ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

(428) ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เมียนมาร์ ๒๕๕๙




☀️ ธรรมปฏิบัติสัญจร เมียนมาร์ ☀️
กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ปี ๒๕๕๙

☀️ ตอนที่ ☀️
☀️✨ วันแรก ๒๙ มกราคม ๒๕๕๙ ✨☀️

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ ๒๙-๓๑ มกราคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา จำนวน ๔๒ ท่าน ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์-โลกวิญญาณ ณ ประเทศสาธารณรัฐเมียนมาร์ ตามคำนิมนต์ของ นพ.ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์ แห่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ นนทบุรี ในวาระนี้ นพ.ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์ ได้บริจาคค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมด จำนวนหลายแสนบาท รวมทั้งมีผู้สมทบทุนบุญ อาทิ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร แห่งโรงพยาบาลบีเอ็นเอชกรุงเทพฯ จำนวน ๑ แสนบาท และมีผู้สมทบทุนหลักพันบาทอีกหลายท่าน จึงขออนุโมทนากับเจ้าภาพทุกท่าน

ศรัทธา หรือว่าหลง
เช้าวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๙ คณะเดินทางถึงประเทศเมียนมาร์ เมื่อไปถึงแล้วชาวคณะได้ไปชมพระเจดีย์โบตาทาวน์ ที่อยู่กลางกรุงย่างกุ้ง เจดีย์องค์นี้เป็นที่ประดิษฐานพระเกสาธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นพุทธสถานที่แสดงถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาสูงสุด แต่ปัจจุบัน ในบริเวณวัดเดียวกันนี้ ยังเป็นที่ประทับของเทพทันใจ และเจ้าแม่กระซิบ อันโด่งดังตามความเชื่อของชาวเมียนมาร์ หรือแม้แต่ชาวไทยก็เป็นไปกับเขาด้วย ก็ว่ากันไปตาม "โรคความหลง" หลงในการกราบไหว้อ้อนวอนขอผีสางเทวดา หลงไปตามคำโฆษณาชวนเชื่อ ตามกระแสครึ่งพุทธครึ่งเทพที่กำลังนิยมกันในปัจจุบัน เป็นการอาศัยศาสนาพุทธหากิน ผู้เขียนสังเวชใจจึงรำพึงรำพันกับหลวงพ่อว่า "น่าสงสารผู้ศรัทธาศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้คนเสื่อมลงไปมาก ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับเมืองไทย แม้เป็นชาวพุทธ ก็เป็นพุทธแต่ในบัตรประชาชน แต่คำสอนของพระพุทธองค์ไม่ได้อยู่ในใจของชาวพุทธเลย พระพุทธองค์สอนให้พึ่งบุญของตนเอง แต่นี่กลับไปพึ่งสิ่งที่ไม่มีตัวตน ผีสางเทวดาก็ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปช่วยใครได้" 
หลวงพ่อเมตตาเอ่ยกับผู้เขียนว่า "ดูเอา ดูให้เป็นธรรมะ แต่ก่อนพระพุทธศาสนาเจริญสุดที่พม่า แล้วเสื่อมลง หลังจากนั้นจึงไปเจริญที่เมืองไทย ต่อไปอีกไม่กี่ร้อยปีเมืองไทยก็จะเสื่อมลง แล้วจะไปเจริญต่อที่ยุโรปและอเมริกาตามลำดับ"




อดีตชาติ
หลังจากนั้น คณะเดินทางไปยังเจดีย์เยเลพญา ซึ่งเป็นเจดีย์ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำย่างกุ้ง ณ เมืองสิเรียม ที่อยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้ง ๔๕ กิโลเมตร สิเรียมเป็นเมืองท่าเก่าแก่ของชาวโปรตุเกสในอดีต และเป็นที่น่าแปลกมากก็คือ แม่น้ำมีความขุ่นข้นเหมือนโคลนตมตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม ขณะที่คณะกำลังจะเดินทางกลับ หลวงพ่อได้พูดกับพระมหาสุพรรณผู้พาคณะทัวร์ไปในครั้งนี้ว่า "ในอดีต พระมหาเคยเกิดเคยตายและพากันสร้างเมืองแห่งนี้ กลับมาชาตินี้ก็ยังพาผู้คนมาเที่ยวชมที่นี่อีก แต่พระมหาจำไม่ได้ จึงได้วนเวียนมาอยู่อย่างนี้อีก" นอกจากนั้น หลวงพ่อยังได้พูดต่อว่า "หลวงพ่อก็เคยเกิดเคยตายที่พม่าหลายภพหลายชาติ ผู้ที่มาด้วยนี้ก็ล้วนเคยเกิดเคยตายที่พม่ามาแล้วเช่นกัน จึงได้กลับมาที่นี่อีก หากไม่เบื่อหน่ายก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีก ส่วนหลวงพ่อพอแล้ว จะไม่กลับมาเกิดมาตายอีก"
ส่วน "บุรุษผู้หนึ่ง" ก็เคยระลึกได้ว่า ชาติหนึ่งเคยเกิดเป็นลูกเศรษฐีชาวพม่า ออกบวชเพราะเบื่อหน่ายในการจะครองเรือน เพราะมารดากำลังทำพิธีเลือกลูกสะใภ้ อีกชาติหนึ่งเกิดเป็นชาวไทยใหญ่ มีความผูกพันอยู่กับพระธาตุเจดีย์องค์หนึ่ง และคงจะเคยเกิดเคยตายอีกหลายภพหลายชาติ วนเวียนเพื่อหาที่สิ้นสุด และอีกหลายๆท่านก็ระลึกได้ด้วยตัวเองเป็นปัจจัตตัง




สิเรียม เมืองต้องคำสาป
เมื่อกลับจากเมืองสิเรียมแล้ว หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทมีความสงสัยว่า ทำไมแม่น้ำย่างกุ้งและแม่น้ำในแถบนี้ จึงมีความขุ่นข้นเป็นตมตลอดปี ท่านจึงได้พิจารณาด้วยข่ายญาณ จึงทราบว่า ณ บริเวณเมืองสิเรียมเมื่อราวสามหมื่นปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ความแห้งแล้ง น้ำมีน้อย จึงเกิดสงครามแย่งน้ำกันขึ้น เพราะชนที่อยู่ต้นน้ำกักน้ำไว้ ไม่แบ่งปันแก่ชนที่อยู่ปลายน้ำ ความเห็นแก่ตัวจึงทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแผ่ไปทั่วทั้งเมือง ผู้มีฤทธิ์บารมี จึงสาปแช่งให้แม่น้ำทั้งหมดในเมืองนี้ มีความขุ่นข้นตลอดทั้งปีมาตั้งแต่บัดนั้น นี้คือนิทานธรรมจากความรู้เห็นของพระสุปฏิปันโน ในปี พ.ศ. นี้





คลื่นศรัทธามหาเจดีย์ชเวดากอง
หลังกลับจากเมืองสิเรียมแล้ว ในช่วงเย็น คณะได้ไปกราบสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางกรุงย่างกุ้ง พระเจดีย์ชเวดากอง เป็นที่ประดิษฐานพระเกสาธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๘ เส้น เจดีย์องค์นี้นับว่ามีความเก่าแก่มาก อายุราว ๒,๕๐๐ ปี และนับเป็น ๑ ใน ๕ มหาบูชาสถานที่ชาวพม่าศรัทธาสูงสุด และว่ากันว่า องค์เจดีย์สร้างด้วยทองคำหนัก ๒ ตัน ประดับด้วยเพชร ๕,๕๔๘ เม็ด และทับทิมขนาดใหญ่เท่าไข่ไก่ประดับอยู่บนยอดเจดีย์ด้วย ณ บริเวณรอบพระเจดีย์นี้ จะเห็นผู้คนทั้งชาวพม่าและชาวต่างชาติจำนวนมาก บ้างก็สวดมนต์ภาวนาสมาธิ บ้างก็เดินเวียนเทียน บ้างก็บวงสรวงแกมพิธี บ้างก็กราบไหว้อธิษฐานขอพร บ้างก็ถ่ายภาพ บ้างก็ชื่นชมต่างกันไป ก็เพราะด้วยพระบารมีของพระพุทธเจ้า จึงมีผู้ศรัทธาพากันหลั่งไหลมากันจำนวนมาก




สรรพวิญญาณ ณ เมืองย่างกุุ้ง
ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนแรกนี้ คณะได้พักค้างคืนที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับพระเจดีย์โบตาทาวน์ ใจกลางกรุงย่างกุ้ง คืนนี้ หลวงพ่อเมตตาแสดงธรรม ทั้งแก่ผู้ไม่มีตัวตนและผู้ติดตาม ตั้งแต่ห้าทุ่มจนถึงเกือบตีสอง บางคนก็ได้ภาวนาต่อจนถึงสว่าง เพื่อแผ่เมตตาแก่สรรพวิญญาณ พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า สรรพวิญญาณพากันมามากมาย ทั้งวิญญาณที่นับถือพุทธ ฮินดู และศาสนาอื่นๆ แม้ตอนกลางคืนจะแผ่เมตตาให้แล้วก็ตาม แต่พอตอนเช้าก็ยังมีมาอีก จึงต้องแผ่เมตตาไปให้อีกรอบ หลวงพ่อเอ่ยทิ้งท้ายว่า "มันก็ดีอย่างนี้ละ เราชาวพุทธสามารถแผ่เมตตาให้แก่ทุกศาสนาได้ พวกเราที่ตั้งใจมากันจึงได้รับอานิสงส์มาก"





อัศจรรย์ธรรมนิมิต
ส่วน "บุรุษผู้หนึ่ง" เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว ได้นอนภาวนาแล้วหลับไป จิตได้ถอนย้อนกลับไปเห็นภาพเมื่อครั้งที่อยู่ที่ประเทศเมียนมาร์ว่า คณะของพวกเราส่วนหนึ่งคือ อุบาสิกาท่านหนึ่งและคุณครูน้อย ได้ไปพักภาวนาในห้องที่มีผู้ฆ่าตัวตาย วิญญาณนั้นจึงได้รับอานิสงส์มาก (อุบาสิกาท่านก็เห็นด้วยญาณของท่านเช่นกัน) ต่อมาเห็นภาพสตรีนางหนึ่งในหมู่คณะบอกว่า เคยเกิดอยู่แถวเจดีย์องค์หนึ่ง และต่อมา จิตของบุรุษผู้นี้เหาะลอยไปรอบเมือง ท่ามกลางสรรพวิญญาณและชาวโลกทิพย์ที่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง ดูมีรูปร่างต่างๆ สว่างไสวระยิบระยับ บ้างก็เกาะอยู่ตามยอดไม้ใบทิพย์ ดูลู่ลมอ่อนเอนไหวไปตามทิศทางของจิตที่เหาะลอยไป พร้อมกับเปล่งเสียงสาธุการสนั่นหวั่นไหวไปพร้อมๆกันว่า สาธุ สาธุ สาธุๆๆๆ หลวงตา หลวงตา หลวงตา สาธุ สาธุ สาธุ อย่างไรก็ตาม ในตอนสุดท้าย เห็นมีกลุ่มบุรุษจำนวนหนึ่ง แต่งกายคล้ายพระสงฆ์ชาวเมียนมาร์ เสมือนกึ่งพระกึ่งเดรัจฉานวิชา เข้ามาหาบุรุษผู้นี้ พวกเขาทำตาถมึงขึงเข้าใส่ แต่พอเข้ามาใกล้กลับน้อมตัวอ่อนลง พร้อมรำพึงรำพันว่า "ท่านเป็นผู้สะกดพวกข้าไว้ ขอให้สังเกตที่สัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยม ที่ท่านประทับไว้ในศรีษะของพวกเรา" บุรุษผู้นี้ยังมิทันจะได้ทำอะไรต่อ ก็พอดีกับจิตได้ถอนออกมา จึงได้แต่พิจารณาในความอัศจรรย์ของนิมิตนี้



☀️ ตอนที่ ☀️
☀️ วันที่สอง ๓๐ มกราคม ๒๕๕๙ ☀️

ศรัทธา หรือว่าเมาบุญ
หลังจากอาหารเช้า คณะพวกเราออกเดินทางสู่เมืองหงสาวดี ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ของชาวมอญโบราณในอดีตเมื่อ ๔๐๐ ปีที่ผ่านมา สถานที่แรกที่คณะแวะชมก็คือ วัดพระพุทธรูปสี่ทิศ ต่อด้วยวัดอีกแห่งหนึ่งที่มีประเพณีการบิณฑบาตเฉพาะภายในบริเวณวัด ที่เห็นเป็นการบิณฑบาตข้าวสุกและปัจจัย ที่จัดให้เฉพาะนักท่องเที่ยว บิณฑบาตกันในเวลา ๑๑.๐๐ น. ว่ากันว่า เป็นการทำตามดำริของเจ้าอาวาสที่อ้างเหตุผลบางประการ ปัจจุบันจึงมีการจัดทัวร์ใส่บาตรและทำบุญเป็นคณะอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ดูแล้วก็แปลกพิลึกและวุ่นวายดี คล้ายกันกับอาการ "เมาบุญ" อย่างนั้น หากจะว่าไปแล้ว ก็เป็นการประพฤติแหวกแนวไปจากพระพุทธเจ้า เพราะการออกบิณฑบาตตามหมู่บ้าน นับเป็นวัตรปฏิบัติหลักของพระภิกษุสงฆ์ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ก็ว่ากันไปตามอัธยาศัยและปัญญาของใครของมัน
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว ชาวคณะได้เดินทางต่อไปยังวัดพระนอนยิ้มหวาน เสร็จแล้วเดินทางต่อไปยังเขตพระราชวังเก่าของพระเจ้าบุเรงนอง และสุดท้ายได้เดินทางต่อไปยังพระธาตุมุเตา หรือเจดีย์ชเวมอดอร์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ มหาสถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมียนมาร์ ว่ากันว่า พระเจ้าบุเรงนองได้มากราบสักการะก่อนออกทำศึกสงครามทุกครั้ง แม้แต่พระนเศวรก็ให้ความเคารพเสด็จมากราบสักการะบูชาเช่นกัน หลังจากนั้น ชาวคณะมุ่งหน้าสู่พระธาตุอินทร์แขวนต่อไป







พระธาตุอินทร์แขวน แดนศรัทธา
ท่านทั้งหลาย การเดินทางสู่พระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ต้องเดินทางผ่านหุบเหวและภูเขาที่มีอยู่ถึง ๓๒ ลูก ต้องนั่งรถยนต์ที่ทำขึ้นเฉพาะ ใต่สู่ยอดเขาสูงตลอดระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร อย่างระทึกและหวาดเสียวสุดสุด ผู้ใดเป็นโรคหัวใจมิควรเดินทางด้วยรถยนต์เช่นนี้ เมื่อคณะพวกเราเดินทางไปถึงก็มืดค่ำแล้ว และได้เข้าพักที่โรงแรม Kyaik Hto Hotel ที่อยู่ใกล้ๆกับพระธาตุอินทร์แขวน หลังจากนั้น ชาวคณะได้ไปกราบสักการะพระธาตุอินทร์แขวน ภายในบริเวณรอบๆพระธาตุอินทร์แขวน มีผู้คนมากมายทั้งชาวเมียนมาร์และชาวต่างชาติ ท่ามกลางแสงสีและพิธีต่างๆ ดูวุ่นวายคล้ายกันกับในงานวัดบ้านเรา อย่างไรก็ตาม ในความวุ่นวายก็แลเห็นคลื่นแห่งความศรัทธาของชาวเมียนมาร์ ที่พากันหลั่งไหลมานอนจนเต็มพื้นที่ลานกว้าง ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ก็เพราะความศรัทธา และเพราะด้วยพระบารมีของพระพุทธเจ้านั่นเอง









หลวงพ่อเมตตาแสดงธรรม
หลังจากนั้น ชาวคณะได้ลงมานั่งภาวนาสมาธิที่ลานศาลาของโรงแรมต่อจนถึงเวลาสี่ทุ่ม ต่อจากนั้น หลวงพ่อมีเมตตาแสดงธรรมทั้งต่อชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณและผู้ติดตาม จนถึงเวลา ๐๓.๐๐ น. และต่อด้วยการนอนภาวนาแผ่เมตตาแก่ชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณจนสว่าง อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่ร่างกายธาตุขันธ์ของหลวงพ่อมีความเจ็บป่วย แม้ผู้เขียนจะได้นิมนต์ให้ท่านเข้าพักผ่อน เพื่อเห็นแก่ธาตุขันธ์ของท่านแล้วก็ตาม แต่องค์ท่านก็เอ่ยกับผู้เขียนว่า
"หลวงพ่อฝึกมาดีแล้ว เป็นนักภาวนาจะต้องไม่เห็นแก่หลับแก่นอน หากมีผู้ใฝ่ในธรรมเพียงหนึ่งคน ก็ยังดีกว่าไม่มีผู้ใฝ่ในธรรมเลย เมื่อเขามีความสนใจจะฟังธรรม แม้ร่างกายของหลวงพ่อจะนั่งไม่ไหว หลวงพ่อก็ยินดีจะนอนเทศน์ให้เขาฟัง เพราะผู้สนใจใฝ่ในธรรม นับเป็นผู้มีนิสัยของพระนิพพาน หากผู้ใดไปขัดขวางความใฝ่ในธรรมของเขา ก็เท่ากับเป็นการไปขัดขวางกระแสพระนิพพานของเขาให้เนิ่นนานออกไปอีก เราจึงต้องมีเมตตาแก่พวกเขา หลวงพ่อทำตามอย่างพระพุทธเจ้า ที่พระองค์เทศน์จนวันตาย"
ด้วยเหตุนี้ หลังจากกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว หลวงพ่อจึงอาพาธ ด้วยอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและอ่อนแรงด้วยโรคลมในท้องอย่างหนัก เข้ารักษาตัวอยู่หลายวันจึงหายเป็นปรกติ และก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง หลังกลับจากการธุดงค์สัญจรกับคณะลูกศิษย์ นี้คือปฏิปทาและความเมตตาของหลวงพ่อ ที่มีต่อคณะลูกศิษย์และชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ อย่างมิมีประมาณ คณะลูกศิษย์จึงควรนำเอาปฏิปทาของท่านไปปฏิบัติสืบไป อย่างไรก็ตาม มีลูกศิษย์หลายท่าน ได้ปฏิบัติภาวนาเพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ครูอาจารย์ และเพื่อแผ่เมตตาแก่สรรพวิญญาณ อีกทั้งเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ภาวนากันตลอดทั้งสองคืนจนสว่าง จึงนับว่ามีอานิสงส์มาก

☀️ ตอนที่ ☀️
☀️ วันที่สอง ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙ ☀️
หลังจากคณะเดินทางกลับจากพระธาตุอินทร์แขวน และย้อนกลับมาถึงย่างกุ้งแล้ว คณะได้เดินทางไปชมพระนอนตาหวานที่มีความยาวถึง ๗๐ เมตร และเดินทางต่อไปยังวัดพระพุทธรูปหยกขาวองค์ใหญ่ที่สุดในโลก สูง ๓๗ ฟุต หน้าตักกว้าง ๒๔ ฟุต น้ำหนัก ๖๐๐ ตัน พระพุทธรูปหยกองค์นี้มีนามว่า พระลาภมุนี หลังจากนั้น คณะได้เดินทางสู่สนามบินเมืองย่างกุ้งและกลับสู่ประเทศไทยในช่วงเย็น จึงเป็นการจบวาระบุญอย่างบริบูรณ์อีกวาระหนึ่ง

☀️ ธรรมเทศนา ณ พระธาตุอินทร์แขวน ☀️
กิเลส
เรามาพม่า กิเลสก็จะขี่คอเรากลับกรุงเทพอีกนั่นแหละ กลับบ้านเราอีกแหละ ไม่ยอมสลัดทิ้งเลยนะ เสียดายมันเนาะ ถ้าจะสลัดทิ้งเสียดายมันอยู่ อาลัยอาวรณ์มันอยู่ นี่แหละเห็นมั้ยล่ะ ปากบอกว่ามาปฏิบัติธรรม นักแสวงบุญหรือแสวงกิเลสก็ไม่รู้นะ ที่มาคนไทยทั้งนั้นบอกว่ามาแสวงบุญ ปากบอกว่ามาแสวงบุญ นักปฏิบัติไม่ห่วงกิน ไม่ห่วงนอน ไม่ห่วงอะไรทั้งสิ้น นี่นักปฏิบัตินะ นักปฏิบัติธรรมสังหารกิเลส นักทรมานกิเลส แต่นี่เรามีแต่ให้กิเลสทรมานเรา มีแต่เราเป็นทุกข์ กิเลสมันสังหารเรา มีแต่กิเลสสังหารเราทั้งสิ้น เพราะเราไม่รู้นี่เนาะ ครูบาอาจารย์ท่านรู้ ท่านสอนเรา เราพิจารณาเอา เราปฏิบัติเอา กิเลสมันอยู่ในหัวใจ ธรรมะก็อยู่ในหัวใจ พระพุทธเจ้าก็อยู่ในใจ ไปหาที่อินเดียไม่มีหรอก มาพม่าก็ไม่มีหรอกพระพุทธเจ้าน่ะ เพราะเรายังเข้าไม่ถึงพระพุทธเจ้า ก็เลยไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ถึงบอกให้ทำใจให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ เมื่อดับความคิดได้ กิเลสมันก็ดับนะ ถ้าเราดับความคิดเดี๋ยวนี้แหละ กิเลสมันก็ดับเดี๋ยวนี้แหละ เห็นมั้ย? แต่นี่ยังดับความคิดไม่ได้ กิเลสมันก็ดับไม่ได้ เห็นมั้ยล่ะ เมื่อดับความคิดได้ ธรรมะก็เกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้นนะ วิชาก็เกิดขึ้นนะ มันเป็นอย่างนี้แหละ เรารู้ไม่เท่าทันความคิดเรา ให้รู้เท่าทันความคิด สติรู้ทันความคิด ดับความคิดได้ กิเลสก็ดับล่ะ เห็นมั้ย? แต่เรายังดับมันไม่ได้ความคิด เสียดายมันอยู่เนาะ เขาเรียกว่ารู้ไม่ทันความคิด เลยรู้ไม่ทันกิเลส รู้ไม่ทันความคิดของตนเอง ก็เลยเป็นเหตุให้เราหลงไปตามกระแสความคิด หลงไปตามความปรุงแต่ง หลงไปตามกิเลสที่ใจมันปรุงแต่ง ใจมันปรุงแต่งโน่น มันปรุงแต่งนี่ เสียท่าให้กิเลสนั่นแหละ
มนุษย์เรามันหลงสังขาร มันแก้ไขยาก เขาเรียกว่าห่วงสังขาร ไม่ห่วงตัวเอง คือ ห่วงสังขารมากกว่าตัวเอง ก็ห่วงกิเลสล่ะทีนี้ กลัวไม่ได้กิน กลัวไม่ได้หลับ กลัวไม่ได้นอน เราไม่รู้เท่าทันกิเลส เรียกว่าปัญญาไม่มี ปัญญายังไม่รู้แจ้ง จึงหลงไปตามกิเลส ผู้ที่ฝึกสติ ฝึกสมาธิ ฝึกปัญญา เขาเรียกว่าดับความคิด ก็ดับกิเลสได้ เห็นมั้ยล่ะ? เมื่อเราคิด เราดับความคิดได้ เขาเรียกว่าดับกิเลสได้ เมื่อดับกิเลสได้ วิชาก็เกิดขึ้น เห็นมั้ยล่ะ วิชาคือความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันรู้ มันเห็น ทุกคนจำได้ทั้งนั้นถ้านั่งสมาธิ ถ้าจิตสงบนะ ว่าเกิดมากี่ภพกี่ชาติ มันจะเห็นของมันเอง เขาเรียกว่าญาณมันเกิดขึ้น ทำญาณให้เกิดขึ้นนะ มันจะรู้ของมันเอง มันจะรู้ย้อนเกิดมากี่ภพ กี่ชาติ กี่กัป กี่กัลป์ กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านปี มันรู้ได้อย่างไร นี่แหละ! ถึงบอกว่าเป็นวิชาของพระพุทธเจ้าที่ทรงพบ ทรงเห็น คนมาปฏิบัติตามก็รู้ตามพระพุทธเจ้า รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร
เทศน์ ณ พระธาตุอินทร์แขวน ประเทศเมียนมาร์
๓๐ ม.ค ๒๕๕๙ ถอดธรรมโดย คุณาภรณ์ วิภาตวัลลิ

มีสติรู้ทันความคิด
ถ้าตั้งใจจริง ให้ทำจริงๆ อย่าไปทำเล่นๆ เหยาะแหยะ ทำแล้วก็ให้มีสติ เรานั่งภาวนาก็รู้ตัวว่านั่งภาวนา เดินจงกรมก็ให้รู้ว่าเดินจงกรม นอนภาวนาก็ให้รู้ว่านอนภาวนา ไม่ใช่ว่านอนหลับนะ ส่วนมากพุทโธไม่ถึง 5 นาที พุทโธไม่รู้หายไปไหน เงียบไปเลย หายยย หลับสนิทเลยนะ เงียบเลย รู้สึกตัวขึ้นมานะ เราภาวนาพุทโธอยู่ๆมันหลับไปได้ยังไง มันขาดสติ เมื่อสติขาดก็หลับไปเลย ถึงบอกว่าให้มีสติอยู่กับคำที่เราบริกรรม เขาเรียกว่า เราคิดอะไรมีสติรู้ทันมัน คิดเรื่องอะไร สติอย่าขาดจากความคิด ให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เจริญสตินะ มันคิดอะไรก็รู้ทันมัน มันคิดไปไหนก็รู้ทันมัน ถึงไม่บริกรรมพุทโธก็ให้มีสติรู้ ทำอะไรก็รู้ มีสติอยู่อย่างนั้น นี่ยกอุบายขึ้นมา อย่างที่ครูบาอาจารย์พาทำ บางสำนักก็ยุบหนอพองหนอ บางสำนักก็สัมมาอะระหัง บางสำนักก็พุทโธ เขาเรียกว่าคำบริกรรม ไม่ให้ใจมันคิด จะเอาอะไรก็ได้ ไม่เกี่ยวกับคำที่เราบริกรรม เราจะท่องอะไรก็ได้ ท่องอิติปิโสก็ได้ สุดแล้วแต่ แต่ให้ใจอยู่กับตรงนั้น ถ้าสวดมนต์ให้ใจอยู่กับสวดมนต์ นี่อุบายไม่ให้ใจไปคิดส่งออก เมื่อใจมันหยุดนิ่งอยู่กับคำที่เราบริกรรม สติอยู่กับคำที่เราบริกรรม พุทโธใจก็อยู่กับพุทโธ พุทโธออกจากใจ ไม่ต้องไปอ้าปาก ใจมันพุทโธขึ้นมาเอง ใจมันคิดขึ้นมาเอง นั่น! สติอยู่กับพุทโธ มันจะไปไหน นั่น! นี่ยังไม่รู้ว่าพุทโธคืออะไร พอรู้พุทโธจิตสงบนิ่ง คำว่าพุทโธมันหาย มันจะรู้จะเห็นสิ่งต่างๆนานา ที่จิตสงบน่ะ จิตมันรู้มันเห็น จิตมันรู้มันเห็นได้ยังไง บริกรรมพุทโธ จิตมันสงบนิ่งเป็นสมาธิ บางคนยังไม่เห็นแต่จิตสงบนิ่งมีความสุขมากมายมหาศาล สุขอะไรปานนั้น!! ปวดไม่มี คำว่าง่วงนอนก็ไม่มี ทำไมมันสุขอย่างนี้ นั่นเห็นมั้ย? มันเริ่มจะเป็นสมาธิขึ้นมา นี่เป็นอย่างนั้นแหละ คำบริกรรมเรียกว่าไม่ให้ใจมันคิด ไม่ให้ใจมันฟุ้งซ่าน ไม่ให้ใจมันปรุงแต่ง ไม่ให้เลื่อนลอยไปตามความคิด เราหยุดความคิดได้มั้ยล่ะ? อวิชชามันก็เลยดับ อวิชชาคือความไม่รู้ ตัวไม่รู้นั่นเองพาให้หลงใหล นั่นแหละ!
จบนี้แล้วพิจารณาร่างกายเหมือนเดิมนั่นแหละ! ออกมาแล้วพิจารณาร่างกายของเรา วิญญาณเป็นตัวตนยังไง คำว่าวิญญาณไม่มีตน มีแต่ความคิดเฉยๆ ความคิดมีแต่ความคิด ไม่มีตัวตน มันก็คิดของมันเรื่อยเปื่อยไป แต่ถ้าสติไม่ทันก็คิดไปเรื่อย อยากได้ อยากมี อยากเป็น กิเลสล่ะทีนี้ อยากได้โน่น อยากได้นี่ อยากไปโน่น อยากไปนี่ ใจมันอยาก มันก็เลยอาศัยร่างกายไปทำมันซะ เห็นมั้ยล่ะ? นี่แหละเป็นอย่างนี้แหละ!! ถ้าเราไม่อยาก เพียรละความอยากออกไป ก็ได้รับความสุขล่ะทีนี้ มันไม่คิด มันรักความสงบ พอสงบนิ่งเป็นสมาธิ พร้อมกับญาณสัมปยุตเกิดขึ้น รู้แจ้งโลกล่ะทีนี้ เห็นมั้ยล่ะ? ขออย่างเดียวให้ใจสงบได้ ให้มีสติรู้ทันความคิดเท่านั้นเอง ไม่ยุ่งยากนะ
ให้มีสติรู้ อย่าไปสงบอยู่นาน ให้ถอยออกมาพิจารณาร่างกายต่อ ให้พิจารณาต่อ พอจิตสงบแล้วก็ถอยออกมาอีก ทำให้ชำนาญ อย่าให้สงบอย่างเดียวนะ ถ้าสงบอย่างเดียวจะติดในสุข ถ้าทุกข์ขึ้นมาไม่เอานะ คิดเงินทองก็ไม่เอา ลูกเมียก็ไม่เอา บ้านก็ไม่เอา ร่างกายก็ไม่เอา นั่งสงบอยู่อย่างนั้น นี่ติดในสุขนะ ถอยออกมาพิจารณาร่างกายขันธ์ห้า มันเป็นของไม่เที่ยง พิจารณากลับไปกลับมาแบบนี้ มันจะเห็นร่างกายของมันเอง จะถอดถอนก้าวขึ้นสู่วิปัสสนาญาณล่ะทีนี้ วิปัสสนาญาณเกิดรู้เกิดเห็น รู้โน่น รู้นี่ เห็นโน่น เห็นนี่ นี่แหละ! จะดับกิเลสตัณหาอวิชชาได้ ก็ตรงนี้แหละ ดูร่างกายตนเอง มีแต่น้ำเลือด น้ำเหลือง วิญญาณมันอยู่ในร่างกายได้ยังไง ของเน่าของเหม็น มันอยู่ได้ยังไง มันก็ถามตัวเองมันอยู่ได้ยังไง มันเน่ามันเหม็น มันไม่มีตัวตน วิญญาณอาศัยร่างกาย มันไม่มีตัวตน คิดรู้ร้อน รู้หนาว นี่แหละ! ตัววิญญาณตัวคิดโน่น คิดนี่แหละ ตัววิญญาณ พอเห็นมันก็แยกล่ะทีนี้ โอ้..อันนี้ธาตุดิน อันนี้ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มาประกอบกลายเป็นรูปร่าง เป็นขันธ์ขึ้นมา นั่น! ที่แท้ใจเราหลงเอง ทีนี้มันจะแยกทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะเห็นร่างกายเกิดดับ จะเห็นร่างกายเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ ดับไป มันจะเห็นตัวเราเหม็นเน่า ตาย นั่งภาวนาจะเห็นซากศพเน่าเหม็น นั่งภาวนาแต่จะเหม็นขึ้นมาเองนะซากศพเน่า ตายเก่าตายใหม่ มันจะเห็นหมดนั่นแหละ ทำไมมนุษย์มันไม่เบื่อ ก็เพราะสังขารนี่เอง แต่ถ้าเรารู้เราเห็น ไม่เบื่อไม่มีหรอก สังขารเน่าเปื่อย ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน พอเห็นมันก็ปล่อยวาง นั่นแหละ! จิตถึงจะเข้าวิปัสสนาญาณเกิดขึ้น ทำญาณให้แจ้ง ทำญาณให้รู้แจ่มแจ้งนะ พอทำญาณให้รู้แจ่มแจ้ง มันจะรู้ของมัน มันจะก้าวขึ้นสู่อาสวักขยญาณ ก้าวขึ้นเป็นพระอรหันต์ เห็นแจ้งโลก มันเห็นทุกอย่างในโลก เห็นหมดเลย สว่างไสว นรกที่ไหนก็เห็น สวรรค์ที่ไหนก็เห็น นิพพานที่ไหนก็เห็น เขาเรียกว่า "อาสวักขยญาณ" ญาณรู้เแจ้งโลก เป็นญาณของพระอรหันต์ ละสังโยชน์ได้ 10 ประการ แต่พระโสดาบันและพระสกิทาคามี ละสังโยชน์ได้ 3 ประการ พระอนาคามีละสังโยชน์ได้ 5 ประการ ก็เลยไปรออยู่บนพรหมโลก อินทรีย์แก่กล้า ถึงจะเข้าพระนิพพานได้
หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร
เทศน์ ณ พระธาตุอินทร์แขวน ประเทศเมียนมาร์
๓๐ ม.ค ๒๕๕๙ ถอดธรรมโดย คุณาภรณ์ วิภาตวัลลิ

☀️✨ ธรรมสรุป ✨☀️
ท่านทั้งหลาย สุดท้ายนี้ ผู้เขียนในนามตัวแทนคณะวัดโคกปราสาท ขอขอบพระคุณและอนุโมทนากับเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพร่วม คณะผู้ติดตาม คณะผู้จัดการทัวร์ ไกด์โจและคณะชาวเมียนมาร์ ตลอดจนผู้ร่วมอนุโมทนาทุกท่าน ขอให้มีความสุขความเจริญ มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดคือพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์


๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

(427) กรรมทายาท





☀️ กรรมทายาท ☀️

"กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ"...
เรามีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

"ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วาตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ"...
เราจักทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจักเป็นทายาท คือ ว่าเราจักต้องได้รับผลของกรรมนั้นๆ สืบไป

"เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตตัพพัง"...
เราทั้งหลายควรพิจารณาอย่างนี้ทุกวันๆ เถิดฯ

ท่านทั้งหลาย สืบเนื่องในวาระที่บุรุษผู้หนึ่งได้ร่วมเดินทางไปกับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เพื่อไปปฏิบัติธรรมสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์-โลกวิญญาณ ณ ประเทศเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ ๒๙-๓๑ มกราคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะออกเดินทางหนึ่งวัน ขณะที่คณะพักออยู่ที่ชมรมโพธิธรรม อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี บุรุษผู้หนึ่งมีอาการปวดแสบปวดร้อนระบมไปทั้งตัว ด้วยอาการโรคงูสวัด (Herpes Zoster) โรคนี้จะเป็นผื่นหนารอบเอว ทำให้เกิดอาการปวดแสบร้อนจี๊ดๆ เหมือนเข็มทิ่มตัวตลอดเวลา บุรุษผู้นี้จึงได้ใช้สมาธิ เพื่อประคองอาการอันแสนปวดร้าวนั้น พร้อมทั้งได้พิจารณาอาการเวทนา จิตจึงผุดรู้ว่า "เป็นโรคกรรม" จึงได้รำพึงรำพันไปว่า "กรรมเกิดจากการกระทำใดหนอ เราจะขอชดใช้กรรมให้หมดให้สิ้นกันในภพนี้ เพราะเราไม่ปรารถนาจะมีภพชาติใดอีก"

ต่อมาในตอนดึก หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท ได้เมตตาพิจารณาด้วยอาสวักขยญาณของท่าน แล้วจึงบอกกับบุรุษผู้นี้ว่า
"มันเป็นโรคกรรมที่รับแทนแม่ เพราะโยมแม่ของ ดร. เลี้ยงหม่อนไหม แล้วสาวหลอดเอาเส้นไหม (ต้มตัวหม่อนไหมหรือดักแด้ในน้ำเดือดเป็นหมื่นเป็นแสนๆตัว) เพื่อทอผ้าไหมขายส่งลูกเรียน กรรมอันนี้จึงตกทอดมาสู่ลูกคนที่แม่รักมากที่สุด มันเป็นกรรมผูกพันสู่ทายาท ดีแล้วละ รับกรรมนี้เพื่อทดแทนบุญคุณท่าน เจ้าจงรับเอา ทนเอาเด้อ"

อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทเคยได้เล่าให้ฟัง เมื่อครั้งที่มารดาของบุรุษผู้นี้ ละสังขารเมื่อปี ๒๕๕๗ ดังข้อความเดิมที่บันทึกไว้ว่า...

"ในที่สุด เช้าวันจันทร์ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลาประมาณ ๐๘.๓๐ น. มารดาได้ละสังขารโดยไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ยังเป็นปรกติดีทุกประการ เวลาจะสิ้นลม ท่านได้เรียกบุตรสาวคนเล็กที่อยู่ด้วยเพียงสองสามคำ ท่านก็ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ ร่างกายยังอ่อนนุ่มเหมือนคนนอนหลับ เมื่อละสังขารไปแล้ว ท่านได้ไปจุติบนสวรรค์ชั้นสูงสุดทันที หลวงพ่อเล่าให้ฟังในวันที่ท่านเมตตาพาพระเณรเดินภาวนามาโปรดถึงที่บ้านของมารดา เมื่อตอนดึกของวันที่เผาศพมารดา เป็นระยะทางมากกว่า ๑๒ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้านานกว่าสองชั่วโมง เพราะท่านทราบว่า บุรุษผู้โง่เขลากำลังเจริญภาวนาอยู่ข้างเมรุตามลำพัง เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่มารดา หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า โยมแม่ท่านไปเสวยบุญอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงสุด วิมานสวยงามตระการตาและมีข้าบริวารมาก โยมแม่บอกหลวงพ่อว่า "ขอเสวยบุญบนวิมานสักระยะ แล้วจะรีบลงมาเกิดเพื่อจะได้ทันหลวงพ่อ" และยังได้บอกต่อไปว่า ท่านได้มาพบหลวงพ่อช้าไป บุญจึงยังไม่มากพอที่จะเห็นธรรมได้ ส่วนบาปในภพนี้ก็ไม่มีอะไร นอกจากได้เลี้ยงหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อทอผ้าขายส่งลูกเรียน เพราะเป็นหน้าที่ของมารดาที่มีต่อลูกๆ และก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ส่วนบาปอื่นไม่มีจึงได้ละสังขารแบบสบาย"

ท่านทั้งหลาย การที่ผู้เขียนนำเอาเรื่องราวทายาทกรรมนี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็เพื่อเป็นคติธรรมไว้เตือนใจท่านทั้งหลายว่า อย่าได้พากันประมาทในกรรม เพราะกรรมดีกรรมชั่วนั้น ซื่อสัตย์ซื่อตรงทั้งสองฝ่ายเสมอเหมือนกัน ดังนั้น ให้พากันหมั่นสร้างแต่กรรมดี ส่วนกรรมชั่วให้พากันละเว้นเสีย จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

(425) สิปปธรรม





สิปปธรรม 

"อันว่า นครวัด ที่ยิ่งใหญ่ก็จะสลาย
กษัตริยาผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ก็ตา
นายช่างผู้รังสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ก็ตาย
ข้าทาสแรงงานผู้ต่ำต้อยก็ตาย
ล้วนสลายด้วยสัจธรรมมิต่างกัน
จะต่างกันตรงกรรมดีแลกรรมชั่ว
ที่พอติดตัวให้ได้รำลึกถึงกัน
ผ่านตำนานอารยธรรมโบราณนี้"

ภาพชื่อ :  Homage to King Suryavarman II
เทคนิค :  Digital Art on paper
ขนาด :  40 x 30 cm.
ปีที่สร้าง :  2016
ศิลปิน :  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
25 มกราคม 2559



วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

(424) ธรรมปฏิบัติสัญจร ณ อำนาจเจริญ 2559





☀️ ธรรมปฏิบัติสัญจร ณ อำนาจเจริญ ☀️

ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๗ มกราคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา และคณะลูกศิษย์ ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมสัญจร และโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ บริเวณทุ่งนาบ้านคำเตย ต.โนนหนามแท่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ตามคำนิมนต์ของ อ.วาสนา (อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้)


 ชาวโลกทิพย์น้อยใจ 

อย่างไรก็ตาม คืนหนึ่งก่อนที่อาจารย์วาสนาจะได้นิมนต์หลวงพ่อสามวัน หลวงพ่อได้สนทนากับผู้เขียนพอสรุปได้ว่า หลวงพ่อเคยเกิดเคยตายสร้างบารมีอยู่จังหวัดอำนาจเจริญมาแล้วหลายภพหลายชาติ หลวงพ่อคงจะได้ไปโปรดพวกวิญญาณที่นั่นอีกหลายครั้ง  ต่อมาในช่วงดึกของคืนวันนั้น ชาวโลกทิพย์ได้มานิมนต์หลวงพ่อถึงวัดโคกปราสาท เพื่อให้ไปโปรดพวกเขาที่จังหวัดอำนาจเจริญ หลังจากที่พวกเขาเคยนิมนต์หลวงพ่อไว้นานแล้ว 

พวกโลกทิพย์ได้มารำพึงรำพันกับหลวงพ่อพอสรุปได้ว่า "ไหนว่าท่านมีเมตตาต่อสัตว์โลกผู้ทุกข์ยากทั้งหลาย เห็นท่านเอ่ยปากว่าจะไปโปรดที่อำนาจเจริญก็หลายครั้ง ท่านเดินทางผ่านแล้วก็เลยไป แต่ทำไมท่านจึงยังไม่ไปโปรดพวกผู้ข้าสักที" 

หลวงพ่อตอบพวกเขาไปว่า "หลวงพ่อจะไปอยู่ ที่ยังไม่ได้ไปก็เพราะร่างกายสังขารไม่ค่อยแข็งแรง" พวกโลกทิพย์เอ่ยเชิงน้อยอกน้อยใจว่า "ก็ไหนว่าท่านแข็งแรงแล้ว (คืนนั้นหลวงพ่อบอกผู้เขียนว่าท่านแข็งแรงแล้ว) พวกผู้ข้ารอท่านมานานแล้ว ได้โปรดเมตตาไปช่วยพวกผู้ข้าโดยไวเถิด"  





 อำนาจเจริญ เมืองหลวงโบราณ 

ท่านทั้งหลาย เมื่อหลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ได้เดินทางมาถึงทุ่งนาบ้านคำเตยแล้ว พวกเราได้พักภาวนาและค้างคืนกันที่นี่ นอกจากคณะผู้ติดตามหลวงพ่อแล้ว คืนนี้ยังมีชาวบ้านใกล้เคียง ซึ่งเป็นพ่อแม่และญาติพี่น้องของอาจารย์วาสนา มาร่วมฟังธรรมและภาวนาด้วยหลายสิบคน เมื่อออกจากภาวนาสมาธิแล้ว หลวงพ่อได้เล่า "นิทานธรรม" ให้ทุกคนฟังพอสรุปได้ว่า หลวงพ่อเคยเกิดเคยตายสร้างบารมีอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญมาเป็นหมื่นๆชาติ และชาติหนึ่งเมื่อ ๑๕,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นยุคของผู้คนสูงแปดศอก สมัยนั้นหลวงพ่อเป็นพระราชาอยู่เมืองนี้ มีอุบาสิกาสำรวยเป็นราชินี แม่ใหญ่ใส (มารดาอุบาสิกาสำรวย) ก็เป็นมารดาของพระราชินี และ อ.วาสนาเป็นพระธิดา ส่วนตัวเมืองและพระราชวังเก่านั้น ตั้งอยู่ใต้เนินดินบริเวณโรงเรียนอำนาจเจริญในปัจจุบัน เมืองอำนาจเจริญเคยเจริญสูงสุด เป็นเมืองหลวงคล้ายกับกรุงเทพมหานครมาแล้วหลายยุคหลายสมัย อีกทั้งเมื่อราว ๖๐,๐๐๐ ปี และ ๔๕,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ก็เคยเป็นเมืองหลวง และในอนาคตอีก ๑๐,๐๐๐ ปีข้างหน้า ก็จะกลับมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง บ้านเมืองก็จะถูกสร้างอยู่บนเมืองเก่าวนเวียนต่อไป


 ท้าวมหาพรหม 

นอกจากนั้น ในค่ำคืนนี้ เป็นที่ปีติยินดีที่ทราบว่า ท้าวมหาพรหม (ผู้บำเพ็ญโพธิญาณ) ซึ่งเป็นสหายธรรมและเคยเกิดเคยตายสร้างบารมีมากับหลวงพ่อหลายภพหลายชาติ รวมทั้งที่เมืองอำนาจเจริญแห่งนี้ด้วย คืนนี้ท้าวมหาพรหมได้ลงมากราบและอนุโมทนากับคณะของหลวงพ่อ จึงทำให้บรรยากาศสงบเย็นสบายๆอย่างประหลาด มีผู้เห็นแสงสว่างไสวอย่างน่าอัศจรรย์ อีกทั้งมีผู้รู้เห็นชาววิญญาณเป็นปัตจัตตังด้วย ส่วนการภาวนาของพวกเราโดยรวมก็สงบดี อาจเป็นเพราะว่า ด้วยบารมีของหลวงพ่อและท้าวมหาพรหมที่สว่างไสวแผ่ไปโดยรอบนั่นเอง





 หลวงพ่อเทศนาโปรด 

ในค่ำคืนนี้ นอกจากหลวงพ่อจะได้พาสวดมนต์และนั่งภาวนาสมาธิแผ่เมตตาแล้ว หลวงพ่อยังได้แสดงธรรม ทั้งธรรมแบบทั่วไปและธรรมแบบพิสดาร แก่ชาวมนุษย์และชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณฟังไปพร้อมๆกัน ตั้งแต่บ่ายสี่โมงจนถึงดึกดื่น และเลยจนถึงรุ่งเช้า โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ด้วยความเมตตาต่อสัตว์โลกมิมีประมาณ เพราะความทุกข์ของสรรพวิญญาณนั้นมากมายเหลือเกิน พวกเขาพากันหลั่งไหลมาจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน ทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง แออัดยัดเยียดเต็มไปหมด หลวงพ่อเล่าให้ฟังด้วยความปีติยินดีว่า ชาววิญญาณบางพวกอดอยากทรมานมานาน นับเป็นพันเป็นหมื่นปีก็มี บัดนี้พวกเขาได้รับอานิสงส์จากพวกเราแล้ว จึงพากันพ้นทุกข์ จะได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่เกือบทั้งหมด ส่วนอาหารที่พวกเราทำและนำมาถวายหลวงพ่อนั้น พวกวิญญาณก็จะได้รับอาหารทิพย์จากพวกเรา หลังจากอดอยากมานาน พวกเราจึงได้รับอานิสงส์มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าภาพนิมนต์ทุกครั้ง จะได้รับอานิสงส์มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีชาวบ้านจำนวนหนึ่ง นอกจากจะมากราบฟังธรรมหลวงพ่อแล้ว แต่เจตนาหนึ่งก็คือ จะมาขอหวยหลวงพ่อ ด้วยนิสัยและความเข้าใจไปเองว่า พระกัมมัฏฐานให้หวยได้ หลวงพ่อจึงเทศนาพอสรุปได้ว่า อย่าไปเล่นมันเลย เพราะหวยมันเป็นอบายมุข เป็นทางเสื่อม มิใช่ทางเจริญ พระพุทธเจ้าไม่พาทำ พระอรหันต์ หลวงปู่หลวงตาท่านก็ไม่พาทำ หลวงพ่อก็ไม่พาทำเช่นกัน หากหลวงพ่อบอกหวยได้ ป่านนี้ลูกศิษย์ผู้ติดตามหลวงพ่อมานานคงรวยกันไปแล้ว อย่าอยากได้กันเลยหวย ให้อยากได้ปัญญาจะดีกว่า เพราะปัญญาจะพาให้เราหาอยู่หากินได้ ให้พากันมีปัญญา ปัญญาจะพาร่างกายไปหาเงินได้เอง ผู้ไม่มีปัญญาแม้จะได้เงินมามากก็หมดไป เพราะขาดปัญญาที่จะรักษามันไว้ จึงขอให้พากันหมั่นให้ทาน รักษาศีล และภาวนาจะดีกว่า เพราะเป็นทางเจริญ จึงจะนับว่า เป็นผู้ไม่ประมาท







 ท้ายสุด ผู้เขียนในนามตัวแทนศิษย์วัดโคกปราสาท ขอขอบคุณและอนุโมทนากับคณะเจ้าภาพ ชาวบ้าน คณะผู้ร่วมติดตาม ผู้ถวายทาน และผู้ร่วมอนุโมทนา จงได้รับอานิสงส์ร่วมกันทุกประการเทอญ

 หมายเหตุ... ผู้เขียนได้เรียบเรียงและตกแต่งคำใหม่เท่าที่ปัญญาและสัญญาความจำหมายมี จึงมีความผิดเพี้ยน และอาจจะสลับลำดับเหตุการณ์บ้าง แต่ข้อความหลักยังมีอยู่มากที่สุด ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอขมากรรมต่อหลวงพ่อด้วยทุกประการ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
๑๙ มกราคม ๒๕๕๙