึงที่นี่ได้ พวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานมานาน จึงมาขออาศัยบุญจากท่าน หลวงพ่อจึงได้แผ่บุญกุศลให้กับพวกเขาไป พวกเราที่ได้ติดตามหลวงพ่อไปด้วย จึงได้รับอานิสงส์ด้วยมิมีประมาณ







พักภาวนาและค้างคืนที่น้ำตกวังแก้ว อำเภอวังเหนือ จ.ลำปาง


คืนที่ 11 
“อนาถใจ ศรีสัชนาลัย เมืองเจริญแล้วเสื่อม”

9 ธันวาคม 2557 คณะธุดงค์ออกจากวังเหนือ มุ่งหน้าย้อนลงมาทางใต้ โดยมีจุดหมายที่อำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ ตามที่ชาวโลกทิพย์นิมนต์หลวงพ่อไว้ เมื่อคณะพวกเรามาถึงอำเภอลับแลและมุ่งหน้าไปยังบึงเก่าแก่ แต่สถานที่ไม่เหมาะที่จะพักภาวนา เมื่อหลวงพ่อโปรดพวกเขาแล้ว พวกเราจึงเดินทางต่อไปยังเมืองศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ตามที่ชาวโลกทิพย์นิมนต์ไว้ เมื่อไปถึงอุทยานเมืองเก่าตรงบริเวณเตาทุเลียง อันเป็นที่ตั้งของเตาเผาเซรามิกโบราณจำนวนมาก คณะพวกเราจึงขออาศัยพักภาวนาและค้างคืนกันบริเวณนี้ และได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของอุทยานให้พักได้ คืนนี้หลวงพ่อบอกทุกคนให้ตั้งใจภาวนาเพื่อแผ่บุญกุศล เพราะมีดวงวิญญาณพากันมาจำนวนมาก 

พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อย้อนไปเห็นภาพในอดีตเมื่อหลายร้อยปี ขณะที่เมืองศรีสัชนาลัยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เมืองในขณะนั้นมีผู้คนจำนวนมากนับเป็นหมื่นๆคน การค้าขายและพุทธศาสนาก็เจริญ สุดท้ายเมืองก็ถูกข้าศึกเข้าโจมตี ต่อสู้กันอยู่นานจนทหารล้มตายจำนวนมาก สุดท้ายเมืองก็แตก ผู้คนถูกฆ่าตายจำนวนมาก ผู้ที่รอดชีวิตก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นเชลย ถูกต้อนไปเป็นทิวแถว ใครขัดขืนหรือผู้เฒ่าผู้แก่และอ่อนแอก็ถูกฆ่าทิ้ง ผู้หญิงถูกข่มขืนและเป็นนางบำเรอ ผู้คนได้รับความทุกข์สารพัน ต่างร้องกระจองอแงระงมไปหมด หลวงพ่อเล่าไป ใจและน้ำเสียงของท่าน ก็รู้สึกหดหู่และเวทนาสงสารดวงวิญญาณเหล่านั้นเป็นที่สุด หลวงพ่อเล่าให้ฟังต่อไปว่า หลวงพ่อพิจารณาตรวจสอบดูคณะพวกเราแล้ว นับว่าโชคดีที่ไม่มีผู้ใดเคยมาเกิดร่วมชะตากรรมกับผู้คนในเมืองนี้ นี่จึงเป็นอุทาหรณ์และคติเตือนใจให้แก่สังคมไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี




พักภาวนาและค้างคืน ณ บริเวณเตาทุเลียง เมืองศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย


คืนที่ 12 
“น้ำตกตาดโตน เป็นจริงตามนิมิตของบุรุษผู้หนึ่ง”

10 ธันวาคม 2557 คณะธุดงค์ได้ย้อนกลับมาพักภาวนาและค้างคืน ที่บริเวณน้ำตกตาดโตน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ การมาพักค้างคืนกันที่น้ำตกแห่งนี้ หลวงพ่อมาตามคำนิมนต์ของชาวโลกทิพย์ อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้หนึ่งและหลายๆคนไม่เคยรู้โปรแกรมมาก่อนว่า หลวงพ่อจะพามาพักภาวนากันที่น้ำตกแห่งนี้ แต่ในคืนวันที่บุรุษผู้นี้จะเดินทางมาสมทบกับคณะของหลวงพ่อ เขานิมิตว่า หลวงพ่อจะพาหมู่คณะมาที่น้ำตกตาดโตนแห่งนี้ ในที่สุดความจริงก็ปรากฏขึ้นตามนิมิตนั้น



พักภาวนาและค้างคืนที่น้ำตกตาดโตน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ


คืนที่ 13 
“โปรดบ้านดาบก้านและครูกี๋เป็นที่สุดท้าย”

11 ธันวาคม 2557 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ที่เหลือจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางออกจากน้ำตกตาดโตน มุ่งหน้าว่าจะไปพักภาวนาที่ถ้ำแสงจันทร์ที่อยู่ใกล้กับถ้ำวัวแดง อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ แต่สถานที่ไม่เหมาะต่อการพักภาวนา เพราะมีพระสงฆ์อยู่ประจำที่นั่นอยู่แล้ว เมื่อหลวงพ่อโปรดชาวโลกทิพย์แล้ว ดาบก้านที่ติดตามหลวงพ่อไปด้วย จึงได้นิมนต์หลวงพ่อและชาวคณะ ไปโปรดและค้างคืนภาวนากันที่บ้านของเขา ที่บ้านหันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา พอตอนเช้าของวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2557 หลังอาหารเช้าแล้ว หลวงพ่อและชาวคณะจึงได้เดินทางกลับวัดโคกปราสาท จึงเป็นการปิดท้ายการธุดงค์สัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ โคราช-ภาคเหนือ ครั้งที่สี่ ลงอย่างบริบูรณ์อีกวาระหนึ่ง จึงขออนุโมทนากับคณะผู้ที่ร่วมติดตาม ผู้ถวายปัจจัย ผู้ร่วมติดตามอ่าน และผู้ร่วมอนุโมทนาทุกท่าน ด้วยทุกประการครับ


ภาวนาและค้างคืนที่บ้านหันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
13 ธันวาคม 2557