ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

เรียนรู้เพื่อเป็นวิทยาทานเท่านั้น จึงไม่ขอพิจารณาพระให้ใคร เพราะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่อง dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

(328) "ธรรม" หน้าที่สุดท้ายของบุรุษผู้โง่เขลาที่มีต่อบิดามารดา

 
 
 
ท่านทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ผู้ที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นสุดแสนยาก แต่คนทั้งหลายกลับไม่เข้าใจ จึงได้แต่หลงผิดคิดกระทำชั่วมิเว้นวัน จะมีสักกี่คนที่ได้พิจารณาตามพระพุทธองค์ว่า การที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นชั่งแสนยาก เมื่อเกิดมาแล้วจะมีสักกี่คนที่ได้พบกับพระพุทธศาสนา เมื่อได้พบพระพุทธศาสนาแล้วจะมีสักกี่คนที่ได้ทำบุญรักษาศีล เมื่อได้ทำบุญรักษาศีลแล้วจะมีสักกี่คนที่ได้เจริญภาวนากัมมัฏฐาน เมื่อได้เจริญภาวนากัมมัฏฐานแล้วจะมีสักกี่คนที่ได้พบครูอาจารย์พระอริยเจ้า เมื่อได้พบครูอาจารย์พระอริยเจ้าแล้วจะมีสักกี่คนที่ได้สำเร็จมรรคผลและนิพพาน นั้นยิ่งยากแสนยากเข้าไปอีก ผู้มีปัญญาจึงจักพิจารณาได้ เมื่อพิจารณาได้แล้วจึงแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ หนทางแห่งความพ้นทุกข์คือการเดินตามคำสอนของพระพุทธองค์ อาจช้าหรือเร็วก็ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมาต่างกัน แต่สุดท้ายก็จะไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ความพ้นทุกข์จากวัฏฏะอันน่าสงสารนี้ไปได้ในที่สุด

ท่านทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็เพราะบุรุษโง่เขลาผู้หนึ่ง ได้พิจารณาแล้วเห็นจริงตามนั้น จึงได้แสวงหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์ ค้นหามานานก็หลายปีแล้ว เริ่มด้วยการปฏิบัติเองแบบลองผิดลองถูก มีทั้งถูกทางและหลงทางบ้างก็เป็นธรรมดา ครั้นต่อมามีบุญได้พบกับครูอาจารย์และพระอริยเจ้าก็หลายท่าน ได้พบกับกัลยาณมิตรก็หลายคน ได้พบกับญาติธรรมก็มากหน้าหลายตา ต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพราะเราต่างฝากตัวเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เพราะเราลงมาสร้างบุญบารมี วิถีชีวิตจึงต้องเป็นไปตามนี้

ท่านทั้งหลาย หน้าที่หนึ่งของนักสร้างบุญก็คือ นอกจากจะทำหน้าที่หลักด้วยการเพียรละกิเลสออกไปจากใจของตัวเองแล้ว ก็ยังมีหน้าที่อื่นๆที่ต้องกระทำไปพร้อมๆกัน คือ การอนุเคราะห์หรือสงเคราะห์สัตว์โลกผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมงคลทั้ง 38 ข้อนั้นว่า เป็นผู้ประเสริฐยิ่ง โดยเฉพาะความกตัญญูต่อบิดามารดาก็นับว่า เป็นมงคลอันสูงสุด หากนักภาวนาขาดคุณธรรมในข้อนี้ จักไม่มีวันเห็นธรรมได้เป็นอันขาด ด้วยเหตุดังกล่าว บุรุษผู้ยังโง่เขลาจึงได้พยายามปฏิบัติต่อบิดามารดาตามสติปัญญาและความสามารถเท่าที่มีอยู่ให้ดีที่สุด ดังตัวอย่างที่พอจะเล่าเป็นนิทานธรรมให้ทุกท่านฟังดังนี้

แจกแจงธรรมแก่มารดาก่อนท่านละสังขาร
ท่านทั้งหลาย มารดาของบุรุษผู้ยังโง่เขลา ท่านมีจริตนิสสัยชอบเข้าวัดทำบุญ รักษาศีล และเจริญภาวนามาตั้งแต่วัยเด็ก ครั้นวันใดไปวัดไม่ได้ ท่านก็จะผลัดให้ลูกหลานไปแทนมิเคยขาด นิสสัยนี้กระมังที่ได้ตกทอดมาสู่ผู้เป็นบุตรชายและบุตรสาวในเวลาต่อมา เมื่อบุรุษผู้โง่เขลาได้ดิบได้ดีด้วยสองมือของบิดามารดาที่เลี้ยงดูมา เมื่อมีบุญวาสนาจึงได้กลับมาตอบแทนท่านทั้งสองด้วยคุณธรรมที่บังเกิดขึ้นที่ใจ มีสิ่งใดจักอำนวยความสุขทางกายก็หามาให้ มีสิ่งใดจักส่งผลความสุขทางใจก็พาท่านสร้างทำคือ การพากันไปเจริญภาวนาตามกาลอันควร เมื่อเวลาของมารดาเหลือน้อยลง ผู้เป็นบุตรชายจึงเร่งพามารดาไปฟังธรรมและภาวนาอยู่กับหลวงพ่อ เพราะตระหนักว่าทุกสิ่งนั้นไม่แน่นอน แม้ผู้เป็นบุตรชายปรารถนาจะนำธรรมอันบริสุทธิ์หากแม้นเขามีบุญวาสนาจะได้เห็นธรรมในอนาคต มาโปรดมารดา แต่นั้นก็เป็นแต่ความปรารถนา ยังมิใช่ความจริง จึงต้องทำกาลปัจจุบันให้ดีที่สุด





ท่านทั้งหลาย ก่อนที่มารดาจะละสังขารเพียงสองวัน บุรุษผู้ยังโง่เขลาได้ไปรับมารดา เพื่อไปเจริญภาวนาแบบสัญจรกับคณะของหลวงพ่อพระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท เมื่อไปถึงมารดาได้กล่าวกับผู้เป็นบุตรชายว่า "เงินที่ลูกให้แม่มานั้น แม่ได้นำไปทำบุญที่วัด(ใกล้บ้าน)เพื่อจองที่ใส่กระดูกของแม่แล้ว" ผู้เป็นบุตรชายจึงได้พูดหยอกมารดาไปว่า "แม่กลัวเขาไม่ให้ไปอยูวัดด้วยหรือ หากเขาไม่ให้อยู่ด้วย ลูกจะนำเอากระดูกของแม่ไปไว้วัดป่าด้วยก็ได้" มารดาพูดตอบว่า "แม่ไม่ไปหรอกอยากอยู่ใกล้ๆลูกหลาน" ผู้เป็นบุตรจึงรีบทักท้วงว่า "แม่ยังอยากวนเวียนอยู่กับลูกกับหลานอีกหรือ แม่ก็ฟังธรรมของหลวงพ่ออยู่เป็นประจำมิใช่รึ หลวงพ่อบอกไม่ให้หลงยึดติดในลูกในหลานในข้าวของเงินทอง มันเป็นกิเลสจะกลายเป็นห่วงผูกวิญญาณไว้ไม่ให้ไปผุดไปเกิด นี่แม่ก็ทำบุญสร้างสมบุญบารมีมามากก็ต้องไปเสวยบุญมิใช่มาเสวยบาป" แม่ยิ้มพร้อมกับพูดตอบว่า "แม่ไม่รู้ว่าแม่จะมีบุญมากแค่ไหน แต่แม่กลัวอยู่อย่างเดียวก็คือ อย่าให้แม่ไปเมืองนรก"
 
ท่านทั้งหลาย ณ เวลานั้น เสมือนมีสิ่งมาดลใจให้ผู้เป็นบุตรชาย ได้ยกเอาธรรมมาปลอบใจผู้เป็นมารดาว่า "ตั้งแต่ลูกเกิดมาก็ไม่เคยเห็นแม่ทำบาปกรรมอะไรแม้แต่น้อย เห็นมีแต่ทำบุญมาตลอด จึงไม่มีทางไปนรกได้ หากแม่ยังไม่สามารถไปนิพพานได้ก็มีสวรรค์เป็นที่ไปอย่างแน่นอน แม่อย่าหลงเพลินอยู่บนสวรรค์เสียล่ะ" ผู้เป็นมารดานั่งยิ้มและตั้งใจฟัง ผู้เป็นบุตรชายจึงแสดงต่อไปว่า "เอาอย่างนี้ เพื่อเป็นการไม่ประมาท ขอให้แม่ตั้งจิตอธิษฐานเอานะ ขอให้แม่อธิษฐานว่า หากแม้นแม่เกิดในภพภูมิใดก็อย่าได้หลงได้ลืมบุญกุศลที่สร้างมา หากเสวยบุญอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ก็ขออย่าได้หลงได้ลืมพระพุทธศาสนา อย่าได้หลงลืมการรักษาศีลและภาวนา และก็ขออย่าได้เพลิดเพลินอยู่บนสวรรค์นาน ขอให้ตั้งจิตลงมาเกิดเป็นมนุษย์โดยไว จะได้ทันพระพุทธศาสนา เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็ขออย่าได้หลงได้ลืมพระพุทธศาสนา อย่าได้ลืมการรักษาศีลภาวนา และขอให้ได้ฟังธรรมพระอริยเจ้า เพื่อจะได้ไปนิพพานเร็วที่สุด" มารดายิ้มรับด้วยความปีติสุข

หลังจากนั้น ทั้งมารดา ผู้บุตรชาย บุตรสาวและบุตรเขย ได้ร่วมเดินทางไปปฏิบัติธรรมกับคณะของหลวงพ่อที่อำเภอเสิงสางและอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2557 และระหว่างที่ไปปฏิบัติธรรมด้วยกันทั้งบุตรชาย บุตรสาว บุตรเขยและญาติธรรมต่างเกื้อกูลแม่ ต่างมีจิตใจต่อท่านแบบปีติสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เสมือนเป็นการสร้างความดีต่อกันเป็นวาระสุดท้าย ส่วนมารดาท่านก็ดูเพลิดเพลินและมีความสุขกับการฟังธรรม ด้วยสติด้วยพลังเท่าที่ท่านมีอยู่ การเจริญภาวนาก็สงบนั่งนิ่งได้นานเป็นพิเศษ การกินอยู่หลับนอนก็สุขสบายดี ไม่มีเหตุบอกล่วงหน้าใดๆให้เห็นว่าท่านจะจากไป แม้ที่ผ่านมา หลวงพ่อจะได้บอกทุกคนแล้วว่า ผู้ที่มาภาวนาอยู่กับหลวงพ่อได้หมดอายุขัยแล้วก็มี แต่หลวงพ่อบอกใครไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นแต่เพียงการรับรู้เบื้องต้น เพราะหลวงพ่อไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ใด จึงปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมดาจักดำเนินไป อย่างไรก็ตาม มารดาผู้จากไปท่านได้ฟังธรรมบทหนึ่งที่หลวงพ่อตั้งใจเทศน์สอนพิเศษก็คือ การไม่ให้หลงยึดติดในลูกในหลาน ในข้าวของเงินทอง เพราะจะทำให้จิตผูกพันเมื่อตายไปแล้ว วิญญาณจะมาเฝ้าสิ่งนั้นทันที และจะหลงไปอีกนานแสนนาน หลวงพ่อได้ยกเอาเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษของคุณรี่ที่เฝ้าสวนหมากอยู่ที่ซับมะรัว และในอนาคตจะมีผู้มาเฝ้าสถานแห่งนี้อีกยาวนานนับเป็นพันๆปี เพื่อเป็นการเตือนสติเป็นครั้งสุดท้าย และหลังจากนั้น ระหว่างการเดินทางกลับ ผู้เป็นพี่สาวได้บอกว่า "แม่ได้อธิษฐานจิตตามที่ด็อกเตอร์บอกแล้วเมื่อคืน" นอกจากนั้น ผู้เป็นมารดายังได้ยกเอาธรรมคำสอนของหลวงพ่อ เรื่องวิญญาณผู้จะมาเฝ้าสวน ขึ้นมาสนทนากันตลอดเส้นทาง เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม้จะเห็นแม่มีความสุขดี พอจะลาจากผู้เป็นบุตรชายได้เข้าไปกราบตักผู้เป็นมารดา มารดาก็ได้ให้พรผู้เป็นบุตรชายดั่งที่เคยกระทำ จึงนับเป็นหน้าที่และวาระสุดท้ายทั้งผู้เป็นมารดาและบุตรชาย ที่ได้แสดงออกต่อกันอย่างดีที่สุด
 

ภาพสุดท้ายของแม่ ขณะนั่งฟังธรรมหลวงพ่อ ณ สวนหมากป่าซับมะรัว อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เช้าวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2557 ก่อนละสังขาร 1 วัน


ในที่สุด เช้าวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 08.30 น. มารดาได้ละสังขารโดยไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ยังเป็นปรกติดีทุกประการ เวลาจะสิ้นลมท่านได้เรียกบุตรสาวคนเล็กที่อยู่ด้วยเพียงสองสามคำท่านก็ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ ร่างกายยังอ่อนนุ่มเหมือนคนนอนหลับ เมื่อละสังขารไปแล้ว ท่านได้ไปจุติบนสวรรค์ชั้นสูงสุดทันที หลวงพ่อเล่าให้ฟังในวันที่ท่านเมตตาพาพระเณรเดินภาวนามาโปรดถึงที่บ้านของมารดา เมื่อตอนดึกของวันที่เผาศพมารดา เป็นระยะทางมากกว่า 12 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้านานกว่าสองชั่วโมง เพราะท่านทราบว่า บุรุษผู้โง่เขลากำลังเจริญภาวนาอยู่ข้างเมรุตามลำพัง เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่มารดา หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า โยมแม่ท่านไปเสวยบุญอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงสุด วิมานสวยงามตระการตาและมีข้าบริวารมาก โยมแม่บอกหลวงพ่อว่า "ขอเสวยบุญบนวิมานสักระยะแล้วจะรีบลงมาเกิดเพื่อจะได้ทันหลวงพ่อ" และยังได้บอกต่อไปว่า ท่านได้มาพบหลวงพ่อช้าไป บุญจึงยังไม่มากพอที่จะเห็นธรรมได้ ส่วนบาปในภพนี้ก็ไม่มีอะไรนอกจากได้เลี้ยงหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อทอผ้าขายส่งลูกเรียน เพราะเป็นหน้าที่ของมารดาที่มีต่อลูกๆ และก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ส่วนบาปอื่นไม่มีจึงได้ละสังขารแบบสบาย
 


 
 
นอกจากนั้น หลวงพ่อยังได้เล่าต่อไปว่า ในอดีตชาติของมารดาก่อนที่จะลงมาเกิดในภพนี้ ท่านก็เคยเสวยบุญอยู่บนสวรรค์ชั้นที่หกมาก่อน แต่หมดอายุขัยบนสวรรค์จึงลงมาเกิดสร้างบุญบารมี แล้วก็ได้กลับไปอยู่บนสวรรค์ชั้นที่หกอีกครั้ง หลวงพ่อบอกต่อไปว่า ผู้มีบุญและเป็นเทวดาชั้นสูง สามารถอธิษฐานจิตลงมาเกิดได้ และเลือกที่จะไปเกิดในตระกูลของผู้มีบุญ และมักเป็นตระกูลที่เป็นชาวบ้านธรรมดา เพราะหากไปเกิดในตระกูลที่ร่ำรวยแล้ว อาจทำให้หลงเพลินในทรัพย์สินเงินทองจนกลับไปสร้างกรรมเลวได้ ดังนั้นผู้มีบุญผู้ปรารถนาพระนิพพานจึงมักเลือกมาเกิดเป็นชาวบ้านธรรมดา และด้วยอานิสงส์ผลบุญที่แม่สร้างมาทั้งหมด จึงทำให้อัฐิของท่านมีความขาวบริสุทธิ์ดั่งจิตใจของท่าน ลูกจึงขออนุโมทนา หากลูกมีบุญวาสนาได้เห็นธรรมในกาลข้างหน้า ก็ขอให้ได้มาสนทนาธรรมกันอีกครั้ง นะครับแม่

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
14 มีนาคม 2557
 

 
อัฐิของแม่ขาวบริสุทธิ์ดั่งจิตใจของท่าน
 







 
แจกแจงธรรมเมื่อครั้งบิดาสิ้นอายุขัยปี 2555

ท่านทั้งหลาย ผมขอยกเอาตัวอย่างการทำหน้าที่สุดท้ายของบุรุษผู้ยังโง่เขลาที่มีต่อบิดา เมื่อครั้งที่บิดาได้สิ้นอายุขัยเมื่อกลางปี 2555 ตามภูมิธรรมและสติปัญญาที่เขามีอยู่ในขณะนั้น มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง และขอให้อ่านเป็นแต่เพียงนิทานธรรมเท่านั้น ดังข้อความจดหมายตอบคุณพรเมื่อกลางปี 2555 ดังต่อไปนี้ครับ


 


สวัสดีครับพร
ต้องขอบคุณที่คอยให้กำลังใจด้วยดีเสมอมา คงเป็นเช่นนี้มาหลายภพแล้ว

ผมเองไม่ได้บอกใครเท่าใดนัก เนื่องจากเกรงจะลำบากกัน คิดว่าเสร็จงานแล้วจึงจะแจ้งให้ทราบทีเดียว

ผมเองได้เรียนรู้สภาวะธรรมที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เป็นสภาวะจริงๆที่พ่อได้แสดงให้ผมได้พิจารณาตั้งแต่อาการเจ็บป่วย อาการเวทนา อาการของลมหายใจสุดท้ายที่สงบมากจริงๆ และสภาวะอจินไตยต่างๆที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ผมเองไม่ได้มีอาการเศร้าโศกเสียใจ หรือยินดียินร้ายในสภาวะต่างๆ มีแต่อาการอุเบกขาล้วนๆทรงอยู่แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ เมื่อผมได้พิจารณาธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น กลับปรากฏว่าภายในจิตใจของผมได้ตัดความห่วงใยแบบพ่อลูกออกไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่ความเมตตาที่ผมมีต่อท่าน ภพชาติได้ตัดออกจากกันแล้ว ยังเหลือแต่ความเมตตาล้วนๆ เหลือแต่ความกตัญญูในวาระสุดท้าย เหลือแต่การงานชอบคือการดูแลชอบจนถึงวาระสุดท้ายของท่าน ใครจะเห็นไม่เห็น หรือจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจในการกระทำของผมก็ชั่ง ความบริสุทธิ์แห่งจิตใจที่ทุ่มเทให้กับท่านก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น

เมื่อคราใดที่พ่อเกิดอาการเวทนา ผมเป็นผู้พิจารณาอาการอยู่ เมื่อเห็นที่สุดแห่งอาการนั้น จิตใจอันกล้าหาญของผมก็บังเกิดขึ้น ในการที่จะยกเอาธรรมที่เพิ่งบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ยกเอาคำสอนของพระพุทธองค์และคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ในเรื่อง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การเสื่อมสลายของธาตุขันธ์ การมิมีตัวตนในเรา การทำงานของกายและของจิต การยึดมั่นถือมั่น และการปล่อยวางในธาตุขันธ์ทั้งหลายลงเสีย เมื่อคราใดที่ผมได้ยกเอาธรรมขึ้นมาแสดง เมื่อคราใดที่ผมอธิษฐานจิตรวมพลังบุญทั้งหลาย เพื่อช่วยบรรเทาอาการเวทนาของท่าน ก็จะปรากฏคลื่นแห่งความเย็นและความสงบ จนทำให้ท่านอยู่ในอาการสงบอย่างน่าอัศจรรย์ท่ามกลางญาติพี่น้องที่รายล้อมอยู่ เมื่อคราใดที่ผมอาราธนาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ แลครูอาจารย์ ได้เมตตาแผ่ฉัพพรรณรังสีแลแสงสว่างปกคลุมมายังบิดาของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องนำทางท่านไปสู่สุคติภูมิด้วยเถิด ก็ปรากฏว่า พ่อได้เห็นแสงสว่างนั้นจริงๆ พร้อมกับได้ยกมือขึ้นพนมมือเพื่อเป็นการยืนยันว่า ท่านเห็นแสงสว่างจริงๆ เมื่อใกล้สิ้นลมหายใจหลายชั่วโมง ผมได้ยกเอาธรรมขึ้นมาแสดง และถามพ่อว่า ยังห่วงธาตุขันธ์อยู่หรือไม่ พ่อตอบว่า "ไม่" พ่อยังมีสิ่งใดยังห่วงอยู่อีกหรือไม่ ท่านก็ตอบว่า "ไม่" ผมก็บอกพ่อว่า "จงทิ้งมันเสีย กายเน่าๆนี้ ให้เหลือแต่จิตที่ใสๆเบาสว่างไสวนะ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์นะ ให้ภาวนาพุทโธนะ" พ่อพยักหน้าและคลายอาการเวทนาลง จนในที่สุด ท่านก็เข้าสู่ความสงบจนนาทีสุดท้ายแห่งชีวิต ไม่มีผู้ใดเห็นกับผม ไม่มีผู้ใดทราบว่าผมได้เพ่งมองอาการสุดท้ายของท่าน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าผมได้กำหนดลมหายใจแบบแผ่วเบาไปกับท่าน ผมบอกท่านเบาๆว่า ใจเบาๆ นึกถึงความใสความเย็น ตามแสงสว่างนะ นี่คือหน้าที่สุดท้ายของผมที่มีต่อพ่อในภพสุดท้ายนี้

นอกจากนั้น ความมหัศจรรย์หลายๆเรื่องได้บังเกิดขึ้นระหว่างผมกับพ่อนั้น ยากที่บุคคลอื่นจะเข้าใจได้ แม้ท่านจะเกิดอาการเวทนาที่สุดประมาณ แต่พลังแห่งบุญที่ท่านสั่งสมมา และพลังบุญของผมผู้เป็นลูกต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ต่างประคับประคองกันจนวาระสุดท้าย มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ เมื่อใกล้วาระท่านจะสิ้นลมหนึ่งวัน ผมได้กระทำหน้าที่เป็นสะพานบุญสุดท้ายให้ท่าน ด้วยการนำปัจจัยส่วนตัวของผมและบรรดาลูกๆจำนวนหนึ่งไปให้ท่านอธิษฐานจิตยกขึ้นเหนือหัว แล้วได้นำไปถวายหลวงพ่อพระอรหันต์เจ้าที่พวกเราเคารพศรัทธา เพื่อปรับปรุงถนนดินเลนทางเข้าวัด เพื่อเป็นการสร้างผลานิสงส์ช่วยเป็นสะพานนำท่านไปสู่ภพภูมิที่สว่างไสว ปรากฏว่า ขณะที่ผมได้ถวายปัจจัย และถวายภัตตาหารเช้าใกล้เสร็จแล้ว ได้มีโทรศัพท์จากหลานสาวว่า พ่อได้เสียแล้ว ทันใดนั้นเสียงจั๊กจั่นร้องดังลั่นสนั่นหวั่นไหวไปทั้งวัดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับมีคลื่นบางอย่างแผ่เข้ามาที่ตัวผม ผมได้ฟังก็นิ่งเฉย ไม่ได้แสดงอาการใดๆ หลวงพ่อก็ได้แสดงธรรมให้ฟัง แต่เมื่อผมกลับไปถึงบ้าน กลับปรากฏว่า พ่อได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว ผมก็ยังงงๆอยู่ว่า เมื่อเกือบชั่วโมงที่แล้วท่านละสังขารไปแล้ว ผมจึงทราบว่าท่านมารับอานิสงส์ด้วยจิตของท่านเอง แต่อายุขัยยังไม่สิ้นจึงต้องหวนคืนสู่ร่างอีกครั้ง รวมทั้งเรื่องนิมิตของผมที่เห็นภาพล่วงหน้า เห็นอาการก่อนละสังขารของท่าน ก็เกิดขึ้นจริงตามนิมิต แม่ของผมก็เกิดนิมิตเห็นขบวนของเทวดาตั้งแถวมารับตั้งแต่วัดมาจนถึงบ้านในวันที่ท่านจะสิ้นใจ อีกทั้งพ่อเองก็ฝันว่ามีเทวดามารับท่านขณะที่นอนอยู่โรงพยาบาล และป้าสีผู้มีญาณในก็สามารถเห็นท่านออกจากร่างพาไปดูเสบียงที่ท่านสร้างไว้ขณะที่ป้าสีนั่งภาวนาเฝ้าท่านอยู่ อีกทั้งเนื้อหนังมังสาของท่านก็ยังอ่อนนุ่มเหมือนยังมีชิวิตอยู่ เหมือนกับนอนหลับอยู่ และอีกหลายๆอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้

การเจ็บป่วยและการสิ้นอายุขัยของพ่อในครั้งนี้ ทำให้ผมมีอินทรีย์ที่แข็งแกร่งขึ้น มีโอกาสได้เรียนรู้สภาวะธรรมที่หาจากที่อื่นไม่ได้ และได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อพระอรหันต์เจ้า ประหนึ่งหลวงพ่อจะรู้ว่า ผมต้องใช้อินทรีย์ที่เข้มแข็งในการดูแลพ่อตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์แบบไม่ได้หลับได้นอน ท่านจึงพานั่งภาวนา เดินจงกรม และฟังธรรมตลอดคืนจนสว่างคาตา เพื่อเอาชนะใจของตนเอง คนอื่นอาจไม่ทราบว่า ท่านกำลังบอกอะไรอยู่ แต่ผมทราบทันทีว่าท่านกำลังฝึกอินทรีย์ให้กับผม ซึ่งก็ได้ผลเมื่อผมนำมาใช้กับการดูแลพ่อ ถือวิกฤติเป็นโอกาสในการฝึกความอดทน และถือโอกาสทดแทนบุญคุณบิดาเป็นที่สุด ก็ปรากฏมีคลื่นพลังบุญ คลื่นแห่งความปีติ คลื่นพลังประหลาดแบบอิ่มเอิบบอกไม่ถูก นี่คือผลที่ได้ปฏิบัติธรรมกับพระอริยเจ้า ได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ครูอาจารย์พร้อมๆกันถึง 2 พระองค์ ทั้งจากภูดานไหแดนไกล และโคกปราสาทที่อยู่ใกล้ และรวมถึงการมีกัลยาณมิตรธรรมที่ดี จึงทำให้เราผ่านพ้นวิกฤติของชีวิตมาได้อย่างสง่าผ่าเผย

ขอคุณงามความดีทั้งหลายที่ผมได้กระทำมาดีแล้ว ได้ย้อนกลับไปที่คุณพรและครอบครัว จงสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าพรจะเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมในภพในชาตินี้ด้วยเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 มิถุนายน 2555

(327) ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เสิงสางและครบุรี

ตอนที่ 1
ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา

ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา หลวงพ่อพระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ได้พาคณะพระเณรและอุบาสกอุบาสิกา ไปเจริญภาวนากัมมัฏฐานและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ บริเวณไร่มันสำปะหลังใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งของอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ตามคำนิมนต์ของครูตุ๊กและครูเก่ง ค่ำคืนนี้ คณะพวกเราได้ฝึกความอดทน เพราะต้องนั่งต้องนอนอยู่บนก้อนดินที่ขรุขระ อากาศก็หนาวเย็นพอควร ขณะฟังธรรมนอกจากจะมีชาวบ้านแล้ว ก็ยังมีชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณพากันมาจำนวนมาก

ท่านทั้งหลาย มีเหตุการณ์หนึ่งที่อยากจะเล่าให้ทุกท่านฟัง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ก็คือ ขณะที่หลวงพ่อแสดงธรรม ได้มีชาวบ้านผู้หนึ่งเข้ามาทดสอบหลวงพ่อ เล่นคุณไสยเสกตะขาบไปไต่ใบหน้าของหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อก็เมตตามิมีประมาณ ท่านมิได้แสดงอาการใดๆ และยังคงแสดงธรรมด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม พร้อมกับแผ่เมตตาไป ในที่สุดผู้เฒ่าก็เลิกลาไปเอง เหตุเช่นนี้หากผู้ใดมีเจตนาร้ายต่อพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือยิ่งเป็นพระอริยเจ้าและพระอรหันต์แล้ว บาปกรรมนั้นจะหนักมาก แต่หากรู้ตัวและได้ขอขมา กรรรมนั้นจึงจะทุเลาเบาบางลง กรรมและภพภูมิที่จะไปในภพหน้าของเหล่าเดรัจฉานวิชชาก็คือ ไปเสวยวิบากกรรมในนรก แล้วกลับมาเป็นเปรตอสูรกาย หนักเบาเป็นไปตามกรรมที่ได้กระทำแล้วในภพนี้ จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้นิยมเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำเป็นอย่างดีครับ
 






ตอนที่ 2
ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ที่อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ท่านทั้งหลาย หลังจากคณะของหลวงพ่อผู้ติดดินแห่งวัดโคกปราสาท ได้ไปภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ป่ามันใกล้อำเภอเสิงส
าง จังหวัดนครราชสีมา จนตลอดค่ำคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 และล่วงเลยถึงเช้าวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2557 แล้ว ชาวคณะจึงได้ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังอำเภอครบุรีที่อยู่ไม่ไกลกันนัก โดยมุ่งหน้าไปยังบ้านญาติของคุณรี่ ซึ่งเป็นคหบดีของอำเภอนี้ ก็เพื่อไปโปรดญาติพี่น้องของเขา หลังจากนั้นจึงได้มุ่งหน้าไปยังป่าซับมะรัว ซึ่งเป็นสวนหมากและสวนผลไม้ประจำตระกูลของบรรพบุรุษคุณรี่ ที่มีอาณาบริเวณมากกว่าร้อยไร่ สถานที่แห่งนี้นับเป็นสถานที่อาถรรพ์เพราะมีแหล่งน้ำซับไหลจากใต้ดินตลอดทั้งปี และยังเป็นถิ่นของชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณมาแต่โบราณ บุคคลทั่วไปจึงไม่กล้าย่างกรายเข้าไปโดยไม่จำเป็น แม้แต่หลวงพ่อเองก็เคยมาโปรดในสถานที่แห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาสเมื่อหลายสิบปีมาแล้วครั้งหนึ่ง หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งกระโน้น มีชาวโลกทิพย์เป็นผู้หญิงมาจากซับมะรัวแห่งนี้ เชิญให้ท่านไปดูสถานที่และจะมอบลูกแก้วให้เพราะเธอดูแลมานานแล้ว แต่หลวงพ่อท่านปฏิเสธไม่รับ และปัจจุบันเธอได้ไปเกิดใหม่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะได้มาในสถานที่แห่งนี้ในครั้งนี้ หลายๆคนได้นิมิตล่วงหน้า และได้สนทนากับชาวโลกทิพย์มาแล้ว เมื่อมาปฏิบัติในสถานที่นี้แล้ว ต่างคนต่างก็ได้รับประสบการณ์และเรื่องราวอจินไตยต่างกันไป แม้แต่มารดาของบุรุษผู้ยังโง่เขลา ยังได้รับอานิสงส์มากมิมีประมาณ ก่อนที่ท่านจะได้ละสังขารในวันถัดมา ดังจะเห็นได้จากในเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2557 บุรุษผู้ยังโง่เขลาได้สอบถามผู้เป็นมารดาว่า "แม่ภาวนาและหลับดีไหม" มารดาตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างปีติสุขว่า "แม่ภาวนาดีมาก และนอนหลับสบายดี" โดยไม่มีร่องรอยของผู้ที่กำลังจะจากไปในวันพรุ่งนี้ ซึ่งยายบุญที่นั่งอยู่ใกล้กันก็บอกว่า เห็นแม่นั่งภาวนาตัวตรงและนั่งนิ่งอยู่นานแสนนาน นอกจากนั้น แม่ยังได้รับอานิสงส์จากการได้ฟังธรรมบทหนึ่งที่หลวงพ่อได้เทศน์สอนว่า บรรพบุรุษของคุณรี่ยังคงวนเวียนอยู่ในป่าซับมะรัวแห่งนี้ ก็เพราะเป็นห่วงในทรัพย์สินที่ได้สร้างมา ไม่ว่าจะเป็นป่ามะพร้าวสวนหมากและไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ แม้มีผู้ใดบุกรุกเข้ามาก็แสดงฤทธิ์ขับไล่ผู้คนออกไป จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขโมยของอีก และยังคงเฝ้าสถานที่แห่งนี้มานานหลายรุ่นแล้ว และหลวงพ่อยังรู้อนาคตของผู้ที่จะมาเป็นผู้เฝ้าป่าแห่งนี้อีก และจะเป็นวิญญาณเฝ้าสถานที่แห่งนี้ไปอีกนานนับเป็นพันๆปี ด้วยความห่วงในทรัพย์สินที่สร้างมา จากธรรมบทนี้ที่แม่ได้นำมาเป็นอุบายในการพิจารณาตัดความห่วงใยทั้งหลายออกไป เพราะได้สนทนากันกับผู้เป็นบุตรชายและบุตรสาวตลอดเส้นทาง ก่อนที่แม่จะละสังขารเพียงหนึ่งวัน แม่จึงไปแบบสบายและสุคโต จึงเป็นค่ำคืนแห่งความจดจำของบรรดาญาติธรรมที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้ ด้วยความดีและบุญของแม่ มิรู้ลืม

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
14 มีนาคม 2557
 












 
ภาพสุดท้ายขณะมารดาของบุรุษผู้โง่เขลา(นั่งหน้าสุด) ไปปฏิบัติธรรมสัญจรก่อนละสังขาร 1 วัน
 
 

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

(326) ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดบรรพบุรุษของปลัดจุ๋ม

ท่านทั้งหลายเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 22 ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา หลวงพ่อผู้ติดดินแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ได้พาคณะลูกศิษย์ทั้งพระเณรและอุบาสกอุบาสิกา ไปภาวนาและโปรดวิญญาณบรรพบุรุษของปลัดจุ๋ม (ปลัด อบต.หลุ่งตะเคียน) ณ กลางทุ่งนา บ้านปิดทอง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ตามคำนิมนต์ของปลัดจุ๋ม และในค่ำคืนนี้ หลายๆคนได้ภาวนาจนสว่างคาตา สลับกับการแสดงธรรมโดยรวมของหลวงพ่อ และคำสั่งสอนชี้เฉพาะตัวบุคคลดังนี้

"ความหลงในไลน์ ในมือถือ"

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อขึ้นบทคำสั่งสอนลูกศิษย์ผู้หนึ่งโดยเฉพาะอย่างเด็ดเดี่ยวชัดเจนว่า "หลวงพ่อสังเกตมาหลายครั้งแล้ว เวลาหลวงพ่อกำลังแสดงธรรม เห็น "ด็อกเตอร์" ง่วนอยู่กับมือถือ เดี๋ยวก็กดไลน์ เดี๋ยวก็เปิดเดี๋ยวก็ปิดมือถือ เหมือนกับเด็กดีใจที่ได้กบ และหลงลูบขาลายของกบอยู่นั้นแหละ ชั่งหลงอยู่ได้ นี่ปัญญายังไม่รอบด้านนะ ปัญญายังไม่เฉียบแหลม สติยังไม่ต่อเนื่อง เพราะขาดสติจึงพลั้งเผลอให้กับกิเลส กิเลสมันมาในรูปแบบใหม่ มาในมือถือ รู้ไม่ทันจึงหลงมัน แทนที่จะได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามคำที่หลวงพ่อแสดงทุกถ้อยคำ เพราะเมื่อครั้งสมัยพุทธกาลผู้ที่ตั้งใจฟังธรรมแล้วพิจารณาตามจนได้สำเร็จมรรคผลมาก็มาก แต่นี่กลับไปเสียท่าให้กับมือถือเสียแล้ว" (ตกแต่งและเพิ่มเติมคำ และอาจสลับถ้อยคำบ้างเพื่อความเข้าใจง่าย)

เมื่อได้ฟังธรรมอย่างชัดแจ้งเช่นนี้แล้ว ถึงกับทำให้บุรุษผู้นี้ยอมสยบในคำสั่งสอนของหลวงพ่อ โดยไม่มีวิจิกิจฉาใดๆจะมาโต้แย้งได้ มีแต่ความสำนึกในบุญคุณที่ท่านได้เมตตาสั่งสอนลูกศิษย์ เพราะท่านเลือกเวลาและโอกาสที่จะบอกกล่าวสั่งสอนลูกศิษย์ตามกาลอันควร โดยไม่มีข้อลำเอียงต่อผู้หนึ่งผู้ใด ไม่รักไม่เกลียดผู้ใดมากน้อยกว่าใคร มีแต่ความเมตตาล้วนๆ คำสั่งสอนแบบหนักๆ ออกหมัดแบบตรงๆนั้น เป็นคุณลักลักษณะเฉพาะของพระผู้พ้นแล้ว เพราะธรรมไม่กลัวกิเลส กิเลสใดกำลังเกาะกุมหัวใจของลูกศิษย์อยู่ ท่านจะกระแทกกิเลสนั้นแบบตรงๆ แต่ก็ต้องเป็นไปตามสภาวะจิตของลูกศิษย์แต่ละคน เมื่อท่านหยั่งรู้แล้วว่าบุคคลนี้สามารถจะทนต่อคำสอนแบบตรงๆของท่านได้ ท่านจึงจะแสดงออกมา เพราะท่านรู้วาระจิตของทุกคน และรู้วาระที่จะปลดข้อติดขัดของลูกศิษย์แต่ละคนได้ จึงเป็นความเมตตากรุณาอย่างที่สุดที่ลูกศิษย์จะจดจำ และจะนำไปประพฤติปฏิบัติตามอย่างปฏิปทาของพ่อแม่ครูอาจารย์ต่อไป

"วิญญาณแสดงวิบากกรรม"

ท่านทั้งหลาย นอกจากหลวงพ่อจะได้แสดงธรรมและพาลูกศิษย์ภาวนากัมมัฏฐานแล้ว ยังมีเรื่องราวอจินไตยบางอย่างเกิดขึ้นเช่น ขณะที่สามเณรต๊ะ ผู้เป็นเนื้อนาบุญได้เจริญพระกัมมัฏฐานอยู่กลางทุ่งนาห่างออกไปจากกลุ่มเล็กน้อย ท่านเห็นวิญญาณสองดวงเข้ามาหาท่าน หนึ่งในนั้น เป็นบุรุษที่ศรีษะมีแต่เนื้อสมอง ไม่เห็นกระโลกศรีษะ เขาเข้ามาขอส่วนบุญและบอกว่า เหตุที่เขาเป็นอย่างนี้เพราะเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ เขาใช้ปัญญาในการคดโกงเขา ใช้เล่เหลี่ยมหลอกหลวงคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ผลของกรรมจึงต้องมาเสวยวิบากกรรมเป็นผีไร้กระโหลก ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างที่เห็น จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนหัวดีหรือคนหัวหมอเป็นอย่างดีครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
25 กุมภาพันธ์ 2557






 

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

(325) อนุโมทนากับกองบุญร่วมสร้างถนนคอนกรีตทางเข้าวัดโคกปราสาท

 
 
อนุโมทนากองบุญทำถนนคอนกรีตเข้าวัดในวันมาฆบูชา
วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา


ท่านทั้งหลาย เนื่องในวัน "มาฆบูชา" มหามงคลในปีนี้ ได้มีญาติธรรมผู้ใจ
บุญจากจังหวัดชลบุรี มาถวายปัจจัยเพื่อร่วมสร้างถนนคอนกรีตทางเข้าวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา โดยมีประธานอุปถัมภ์คือ คุณไพรัตน์ กนกและครอบครัว และผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการระดมกองบุญนี้ก็คือ คุณอภิเสฐ บุญพวง รวมทั้งญาติพี่น้องและมิตรสหาย ได้ร่วมบุญกันมาเป็นเงินปัจจัยรวมทั้งทั้งสิ้น 210,337 บาท และได้ทำการเทถนนคอนกรีตด้วยเงินจำนวนนี้ได้ระยะทางร้อยกว่าเมตรเรียบร้อยแล้ว ถนนยังเหลืออีกราวเกือบ 500 เมตร จึงยังเหลือให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมบุญอีกระยะหนึ่ง

ท่านทั้งหลาย ถนนคอนกรีตเข้าวัดเส้นนี้ หลวงพ่อบอกว่า เป็นเส้นทางสะสมบุญของนักสร้างบารมีเพื่อมุ่งสู่พระนิพพานให้เต็มเร็วยิ่งขึ้น เพราะอานิสงส์มีมากมิมีประมาณ ดังที่เทวดาได้มาแสดงนิมิตให้หลวงพ่อเห็นแล้ว และในปัจจุบันหรือในอนาคต เส้นทางบุญนี้จะเป็นที่สัญจรบิณฑบาตของพระอรหันต์ พระอริยเจ้า พระเณร อุบาสกอุบาสิกา และประชาชนทั่วไป ใช้สัญจรไปมาทั้งการมาทำบุญ การภาวนา และการใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน
 




นอกจากนั้น ยังมีผู้ร่วมสมทบทุนสร้างถนนผ่านบัญชีของ ดร.นนต์ เพิ่มเติมดังนี้

1. คุณปิยะมน รักษาวงศ์ 350 บาท
2. คุณกันธิมา หนูพันธุ์ 300 บาท
3. คุณวัชรินทร์ (Watcharin Lays) 500 บาท
4. คุณธนาวรรณ ริยะกุล 500 บาท
5. คุณพันรบ - คุณมานพ กองราชา และครอบครัว  10,000 บาท

รวมเงินปัจจัยทั้งหมด 221,987 บาท
 
จึงขออนุโมทนาบุญกับผู้ใจบุญทุกท่าน และขอผลานิสงส์ทั้งหลายที่ผมได้สร้างสมมาทั้งหมด ได้แผ่ไปถึงทุกท่านมิมีประมาณ ขอให้สุขสำราญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

หมายเหตุ สามารถร่วมบุญสร้างถนนคอนกรีตโดยตรงที่วัดโคกปราสาท หรือจะโอนเงินผ่านบัญชีของ ดร.นนต์ ดังนี้ (โอนแล้วกรุณาแจ้งมาที่ ดร.นนต์)

ชื่อบัญชี  นายณัฐนนต์ สิปปภากุล
        503-269483-3
        ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครราชสีมา ประเภทออมทรัพย์

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
18 กุมภาพันธ์ 2557
 


 

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

(324) สภาวธรรมวันปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่

 



 
ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันโกน 13 กุมภาพันธ์ 2557 ก่อนวันพระใหญ่ "มาขบูชา" ในปีนี้ บุรุษผู้ยังโง่เขลาได้ถือโอกาสไปปลีกวิเวกภาวนา ณ "ป่าหุบใหญ่" ดินแดนมหัศจรรย์ดังที่เคยเล่ามาแล้ว โดยมีเพื่อนคือคุณเสนีย์ได้ร่วมเดินทางไปภาวนาด้วย ในค่ำคืนแห่งวันโกนนี้ ทั้งป่ามีเพียงแค่บุรุษสองคนที่อยู่ในป่าลึกลับแห่งนี้ เมื่อค่ำลงทั้งสองได้แยกกันออกไปภาวนา และอยู่ห่างกันมากพอควร บรรยากาศจึงเงียบสงบและวังเวงสุดๆ โดยบุรุษผู้โง่เขลายังคงอาศัยกระท่อมน้อยข้างริมธารที่อยู่ติดกันกับวังของพญานาค ส่วนคุณเสนีย์เลือกที่จะไปอาศัยกระท่อมน้อยใกล้ลานกว้างข้างนอกเป็นที่ภาวนา เพื่อปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็งก่อน

ท่านทั้งหลาย การภาวนาในค่ำคืนนี้ มีประสบการณ์บางอย่างเกิดขึ้น และอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยมิมีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมาให้หลงใหล เพียงแต่อยากจะสร้างกำลังใจให้แก่นักภาวนาเท่านั้น  ดังปรากฏการณ์ต่อไปนี้ ในขณะที่บุรุษผู้หนึ่งกำลังสวดมนต์และแผ่เมตตา ก็ปรากฏคลื่นสัมผัสแผ่เข้ามามากมาย แม้จะไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน แต่จิตก็รับรู้ถึงผู้มาเยือนว่าเป็นภูมิเจ้าถิ่นเข้ามาหาระลอกแล้วระลอกเล่า หากผู้ใดจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อเจอสภาวะแบบนี้ก็อาจเสียสติหรือวิปลาสได้ แต่ด้วยเหตุที่บุรุษผู้นี้ได้ละสักกายะทิฏฐิเบื้องต้น ซึ่งเป็นการละสังโยชน์ได้แล้ว ความกลัวแบบปุถุชนทั่วไปจึงไม่มี ยังเหลือแต่ความสำรวมในกายวาจาใจ ความไม่มีตัวตน ความไม่มีดีอะไร เพราะไม่มีอะไรจะไปอวดเก่งใส่ผู้ใด มีแต่ความอ่อนน้อมแลเมตตา และมีแต่ความนับถือในความเป็นธรรมชาติของกันและกัน จิตจึงตั้งมั่นอยู่กับการภาวนา แม้บางครั้งมีสิ่งใดปรากฏขึ้นมา จิตก็เฝ้าระวังความคิดว่า จะหวาดหวั่นไปกับสิ่งรอบข้างหรือไม่ ดังจะเห็นได้ว่า มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งราวสามทุ่มกว่าๆ ขณะเขานั่งภาวนา ปรากฏมีลมกรรโชกเข้ามาเป็นช่วงๆ มีกิ่งไม้หักหล่นใส่หลังเต็นท์ และมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมา แม้เต็นท์จะเปิดรับลมเต็มที่ หากฝนตกลงมาน้ำก็ต้องเข้าเต็นท์และเปียกปอนอย่างแน่นอน แต่ขณะนั้นจิตของเขากำลังรวมและแน่วแน่ตัวตรงเป๊ะ จิตจึงไม่หวาดหวั่นว่าจะเกิดอะไรขึ้น เปียกเป็นเปียก ไม้จะหล่นใส่หัวก็ชั่งมัน ให้รักษาสมาธิ ให้รักษาธรรมเอาไว้ แม้จะตายก็ยอม สุดท้ายจิตก็รักษาธรรมเอาไว้ได้

ต่อมา ขณะที่จิตสงบ ปรากฏจิตเสมือนรู้ได้ว่า มีเธอผู้เป็นธิดาพญานาคที่อยู่ในวังข้างกระท่อมน้อย เธอมารำพึงรำพันถึงผู้เคยเป็นคู่บารมีที่กำลังภาวนาอยู่กระท่อมบริเวณลานกว้างข้างนอกโน้น เพราะชายผู้เป็นที่รักของเธอ จิตใจเขายังไม่พร้อมที่จะเข้ามาภาวนาในกระท่อมข้างในที่เขาได้สร้างไว้ตรงต้นน้ำ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเธอ เมื่อพิจารณาไป จิตก็เห็นสภาวะความทุกข์ของเธอ บุรุษผู้นี้จึงถือเอาโอกาสนี้มาพิจารณาเรื่องของทุกข์อริยสัจ เพื่อแสดงธรรมทั้งต่อตัวเธอและตัวเองว่า แม้ความเกิดความแก่ความเจ็บความตายก็เป็นทุกข์ แม้ความรักความเกลียดความชังก็เป็นทุกข์ แม้ความพลัดพรากจากของรักของเจริญใจก็เป็นทุกข์ แม้ความรำพึงรำพันก็เป็นทุกข์ แม้ความคับแค้นแสนทุกข์ใจก็เป็นทุกข์ แม้ความเศร้าโศกเสียใจก็เป็นทุกข์ แม้ความไม่สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ และแม้แต่ขันธ์ห้าก็เป็นทุกข์ พิจารณาไปเท่าไร ก็เห็นแต่ความทุกข์ทั้งของเรา ของเขา และของเธอ ทุกข์มากแท้หนอ เกิดกี่ภพกี่ชาติ เกิดเป็นอะไรๆก็หนีไม่พ้นทุกข์อริยสัจ แม้ตายจากกัน อยู่กันคนละภพภูมิแล้ว จิตก็ยังรำพึงรำพัน จิตยังยึดมั่นหลงใหลอยู่ในความรัก แม้พลัดพรากจากกันไปนานแสนนาน ก็ยังเฝ้ารออยู่ได้ เราก็ไม่ต่างจากเธอหรอก เราก็หลงจนเป็นทุกข์เหมือนกันกับเธอมาทุกภพทุกชาติ ทุกข์ในความรัก ทุกข์ในกามตัญหาแลราคะอันเป็นห่วงรัดตรึง จึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารไม่สิ้นสุด ยิ่งพิจารณาไปเท่าไร ก็ยิ่งสงสารทั้งตัวเธอและตัวเอง พิจารณาลึกลงไปอีกในกายสังขาร เมื่อแตกดับไปก็กลายไปเป็นดิน ไม่เหลือเป็นตัวเป็นตน เหลือแต่ใจที่ยังหลงใหลในกันและกัน กี่ภพกี่ชาติก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น เกิดใหม่ในร่างใหม่ความทรงจำก็หาย ไปเป็นสามีหรือภรรยาของผู้ใหม่อยู่เรื่อยไป ไม่แน่นอน จึงได้แต่สงสาร พลันน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาระลอกแล้วระลอกเล่า ร้องออกไปไม่อายผู้ใดแล้ว เพราะเห็นสัจธรรมในความเป็นจริงของทุกข์อริยสัจ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาในกาลปัจจุบันขณะนั้น จิตจึงมีความห้าวหาญเด็ดเดี่ยว จึงลั่นสัจอธิษฐานออกไปว่า ข้าพระพุทธเจ้าขออธิษฐานจิตบารมีหยั่งลงในพื้นปฐพีแห่งนี้ และขอปักลงใจกลางสามแดนโลกธาตุว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะขอเพียรภาวนาเพื่อละกิเลสออกไปจากใจให้ถึงที่สุด ข้าพระพุทธเจ้าจะขอละกามตัณหาแลราคะอันเป็นสังโยชน์ทั้งหลายนับตั้งแต่บัดนี้ พลันจิตเกิดปีติซาบซ่านและตื่นเบิกบานอย่างอัศจรรย์ เมื่อรู้เห็นสภาวะนั้นแล้ว จิตก็ละวางสภาวะนั้นลงในทันที แม้น้ำตาแลความปีติยินดีเมื่อสักครู่ก็ดับลงไป ไม่หลงเหลือความยึดมั่นในสภาวะนั้นอีก ยังเหลือแต่ความทรงจำเพื่อมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น ส่วนสภาวะความจริงแท้ทั้งหลายที่เกิดขึ้นที่ใจ มิสามารถยกออกมาอธิบายเป็นตัวอักษรได้ทั้งหมด

ต่อมา ขณะที่บุรุษผู้นี้กำลังนั่งภาวนาในราวตีสามกว่าๆ ได้ยินเสียงเพื่อนละเมอดังลั่นอยู่นาน จิตพิจารณาเห็นความไม่ปรกติจึงได้แผ่บุญไปถึง พอตอนเช้าได้สอบถามจึงได้ความว่า คืนนี้เขาก็ภาวนาดี แต่เผลอหลับไป รู้สึกตัวว่ามีคนกำลังบีบขอ จึงต้องร้องขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวแล้วเขาจึงลุกขึ้นมาภาวนาและเดินจงกรมต่อจนสว่าง เมื่อทราบเรื่องราวแล้ว จึงให้กำลังใจไปว่า ภพภูมิเขาคงอยากให้ภาวนากระมัง จึงหาวิธีปลุกเรา เขาคงไม่คิดร้ายหรอก ค่อยๆเรียนรู้ไป แล้วจิตภาวนาจะก้าวหน้าขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนสว่าง ขณะที่บุรุษผู้นี้ภาวนาปรากฏว่า จิตรวมสงบ มีแสงสว่างเกิดขึ้นหลายครั้ง และในตอนหนึ่งได้ปรากฏอาทิตย์ดวงโตส่องแสงสว่างขึ้นในท่ามกลางความมืด ต่อมาจิตบอกว่าญาณกำลังจะเกิดขึ้น สักพักภาพบางอย่างปรากฏขึ้นเป็นชั้นๆ จิตเฝ้าดูอยู่ไม่ปรุงแต่ง เพราะรู้ว่ามันไม่เที่ยง ต่อมาจิตถอดออกจากร่างกาย สติยังตั้งมั่นอยู่ จิตขอเรียนรู้จึงกำหนดไปว่า จะไปในที่ใด แม้จะยังควบคุมทิศทางและความเร็วยังไม่ได้ แต่จิตก็ได้เรียนรู้บ้างแล้ว จึงไม่ติดใจหรือหลงใหลในสิ่งนี้อีก จิตบอกต่อไปว่า อยากจะเกิดก็เกิด ไม่เกิดก็ไม่ต้องเกิด เพราะว่า แม้จะเกิดหรือไม่เกิดก็ต้องละวางอยู่ดี เมื่อได้เวลาจิตก็ถอนออกมาพอดีเวลา 05.50 น. เรื่องราวจึงจบลง

ท่านทั้งหลาย เรื่องเล่านิทานธรรมนี้ เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว ส่วนความจริงแท้ทั้งหลายยังเกินวิสัยที่จะบอกทุกท่านได้ จึงโปรดใช้วิจารณญาณกันเอาเองนะครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
15 กุมภาพันธ์ 255

(323) ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ ป่าหุบใหญ่

 
 
ดร.นนต์ ดร.ขวัญสุมาณา และอุบาสิกาสำรวย มาพบกันและร่วมสร้างบารมีกันอีกครั้งในภพนี้
 
 
หลวงพ่อพระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาทและคณะลูกศิษย์
ไปโปรดชาวบังบด ณ ป่าหุบใหญ่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2557


ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2557 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้
วยแถลง จ.นครราชสีมา ได้เมตตาพาลูกศิษย์ไปภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ป่าหุบใหญ่ บ้านงิ้ว ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ตามคำนิมนต์ของ ดร.นนต์ ซึ่งดินแดนแห่งนี้นับเป็นสถานที่อัศจรรย์ เพราะเคยเป็นเมืองเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด มาตั้งแต่เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลของพระกกุสันโธพระพุทธเจ้า และยังมีภพภูมิต่างๆ ซ้อนกันอยู่หลายมิติ

อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้หนึ่งก็เคยนิมิตว่า ได้ลงไปเที่ยวชมบ้านเมืองของชาวบังบดมาแล้ว วันนี้จึงได้นิมนต์หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทไปโปรดถึงที่ "เมืองบังบดแห่งป่าหุบใหญ่" ตามสัจจะที่ตั้งใจไว้ คณะพวกเราบุกป่าและหุบเหวไปถึงที่นั่นราวบ่ายห้าโมงเย็น หลายคนตะลึงเพราะไม่คิดว่าในป่าแห่งนี้จะมีหน้าผาหินเหมือนน้ำตกในภูเขา เพราะอาณาบริเวณตำบลนี้ไม่มีภูเขา เมื่อดูแล้วประหนึ่งว่าเป็นปากทางเข้าเมืองลึกลับ ซึ่งความจริงแล้ว มีผู้นิมิตเห็นสถานนี้มาก่อนแล้วคือ หลวงพี่สุพรรณนิมิตเห็นสามครั้ง ท่านเห็นปากทางเข้าเมืองบังบดอยู่หลังก้อนหิน ส่วนคุณน้ามิตรผู้มีญาณในฝันที่แม่นยำ ท่านก็นิมิตเห็นในคืนก่อนมาว่า ปากทางเข้าเมืองบังบดคือ หน้าผาก้อนหินดังในภาพ ท่านได้เข้าไปในเมืองบังบดแห่งนี้ โดยเข้าทางด้านหลังก้อนหินใหญ่ที่ปิดปากทางอยู่ และตรงกันกับที่หลวงพี่สุพรรณเห็น คุณน้ามิตรยังได้เข้าไปช่วยชาวบังบดทำความสะอาดบ้านเมืองของเขา เพื่อรอรับคณะของหลวงพ่อ นอกจากนั้น คุณน้ามิตรยังเห็นมีฆ้องใบหนึ่งอยู่หน้าเมือง ท่านจึงพยายามจะเข้าไปตีแต่ถูกห้ามไว้ ซึ่งหลวงพ่อบอกว่า เป็นฆ้องใช้สำหรับตีเวลาพวกเขามีภัย หากน้ามิตรตีบ้านเมืองเขาคงวุ่นวายน่าดู เมื่อน้ามิตรได้เห็นสถานที่จริงถึงกับอัศจรรย์และอุทานว่า "แม่นแล้ว ตรงนี้อีหลี" หลวงพ่อบอกว่า "ก็เขาพากันมารอมากราบไหว้อยู่นี่เต็มไปหมด เห็นพวกเขาไหมล่ะ" ต่อมาคุณน้ามิตรและคุณเพชรได้ปลีกตัวออกจากหมู่คณะ มานั่งภาวนาอยู่ที่หน้าผาหินจนถึงตีสาม จึงกลับมาสวดมนต์ภาวนาอยู่กับหมู่คณะจนรุ่งเช้า
 






 
 
หลังจากที่หลวงพ่อได้พาลูกศิษย์เดินสำรวจป่าบางส่วนจากที่ยังเหลืออยู่นับพันกว่าไร่แล้ว ในตอนค่ำหลวงพ่อได้แสดงธรรมโปรดญาติโยมและชาวโลกทิพย์ไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะญาติธรรมชาวบ้านงิ้วและบ้านใกล้เคียงสนใจมาฟังธรรมมากกว่าสิบคน หลวงพ่อบอกว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพราะเคยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลของพระกกุสันโธพระพุทธเจ้า มีสาวกอรหันต์หลายพระองค์มาสร้างวัดเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา ปัจจุบันจึงไม่มีใครมาทำอะไรในสถานที่แห่งนี้ได้ และชาวบ้านที่มาฟังธรรมกันในวันนี้ ก็เคยเกิดในสถานที่นี้มาแล้ว มาในภพนี้จึงมีจิตผูกพันกับสถานที่นี้อีก หลายคนที่เคยเกิดร่วมกันมาตั้งแต่สมัยโน้น ได้บรรลุธรรมกันไปแล้วเป็นจำนวนมาก เมื่อได้เวลาพอสมควรหลวงพ่อจึงพาสวดมนต์และนั่งภาวนา หลังจากนั้นก็แสดงธรรมต่อจนถึงเที่ยงคืน จึงแยกย้ายกันไปเพียรภาวนา บ้างก็เดินจงกรม บ้างก็นั่งและนอนภาวนาตามอัธยาศัย ส่วนใหญ่ภาวนาจนสว่าง จึงนับว่าได้ผลานิสงส์มากมายมิมีประมาณ
 
 
อดีตชาติในดินแดนของพระกกุสันโธพระพุทธเจ้า

ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 บุคคลทั้งสามคือ บุรุษผู้ยังโง่เขลา อุบาสิกาท่านหนึ่ง และคุณครูน้อย ได้มาบำเพ็ญภาวนาแ
ละโปรดชาวโลกทิพย์ ณ ป่าหุบใหญ่ อ.โชคชัย นครราชสีมา อีกครั้งในภพนี้ ด้วยเหตุที่เคยสร้างสมบุญบารมี และเคยเป็นครอบครัวเดียวกันมาก่อนในภพภูมิแห่งนี้ เมื่อนมนานกาเลมาแล้ว หลวงพ่อพระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาทท่านเล่าว่า "ป่าหุบใหญ่" เคยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาที่เจริญถึงขีดสุดของ "พระกกุสันโธพระพุทธเจ้า" มีพระอรหันต์สาวกหลายพระองค์มาสร้างวัดเจริญเรื่อยมา รวมทั้งเคยเป็นเมืองใหญ่โต อีกทั้งยังเป็นที่รวมของภพภูมิต่างๆ ซ้อนกันอยู่หลายมิติ ดังจะเห็นได้ว่า ด้านหลังกระท่อมน้อยของบุรุษผู้ยังโง่เขลา เป็นหน้าผามีลำธารไหลทั้งปี เป็นที่อยู่ของพญานาคสีดำที่มีลำตัวใหญ่ขนาดเท่าโอ่งมังกร และธิดาขนาดลำตัวเท่าต้นตาล อาศัยอยู่ เมื่อชาวบ้านหรือผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเข้าไปในบริเวณแห่งนี้ ต่างก็ได้พบกับงูตัวใหญ่ออกมาปรากฏกายให็เห็น จนไม่มีใครกล้าเข้าไป จึงเป็นที่โจษขานกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน พญานาคได้เข้ามากราบไหว้อุบาสิกาและเข้าไปหาครูน้อย ทั้งในร่างของพญานาคและร่างมนุษย์ พร้อมกับเล่าว่า "ณ ที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของพวกเขา ถ้าไม่ใช่พวกท่านไม่มีใครอยู่ได้ เพราะดินแดนนี้เคยเป็นเมืองของท่าน ส่วนบุคคลอื่น หากใครจิตใจไม่ดีเข้ามาในบริเวณแห่งนี้ เขาจะปรากฏกายให้เห็นดังที่ชาวบ้านเล่าขานนั่นเอง"

และในค่ำคืนเดียวกันนี้ บุคคลทั้งสามต่างก็ระลึกย้อนกลับไปในอดีตชาติดังนี้ อุบาสิกาและคุณครูน้อยได้ระลึกตรงกันว่า เคยเกิดและสร้างสมบุญบารมีมาด้วยกันทั้งสามคนในภพภูมิแห่งนี้ จะกี่ภพกี่ชาติยังไม่แน่ชัด ส่วนบุรุษผู้หนึ่งเมื่อก่อนหน้านี้ก็เคยระลึกย้อนกลับไปได้ว่า เคยเป็นแม่ลูกกันกับอุบาสิกาแต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด จนมากระจ่างในคืนนี้ เพราะอุบาสิกาท่านระลึกได้ว่า เคยเป็นแม่ลูกกันในภพภูมิแห่งนี้ ขณะเดียวกันเมื่อคืนก่อนและคืนนี้ บุรุษผู้นี้ก็ระลึกได้ในสถานที่แห่งนี้สองชาติ(คืนละชาติ) ชาติแรกเป็นผู้มีอำนาจปกครองดูแล ชาติที่สองเป็นหัวหน้ากลุ่มชายชราร่างกายสูงใหญ่มาก ต่างมีอายุยืนยาวมากกว่าร้อยปีขึ้นไป อาจเป็นเพราะอายุยืนยาวมาก จึงได้พาหมู่คณะอธิษฐานจิตมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้า (ในจิตบอกว่าพระสมณโคดมพระพุทธเจ้า) แรงอธิษฐานทำให้ท้องฟ้าเปิดเห็นแสงสว่างไสวอย่างน่าอัศจรรย์ และหากอยู่ภาวนาอีกต่อไปอาจระลึกได้ตามมาอีกก็เป็นได้

อนึ่ง ขณะที่พวกเรานั่งภาวนาในราวเลยเที่ยงคืนกว่าๆ หลวงปู่มั่นก็ได้เมตตามาโปรดบุคคลทั้งสาม รวมทั้งคุณหนูนาที่อยู่ด้วย นอกจากนั้น ในตอนหัวค่ำยังสามารถถ่ายภาพติดดวงจิตญาณจำนวนมาก ทั้งที่ถ่ายภาพอื่นๆไม่มี จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์และเป็นปัจจัตตังสำหรับนักภาวนา จึงโปรดใช้วิจารณญาณส่วนตัวเอาเองนะครับ
 
 
หลวงพ่อและพระเณรเมตตาไปเยี่ยมกระท่อมน้อยของ ดร.นนต์
 

 
ดร.นนต์ อุบาสิกาสำรวย และครูน้อย
 
 
ธิดาพญานาคผู้รอคอยคู่บารมี

พอตอนเช้า คณะลูกศิษย์ได้ถวายภัตตาหารแด่หลวงพ่อและพระเณร หลังจากนั้นหลวงพ่อได้เล่าเรื่องราวของธิดาพญานาคที่อาศัยอยู่ในลำธารแห่งนี้ ได้มารำพึงรำพันกับหลวงพ่อว่า เธอได้รอคู่บารมีของเธอมานานหลายหมื่นปีแล้ว บัดนี้เธอได้พบแล้วคือเพื่อนของ ดร.นนต์ ที่มาทำกระท่อมภาวนาอยู่ข้างริมธาร หลวงพ่อจึงได้เทศนาโปรดเธอว่า อย่าได้ยึดติดในอดีตเลย ความรัก ความพลัดพรากมันคือทุกข์ ขอให้ปล่อยวาง ขอให้ต่างคนต่างสร้างบารมีกันต่อไป เธอมีท่าทีอ่อนลงและน้อมรับธรรมที่หลวงพ่อเมตตาโปรดเธอ พร้อมกับเอ่ยกับหลวงพ่อว่า "เธอขออนุโมทนา แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมกันอีก ก็ขอให้ชายผู้เป็นที่รักได้มาเพียรภาวนาเพื่อโปรดเธอในสถานที่นี้อีก พรุ่งนี้ตอนเช้าเขาจะมากราบหลวงพ่อ ขอหลวงพ่อได้โปรดเมตตาบอกเขาด้วยเจ้าค่ะ" เมื่อพูดจบลงหลวงพ่อได้หันไปมองหน้าเพื่อนของ ดร.นนต์ที่นั่งอยู่ข้างหน้า พร้อมกับหัวเราะและพูดหยอกว่า "เมื่อเขามาอย่ากลัวล่ะขอกอดหอมแก้มเลยนะ" เพื่อนของ ดร.นนต์ รีบเอ่ยขึ้นมาว่า "อย่าพึ่งมาให้เห็นเลยครับหลวงพ่อ ใจผมยังไม่เข้มแข็งพอ ผมยังกลัวๆอยู่ครับ" หลวงพ่อจึงพูดต่อไปว่า "เขาไม่กล้าแสดงตัวให้เห็นหรอกเพราะเขากลัวเราจะหนีและไม่กล้ามาอีก หากจะมาคงจะมาในร่างสตรีงามก็อย่าไปหลงเขาเสียล่ะ ให้ตั้งใจมาปฏิบัติภาวนาเพื่อให้เกิดบุญเกิดกุศล เพื่อจะได้โปรดเขาให้พ้นทุกข์ต่อไป" ในตอนท้าย หลวงพ่อสรุปว่า หากมีใครตั้งใจมาปฏิบัติภาวนาในสถานที่แห่งนี้ จะสามารถเห็นธรรมได้ เพราะภพภูมิแห่งนี้เหมาะแก่การเพียรภาวนามาก

จึงขออนุโมทนากับผู้ที่ได้ร่วมกันมาในครั้งนี้ทุกประการ
หมายเหตุ  ผู้เล่าตกแต่งคำและอาจลำดับเหตุการณ์สลับก่อนหลังบ้าง แต่ใจความหลักยังอยู่ครบถ้วน

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
16 กุมภาพันธ์ 2557