ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

(351) พระอัครสาวก



ภาพวาดโดยศิลปินแห่งชาติ อาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต 
ขออนุญาตยืม และขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ครับ . . . ส า ธุ

ขอขอบคุณข้อมูลและอนุโมทนาบุญกับเจ้าของเฟซบุ๊กนาม "ท้องถิ่นธรรม พระกรรมฐาน"


พระสารีบุตร

รำลึก ๒,๕๕๘ ปี พระอัครสาวกสังโฆปูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ วันคล้ายวันนิพพานของพระธรรมเสนาบดีพระสารีบุตรเถระเจ้า





วันนี้วันพระใหญ่ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ นอกจากจะเป็นวันลอยกระทงแล้ว ยังตรงกับวันคล้ายวันนิพพานของพระธรรมเสนาบดีพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา เอตทัคคะผู้เลิศทางมีปัญญามาก ครบ ๒,๕๕๘ ปี (ท่านนิพพานก่อนพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พรรษา) จึงขอน้อมนำพระธรรมคำสอนของพระสารีบุตร มาเผยแพร่ให้พิจารณาเป็นมรณานุสติ และสังฆานุสติครับ

"..ความเป็นความตายเราไม่ยินดี
เราจักละทิ้งร่างกายนี้ไปอย่างผู้มีสติสัมปชัญญะ
ความเป็นความตายเราไม่ยินดี
เรารอแต่ให้ถึงเวลา คล้ายลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงาน
ความตายนี้มีแน่ ไม่ว่าเวลาแก่ก็เวลาหนุ่ม
แต่ที่จะไม่ตาย ไม่มีหรอก.."

บั้นปลายชีวิตของพระสารีบุตรเถระเจ้า องค์ท่านมีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งถึงระยะปัจฉิมโพธิกาล (ระยะเวลาใกล้สิ้นยุคพุทธกาล) ท่านพระสารีบุตรเถระเจ้านิพพานก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ๑ ปี คือนิพพาน ในปีที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุ ๗๙ พรรษา

พระสารีบุตรเถระเจ้า ได้เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ที่บ้านของท่านเอง ด้วยโรคปักขันทิกาพาธ (ถ่ายจนเป็นเลือด) ดังมีเรื่องเล่าว่า

วันหนึ่ง ท่านเข้าผลสมาบัติอยู่ในที่พักกลางวันของท่านในวัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ออกจากผลสมาบัติแล้วพิจารณาเห็นว่าพระอัครสาวกย่อมนิพพานก่อนพระพุทธเจ้า ดังนั้นท่านจึงได้ตรวจดูอายุสังขารของตนเองและเห็นว่าจะมีชีวิตอยู่ไปได้อีก ๗ วันเท่านั้น ท่านได้พิจารณาต่อไปถึงสถานที่ที่จะไปนิพพาน ก็เห็นว่าควรจะไปนิพพานที่บ้านเกิด ทั้งนี้เพื่อจะได้โปรดโยมมารดาซึ่งยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ แม้จะเป็นมารดาของพระอรหันต์ถึง ๗ รูปก็ตาม พระมหาเถระจึงตั้งใจไปโปรดโยมมารดาของท่านให้ได้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเห็นด้วยว่าโยมมารดามีอุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้เมื่อได้ฟังธรรมที่ท่านแสดง

เมื่อปลงใจได้ดังนั้นแล้ว ท่านจึงแจ้งพระจุนทะผู้เป็นน้องชายให้ทราบ และบอกพระจุนทะให้แจ้งแก่บรรดาศิษย์ของท่านให้ทราบด้วย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วท่านได้เก็บกวาดเสนาสนะ แล้วออกมายืนอยู่ที่หน้าเสนาสนะนั้น ท่านมองดูทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพาพระจุนทะและพระบริวาร ๕๐๐ รูปเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

“ข้าแต่พระบรมศาสดา” ท่านกราบทูล หลังจากกราบถวายบังคมแล้ว “อายุของข้า พระองค์ใกล้สิ้นแล้ว ข้าพระองค์ขอกราบพระบาทเป็นครั้งสุดท้าย เพราะนับจากนี้ไปอีก ๗ วัน ข้าพระองค์จะได้ทอดทิ้งร่างกาย ขอได้ทรงพระกรุณาอนุญาตให้ข้าพระองค์นิพพานด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า”

“สารีบุตร เธอจักไปนิพพานที่ไหน” พระพุทธเจ้าตรัสถาม

“ที่บ้านเกิด พระพุทธเจ้าข้า”

“สารีบุตร” พระพุทธเจ้าตรัสเรียกพร้อมทั้งอนุญาต แล้วตรัสต่อไปว่า

“ต่อนี้ไปภิกษุทั้งหลายจะไม่ได้เห็นพระสาวกเช่นเธออีกแล้ว ขอเธอได้ช่วยอนุเคราะห์แสดงธรรมให้ภิกษุทั้งหลายฟังก่อนเถิด”

ท่านเข้าใจถึงพุทธประสงค์ได้ดี จึงลุกขึ้นถวายบังคมรับพระพุทธดำรัส แต่ก่อนที่จะแสดงธรรม ท่านได้เหาะขึ้นไปสูงได้ชั่วลำตาล ๑ แล้วกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ได้เหาะกลับขึ้นไปอีกแล้วกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าอีก ท่านทำอยู่อย่างนี้ถึง ๗ ครั้ง กล่าวคือ ท่านเหาะขึ้นไปสูงสุดถึง ๗ ชั่วลำตาล และในแต่ละชั่วลำตาลนั้นท่านได้เหาะกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าทุกครั้ง ขณะที่เหาะอยู่สูงถึง ๗ ชั่วลำตาลนั้นท่านได้แสดงฤทธิ์ต่างๆ มากกว่าร้อยแล้วจึงแสดงธรรม

ขณะที่แสดงธรรมอยู่นั้นท่านได้แสดงฤทธิ์ด้วย โดยบางครั้งทำให้คนเห็นตัวท่าน แต่บางครั้งก็ทำให้ไม่เห็น คงให้ได้ยินแต่เสียง หรือให้เห็นเพียงครึ่งตัว เสียงของท่านบางครั้งก็ได้ยินจากข้างบน บางครั้งก็ได้ยินจากเบื้องล่าง ท่านยังปรากฏกายให้เห็นเป็นรูปต่างๆ บางครั้งเป็นรูปพระจันทร์ บางครั้งเป็นรูปพระอาทิตย์ บางครั้งเป็นรูปภูเขา บางครั้งเป็นรูปมหาสมุทร บางครั้งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ บางครั้งเป็นท้าวเวสสุวรรณ บางครั้งเป็นพระอินทร์ บางครั้งเป็นท้าวมหาพรหม ครั้นแสดงฤทธิ์และแสดงธรรมถวายตามพุทธประสงค์แล้ว ท่านก็ได้เหาะกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วเข้าไปประคองพระบาท พลางกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระบรมศาสดา ข้าพระองค์สู้สร้างบารมีมาช้านานนับได้ ๑ อสงไขยกับ ๑๐๐.๐๐๐ กัป ก็ด้วยตั้งใจจะได้ถวายบังคมพระบรมบาท”

จากนั้นท่านได้กราบถวายบังคมลา พระพุทธเจ้าเสด็จออกมาส่งหน้าพระคันธกุฎี และตรัสบอกพระสาวกทั้งหลายในที่นั้นให้ไปส่งท่าน ครั้นถึงซุ้มประตูเชตวันมหาวิหาร ท่านบอกพระที่ตามมาส่งท่านให้กลับ พร้อมทั้งกล่าวสอนไม่ให้ประมาท

ท่านพร้อมด้วยพระจุนทะและพระบริวารเดินทางอยู่ ๗ วันก็ถึงอุปติสสคามบ้านเกิดของท่าน ที่เมืองนาลันทา แคว้นมคธ ท่านพร้อมด้วยคณะได้ยืนพักเหนื่อยอยู่ที่โคนต้นไทรใกล้ทางเข้าบ้านของท่าน และได้พบกับอุปเรวตะผู้เป็นหลานชาย จึงได้แจ้งความประสงค์ที่จะมาพักที่บ้านกับโยมมารดาให้หลานชายทราบ

ฝ่ายนางสารีโยมมารดาเมื่อได้ทราบว่า พระลูกชายพาพระบริวารมาเยี่ยม ก็รู้สึกดีใจเป็นกำลัง จึงสั่งคนงานในบ้านให้จัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จัดที่พักและตามประทีปไว้พร้อมสรรพ และเมื่อได้ทราบว่าท่านประสงค์จะพักในห้องที่ท่านเกิด นางสารีก็จัดให้ตามประสงค์ แต่ในขณะเดียวกันก็สงสัยอยู่ว่า ทำไมพระลูกชายจึงได้พาพระบริวารมามากมายเพียงนี้ หรือว่าบุตรของตนมาเพื่อจะสึกอยู่ครองเรือนสืบทอดทรัพย์สมบัติที่มีอยู่มากของเรา เมื่อนางสารี คิดได้อย่างนี้ก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ดีใจเป็นยิ่งนัก

เมื่อพระสารีบุตรถระท่านพร้อมด้วยพระจุนทะและพระบริวารเข้าพักในสถานที่ที่โยมมารดาให้คนจัดให้ตามประสงค์แล้ว นางสารี จึงได้จัดเตรียมสิ่งของที่จะมาบำรุงบำเรอบุตรชายของตน

ตกดึกคืนนั้นเองท่านได้เกิดป่วยเป็นโรคปักขันธิกาพาธ (ถ่ายจนเป็นเลือด) อย่างปัจจุบันทันด่วน ท่านได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส พระจุนทะและพระบริวารได้ช่วยกันพยาบาลอย่างใกล้ชิด ฝ่ายโยมมารดาเห็นว่าท่านอาพาธหนัก จึงมาเฝ้าดูอาการด้วยความเป็นห่วง อยู่ที่ริมประตู เพราะในห้องแน่นขะนัดไปด้วยพระบริวาร และลูกศิษย์ของพระสารีบุตร

ขณะนั้น เทวดาองค์สำคัญ ๆ ต่างมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านตามลำดับ คือ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักข์ ท้าววิรุฬหก และท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสุยามา ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นยามา ท้าวดุสิต ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสุนิมมิตะ ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นนิมมานรดี และท้าวปรนิมมิตวสวัดดี ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี รวมทั้งท้าวมหาพรหมแห่งพรหมโลก ชั้นสุทธาวาสก็ได้มาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วย เทวดาและท้าวมหาพรหมนั้นแต่ละองค์ล้วนมีรัศมีเปล่งปลั่งงดงาม ต่างพากันมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วยความเป็นห่วงและด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

นางสารีเห็นเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจนั้นโดยตลอด แต่ก็ไม่ทราบว่าบุคคลแต่ละกลุ่มที่มีแสงสว่างไสวนั้น เป็นใครมาจากไหน มาปรากฏและแทรกเข้ามาในห้องได้อย่างไร

เมื่ออาการของพระเถระค่อยบรรเทาลง นางได้เข้าไปหาและสนทนาด้วย โดยได้ถามถึงบุคคลต่าง ๆ ที่มาเยี่ยมบุตรของตน ซึ่งนางสารีไม่ทราบว่าเป็นใคร ท่านได้บอกให้โยมมารดา ได้ทราบตามลำดับจนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหม

“อุปติสสะ” โยมมารดาเรียกชื่อเดิมของท่านด้วยความอัศจรรย์ใจ “นี่ลูกของแม่ใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมที่แม่กราบไหว้นับถืออีกหรือ”

“ใช่... โยมแม่” ท่านตอบรับ

ทันใดนั้น โยมมารดาก็เกิดปีติอย่างใหญ่หลวง สีหน้าเอิบอิ่ม เมื่อได้ทราบว่าพระลูกชายยิ่งใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมที่ตนเคารพ

“อุปติสสะลูกชายของเรายิ่งใหญ่ขนาดนี้ แล้วพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของลูกชายเราเล่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน”

นางสารีคิดไปถึงพระพุทธเจ้า พระเถระสังเกตดูโยมมารดาตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าจิตใจเริ่มอ่อนโยน เหมาะจะรับน้ำย้อมคือคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ จึงเริ่มแสดงธรรมโปรด โดยพรรณนาถึงพระพุทธคุณนานาประการ อาทิว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ห่างไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง โยมมารดาฟังแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก และเมื่อจบพระธรรมเทศนา นางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล

พระเถระได้ตอบแทนพระคุณโยมมารดาด้วยการตอบแทนที่ล้ำค่า คือให้พ้นจากความเห็นผิดที่มีมานานเสียได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ ส่วนโยมมารดารู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาที่ไม่ได้สัมผัสอมตธรรม จึงพูดกับท่านเป็นเชิงตัดพ้อว่า

“ลูกรัก ทำไมจึงเพิ่งมาให้อมตธรรมนี้แก่แม่เล่า”

หลังจากโยมมารดาได้ลากลับเข้าไปที่พักแล้ว นางจึงสั่งบริวารให้เตรียมสิ่งของมีค่าชั้นเลิศต่าง ๆ นานา เพื่อที่รุ่งเช้าจักได้ทำบุญถวายทานกับพระลูกชาย ให้สมเจตนา

พระสารีบุตรเถระเจ้า ท่านได้บอกพระจุนทะให้นิมนต์พระบริวารมาประชุมพร้อมกัน ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้สว่าง ท่านดูอิดโรยเต็มที แต่ถึงกระนั้นก็พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง โดยพระจุนทะคอยประคองอยู่ตลอดเวลา

“ท่านทั้งหลาย” พระเถระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ผมกับท่านอยู่ด้วยกันมานานถึง ๔๔ ปี หากกายกรรมและวจีกรรมของผมอันใดไม่เป็นที่พอใจ ขอได้อภัยให้ผมด้วย”

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ” พระสัทธิวิหาริก กล่าวตอบ “พวกกระผมติดตามท่านมานาน ยังมองไม่เห็นกายกรรมและวจีกรรมอันใดของท่านที่ไม่เหมาะสมเลย แต่พวกกระผมสิจะต้องขอให้ท่านได้โปรดยกโทษในกายกรรมและวจีกรรมที่ไม่สมควร”

ท่านพระสารีบุตรเถระกับพระสัทธิวิหาริก ต่างกล่าวคำขอขมากันและกันแล้ว แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว เช้าวันนั้นเบญจขันธ์อันอ่อนล้าของ พระเถระก็ดับลงอย่างสนิท ท่านนิพพานเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในห้องที่ท่านเกิดนั่นเอง

ส่วนนางสารี รู้ว่าพระลูกชายของตนมาด่วนนิพพานจากไปก่อน ก็เกิดธรรมสังเวชยิ่งนัก ที่ปล่อยให้วันเวลาที่มีค่าล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หาได้ขนขวยเชื่อฟังธรรมคำสอนอันเป็นปิยะวาจาของบุตรตนเลย นางเสียใจคร่ำครวญอยู่ที่ตนเองเป็นถึงมารดาของพระอัครสาวกขององค์สมเด็จพระจอมไตรแท้ ๆ แต่กลับไม่มีโอกาสได้ทำบุญให้สมปรารถนา ดังใจตั้งไว้

นางสารี ผู้เป็นกัลยาณชนแล้วในบัดนี้ ได้สั่งข้าทาสบริวารนำทรัพย์สมบัติของตนมา เพื่อจัดสร้างจิตกาธานถวายเพลิงสรีระพระอัครสาวก ผู้เป็นบุตรของตน

ทั้งนี้เทวดาและมนุษย์ได้พร้อมใจกันฌาปนกิจสรีระศพของพระธรรมเสนาบดีพระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระจอมมุนี อย่างสมเกียรติที่สุด จากนั้นพระจุนทะนำผ้าขาวมาห่ออัฐิธาตุของพระสารีบุตรเถระแล้ว ก็นำไปพร้อมทั้งบาตรและจีวร เพื่อมอบให้พระอานนท์นำไปถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับอัฐิธาตุของพระสาวกแล้ว โปรดให้สร้างสถูปบรรจุไว้ที่ใกล้ประตูเชตวันมหาวิหาร เพื่อให้พุทธบริษัทได้สักการะต่อไป

*** *** ***



ภาพวาดโดยศิลปินแห่งชาติ อาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต 
ขออนุญาตยืม และขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ครับ . . . ส า ธุ

ติดตามอ่านพุทธจริยา ประวัติปฏิปทาพระอรหันตสาวก พระสาวิกา และสามเณรอรหันต์ในสมัยพุทธกาล ได้ที่ลิงค์

https://www.facebook.com/thindham/media_set?set=a.592972097420002.1073741872.100001216522700&type=3&pnref=story


พระมหาโมคัลลานะ

วันนี้เป็นวันพระแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ตรงกับวันคล้ายวันนิพพานของพระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้าย เอตทัคคะผู้เลิศด้วยฤทธานุภาพ รำลึกพระอัครสาวกสังโฆปูชาครบ ๒,๕๕๘ ปี ท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า บำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะมาเป็นพระอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ร่วมกันกับสหายของท่าน พระสารีบุตรเถระเจ้า เป็นเวลากว่า ๑ อสงไขยกับ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ที่สหายทั้งสองได้ทำบุญ แนะนำ เกื้อกูลกันและกันในหนทางที่ดี บนเส้นทางอันประเสริฐ จะมีกัลยาณมิตรสักกี่ท่าน ที่จะชักจุง แนะนำเคียงข้างกันได้ยาวนานถึงเพียงนี้ จึงเป็นตัวอย่างอันดี ที่เราชาวพุทธจะนำมาเป็นแบบอย่าง และระลึกเป็นสังฆานุสติอยู่เสมอ ๆ





ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงประทานตำแหน่งเอตทัคคะ และตำแหน่งพระอัครสาวกให้แก่พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า พระพุทธเจ้าทรงเลือกที่รักมักที่ชัง พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์มิได้เลือกที่รักมักที่ชังแต่ประการใด แต่ประทานให้ตามที่ทั้ง ๒ ท่าน ปรารถนามาแต่อดีตชาติ จากนั้นได้ตรัสเล่าเรื่องราวของพระอัครสาวกให้พระทั้งหลายฟัง นับถอยหลังจากนี้ไปได้ ๑ อสงไขยกับ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระสารีบุตรเกิดเป็นพราหมณ์มหาศาลชื่อ ‘สรทะ’ ส่วนพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นบุตรคหบดีมหาศาลชื่อ ‘สิริวัฑฒะ’ ทั้ง ๒ เป็นเพื่อนกันมาแต่เยาว์วัย

สรทะ เมื่อบิดาล่วงลับไปก็ได้ดูแลทรัพย์สมบัติแทน อยู่มาวันหนึ่งขณะอยู่ตามลำพังก็คิดถึงความเป็นไปของชีวิตในลักษณะต่างๆ แล้วสรุปได้ว่า…

“..สรรพสัตว์และสรรพสิ่งต้องตายและแตกดับ
ไม่มีใครหรืออะไรจะรอดพ้นความตายและความแตกดับนั้นไปได้
เราก็เป็นหนึ่งในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งนั้น
ฉะนั้นเราจึงควรออกบวช แสวงหาความรอดพ้นจากความตาย และความแตกดับนั้นให้ได้..”

ครั้นคิดได้อย่างนี้จึงเดินทางไปหาสิริวัฑฒะ เล่าให้ทราบถึงความคิดของตนแล้วชวนสิริวัฑฒะให้ออกบวชด้วย เมื่อสิริวัฑฒะบอกว่ายังไม่พร้อมจะออกบวช สรทะก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ครั้นกลับไปถึงบ้านก็ให้เปิดเรือนคลังเก็บรัตนะชนิดต่างๆ แล้วแจกจ่ายให้เป็นทานแก่คนทั่วไปพร้อมทั้งได้สละบ้านเรือนออกไปอยู่ป่า แล้วอธิษฐานจิตบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่านั้นเอง โดยมีบุตรพราหมณ์จากตระกูลต่างๆ ออกบวชตามจำนวน ๗๔,๐๐๐ คน

ฤาษีสรทะได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรฝึกจิต จนในไม่ช้าก็ได้บรรลุอภิญญาและสมาบัติชั้นสูง จากนั้นได้สอนวิธีเพ่งกสิณให้แก่ฤาษีบริวาร จนฤาษีบริวารเหล่านั้นได้บรรลุอภิญญาและสมาบัติเช่นเดียวกับตน

ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เสด็จจาริกแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ไปตามสถานที่ต่างๆ วันหนึ่งทรงทราบด้วยพระญาณว่า ฤาษีสรทะพร้อมด้วยบริวารมีอุปนิสัยสามารถบรรลุธรรมได้จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปโปรด

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสด็จไปแต่ลำพัง พระองค์ทรงมุ่งหวังที่จะให้ฤาษีสรทะเห็นเป็นอัศจรรย์และรู้ว่าพระองค์ คือพระพุทธเจ้า จึงทรงเหาะไปลงที่หน้าอาศรมของท่าน ให้ท่านเห็นกับตา ฤาษีสรทะมองดูนักบวชที่เหาะมาลงหน้าอาศรมของตนอยู่ไม่นาน ก็รู้ได้ตามมหาปุริสลักษณะว่า นักบวชรูปนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าต่างหาก จึงลุกขึ้นถวายการต้อนรับโดยปูลาดอาสนะถวาย แล้วกราบทูลให้เสด็จมาประทับนั่ง ส่วนฤาษีสรทะเองก็นั่งเฝ้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

พอดีเวลานั้นบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ที่ออกไปเก็บผลไม้พากันกลับมาถึง เห็นอาการนั่งของฤาษีสรทะผู้เป็นอาจารย์และนักบวชอาคันตุกะแล้วรู้สึกแปลกใจ

“ท่านอาจารย์” ฤาษีรูปหนึ่งพูดขึ้น “เมื่อก่อนพวกเราเที่ยวอวดใครต่อใครว่า ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าอาจารย์ไม่มีอีกแล้ว แต่มาบัดนี้พวกเราเริ่มไม่แน่ใจ นักบวชรูปนี้เห็นจะยิ่งใหญ่กว่าท่านซินะ”

“พวกพ่อพูดอะไร” ฤาษีสรทะแสดงท่าขวยเขิน

“ทำไมเอาเขาพระสุเมรุมาเทียบกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด ขอพวกพ่ออย่าได้เอาเราซึ่งเท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด ไปเทียบกับพระพุทธเจ้า ผู้อุปมาเหมือนเขาพระสุเมรุเลย”

เมื่อได้ฟังคำชี้แจงอย่างนั้น บรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ต่างยอมรับความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า จึงพร้อมกันหมอบกราบลงแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า จากนั้นฤาษีสรทะได้บอกบรรดาฤาษีเหล่านั้นให้ช่วยกันจัดผลไม้นำมาถวายพระพุทธเจ้า ท่านได้นำผลไม้ที่บรรดาศิษย์จัดมานั้น ไปน้อมถวายพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง

หลังจากพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสวยผลไม้แล้ว ฤาษีสรทะได้บอกบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ให้เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าใกล้ๆ พร้อมกัน พระพุทธเจ้าทรงมองดูฤาษีสรทะ พลางส่งพระทัยไปถึงพระสาวกผู้เป็นอัครสาวกให้มาเฝ้าพระองค์ พร้อมด้วยพระสงฆ์จำนวนมาก

ณ บัดนี้ พระอัครสาวกทั้ง ๒ ทราบพระพุทธดำริแล้ว ก็พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที ถวายบังคมแล้วก็ยืนเฝ้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

ฤาษีสรทะเห็นพระมากันเป็นจำนวนมาก ก็เกิดกุศลจิต จึงบอกบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ให้นำดอกไม้มาทำเป็นอาสนะถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก บรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์เหล่านั้นก็เกิดกุศลจิตเช่นเดียวกับอาจารย์ จึงใช้อำนาจฤทธิ์นำดอกไม้หลายสีหลากกลิ่นมาจัดปูเป็นอาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกตามที่อาจารย์สั่ง และเมื่อการจัดอาสนะดอกไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ฤาษีสรทะได้ยืนประนมมือต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีประทับนั่ง ตามที่ฤาษีสรทะกราบทูล จากนั้นพระอัครสาวกและพระอรหันตบริวารก็ได้นั่งบนอาสนะที่สมควรแก่ตนตามลำดับ

ตามปกติทานที่ถวายแก่พระที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติย่อมมีผลมาก พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงมีพระประสงค์จะให้ทานของฤาษีสรทะและศิษย์เป็นเช่นนั้น จึงทรงเข้านิโรธสมาบัติ ฝ่ายพระอัครสาวกและพระอรหันต์ที่เหลือทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ จึงเข้าตาม ขณะที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกกำลังเข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น ฤาษีสรทะได้ยืนกั้นร่มดอกไม้ถวายตลอดเวลา ส่วนฤาษีผู้เป็นศิษย์ได้ยืนประนมมือเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระสาวกตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงเข้านิโรธสมาบัติอยู่ ๗ วัน ครั้นออกแล้วได้รับสั่งให้พระนิสภเถระ พระอัครสาวกเบื้องขวา กล่าวอนุโมทนาอาสนะดอกไม้ เพื่อให้ฤาษีสรทะและศิษย์ได้เกิดปีติโสมนัส เมื่อพระนิสภเถระกล่าวอนุโมทนาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระอโนมเถระ พระอัครสาวกเบื้องซ้าย แสดงธรรมต่อไป ฤาษีทั้งหลายได้ฟังพระอัครสาวกทั้ง ๒ กล่าวอนุโมทนา และแสดงธรรมแล้ว หาได้บรรลุธรรมแต่ประการใดไม่ คงเกิดแต่ปีติโสมนัสในทานและธรรมเท่านั้น

ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฤาษีทั้งหมดเป็นพุทธเวไนยสัตว์ กล่าวคือ จะบรรลุธรรมได้ต้องได้ฟังจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระสาวกไม่ว่ารูปใดไม่สามารถสอนให้บรรลุธรรมได้ แต่ที่ทรงให้พระนิสภะกล่าวอนุโมทนา และทรงให้พระอโนมเถระกล่าวธรรมตามลำดับนั้น ก็โดยทรงมีพุทธประสงค์จะให้ฤาษีเหล่านั้นได้ฟังธรรมเป็นอุปนิสัยปัจจัย เพื่อให้ได้บรรลุธรรมคราวที่ได้ฟังธรรมจากพระองค์โดยตรง

โดยเหตุที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ฤาษีเหล่านั้นเป็นพุทธเวไนยสัตว์ ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงแสดงธรรมจบลง ฤาษีทั้งหมดยกเว้นฤาษีสรทะก็ได้บรรลุอรหัตผล ครั้นแล้วได้ทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีก็ทรงบวชให้ตามประสงค์ด้วยวิธีแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

กล่าวถึงฤาษีสรทะ การที่ไม่ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดนั้นเป็นเพราะความฟุ้งซ่าน กล่าวคือขณะที่นั่งฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่นั้น ใจก็คิดปรารถนาอยู่แต่การจะได้เป็นพระอัครสาวก โดยคิดอยู่ว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล เหมือนอย่างที่พระนิสภเถระได้เป็นอยู่นี้”

และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบ ท่านก็เข้าไปกราบถวายบังคมแทบพระบาท แล้วเปล่งวาจาปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะและการเป็นพระอัครสาวก พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงตรวจดูด้วยพระญาณที่ล่วงรู้ถึงอนาคต (อนาคตังสญาณ) ก็ทรงทราบดีว่าความปรารถนาของฤาษีสรทะนั้น สำเร็จได้แน่ จึงตรัสพยากรณ์ว่า “จากนี้ไป ๑ อสงไขยกับอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป เธอจักได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม และจักมีชื่อว่า สารีบุตร”

จากนั้นพระองค์ได้ตรัสธรรมกถาประคับประคองศรัทธาของฤาษีสรทะให้กล้าแข็งยิ่งขึ้น และเมื่อทรงเห็นว่าประทับอยู่พอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ทรงพาพระสงฆ์ทั้งหมดเหาะกลับไปที่ประทับ

ฝ่ายฤาษีสรทะ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพาพระสาวกกลับไปแล้วก็หวนนึกถึงสิริวัฑฒะ บุตรคหบดีผู้เป็นเพื่อนเก่าจึงเดินทางไปหา

“เพื่อนรัก” ฤาษีสรทะเริ่มเล่า “บัดนี้พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ข้าพเจ้าได้เฝ้าพระองค์ และได้ตั้งจิตปรารถนาเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าข้าพเจ้าจักได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าโคดม ซึ่งจะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ข้าพเจ้ามาระลึกว่าตำแหน่งพระอัครสาวกเบื้องซ้ายยังไม่มีผู้ใดปรารถนา จึงคิดถึงท่านอยากให้ท่านตั้งจิตปรารถนาเพื่อไปเกิดด้วยกัน”

“ขอบคุณท่านสรทะ” สิริวัฑฒะกล่าวด้วยความสนใจ “ขอบคุณที่ท่านได้นำข่าวดีมาบอก แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร ขอให้ท่านโปรดแนะนำด้วย”

“ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก” ฤาษีสรทะแนะนำ

เมื่อสิริวัฑฒะตกลงใจที่จะถวายทานแล้ว ฤาษีสรทะก็รับไปนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกให้ ฝ่ายสิริวัฑฒะเมื่อฤาษีสรทะกลับแล้ว ก็ลงมือเตรียมรับเสด็จพระพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ ขั้นแรกให้คนเกลี่ยพื้นดินหน้าประตูบ้าน ซึ่งกว้างประมาณ ๘ กรีสให้เรียบเสมอกันก่อน แล้วให้โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงบนพื้นที่เรียบเสมอนั้น จากนั้นให้ทำปะรำมุงด้วยดอกอุบลเขียว แล้วให้ปูลาดอาสนะสำหรับพระพุทธเจ้าและพระสาวกไว้พร้อมสรรพ สุดท้ายสั่งให้เตรียมอาหารและเครื่องสักการะไว้มากมาย

สิริวัฑฒะถวายมหาทานอยู่ ๗ วัน วันสุดท้ายถวายจีวรมีราคาแพงให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกครองด้วย แล้วได้ตั้งจิตปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะและการเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงตรวจดูด้วยพระญาณที่ล่วงรู้ถึง อนาคตแล้ว ทรงเห็นว่าความปรารถนาของท่านสำเร็จได้แน่ จึงทรงพยากรณ์เหมือนอย่างที่ทรงพยากรณ์แก่ฤาษีสรทะ

นับแต่นั้นมาสิริวัฑฒะได้ทำบุญสนับสนุนตลอดชีวิต ตายแล้วได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ ส่วนฤาษีสรทะยังบำเพ็ญญาณสมาบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ มรณภาพแล้วได้ไปเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก ท่านทั้ง ๒ เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิจนถึงระยะเวลาที่พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทั้ง ๒ ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์นายบ้านแห่งเมืองนาลันทา แคว้นมคธ และมีความผูกพันกัน ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ และตำแหน่งอัครสาวก

พระสารีบุตร มีปัญญามาก สามารถแสดงธรรมได้ใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปัญญามาก ดังพระพุทธดำรัสว่า… “..ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสาวกของตถาคตที่มีปัญญามาก สารีบุตรนี้เป็นเลิศกว่าใครทั้งสิ้น”

พระมหาโมคคัลลานะ มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ได้ใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีฤทธิ์มาก ดังพระพุทธดำรัสว่า… “ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสาวกของตถาคตที่มีฤทธิ์มาก โมคคัลลานะนี้เป็นเลิศกว่าใครทั้งสิ้น”

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้เป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา โดยพระอัครสาวกทั้ง ๒ ได้ทำงานสัมพันธ์กัน ดังจะเห็นได้จากพระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า…
“..ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเสพ จงคบหาสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด ทั้ง ๒ รูปนี้เป็นภิกษุผู้เป็นบัณฑิต อนุเคราะห์ผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์ สารีบุตร เปรียบเหมือนผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะ เปรียบเหมือนผู้บำรุงเลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว สารีบุตร ย่อมแนะนำในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะ ย่อมแนะนำในผลชั้นสูง..”

พระอัครสาวกทั้ง ๒ ต่างร่วมบำเพ็ญบารมีกันมายาวนานกว่า ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป เพียงเพื่อจะมาเป็นพระอัครสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทั้ง ๒ องค์ได้ทำงานร่วมกันตลอดอายุขัย ได้ช่วยให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว และเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติทุกวรรณะในสังคมอินเดียครั้งกระนั้น และยังได้ยังประโยชน์จนมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิในยุคปัจจุบันนี้ด้วย

ขอกราบสักการะบูชาคุณพระอัครสาวกทั้ง ๒ พระองค์ด้วยเทอญ . . . ส า ธุ

ภาพประกอบวาดโดยศิลปินแห่งชาติ อาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต ขออนุญาต และขออนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ครับ . . . ส า ธุ

ขอเชิญอ่านพุทธจริยา ประวัติปฏิปทาพระอรหันตสาวก สาวิกา และสามเณรอรหันต์ในสมัยพุทธกาลได้ที่ลิงค์ครับ

https://www.facebook.com/thindham/media_set?set=a.592972097420002.1073741872.100001216522700&type=3&pnref=story

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

(350) โอวาทธรรม หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม




โอวาทธรรม หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ผมได้ไปรับพระมอสเพื่อเดินทางกลับวัดโคกปราสาท หลังจากที่ท่านได้เดินธุดงค์ไปกราบพระอุปัฏฌาจารย์เจ้า หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม ณ วัดกระดึงทอง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ จึงมีโอกาสได้กราบและฟังธรรมหลวงปู่อย่างใกล้ชิด หลวงปู่มีเมตตาแสดงธรรมพอสรุปได้ว่า

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร? คนเราเกิดมามีหน้าที่อยู่สองอย่างคือ 1) เกิดมาทำหน้าที่เพื่อตัวเอง 2) เกิดมาทำหน้าที่เพื่อผู้อื่น จะทำงานการอาชีพอะไร ก็ขอให้ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หากเป็นองค์กรหรือหน่วยงาน ต่างคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เมื่อคนในองค์กรต่างช่วยกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ไม่ขัดขวางหรือถ่วงกัน องค์กรนั้นก็จะมีความเจริญ คนเราทำหน้าที่สองอย่างมิใช่จะสำเร็จได้ดีทั้งร้อยเปอร์เซ็น แต่ขอให้ได้อย่างละ 70-80 เปอร์เซ็นก็ดีแล้ว คนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์นั้นแหละ ทำงานก็เหมือนกลไก หากชิ้นส่วนชำรุดเสียหายไป เครื่องยนต์นั้นก็ทำงานไม่ได้ ทั้งระบบมันต้องไปด้วยกัน เกื้อกูลกัน

อนึ่ง... หากพิจารณาโอวาทธรรมของหลวงปู่ มีใจความดุจดังปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดา ที่แสดงไว้ในวันปรินิพพาน ซึ่งมีใจความว่า....

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา 
พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด(อปปมาเทน สมปาเทต)

หลวงปู่เมตตาแสดงธรรมต่อไปว่า ทุกวันนี้คนคอรัปชั่นมีมาก ระบบราชการและการเมืองก็วุ่นวาย ใครได้อำนาจก็แก้ไขกฎระเบียบใหม่ให้พอใจแก่ตัวเอง ยุคใครยุคมัน มันเปลี่ยนแปลงไปตามสมัย หากว่าของเก่าไม่ดีก็แก้ไขให้มันดี หากผู้มีอำนาจรู้จักนำเอาหลักการ "อนุโลม และปฏิโลม" มาใช้ คงลดความวุ่นวายไปได้มาก ข้าราชการหรือนักการเมือง หากใครรู้ตัวว่าตัวเองทำผิด ก็ยอมรับแล้วแก้ไขตัวเองใหม่ให้ถูกต้องเสีย ก็สามารถแต่งตั้งให้มาทำงานใหม่ ก็คงยอมรับกันได้ ผิดก็แก้ให้ถูก ถูกแล้วก็รักษาให้ดีต่อไป "บางครั้งถูกแบบทางโลก แต่ไม่ถูกทางธรรม" ก็อย่าไปทำ ถูกทางธรรมก็คือ ต้องมีความยุติธรรม บ้านเมืองถึงจะเจริญก้าวหน้า

นี่คือโอวาทธรรมของหลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม ที่นับว่าเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างดี ก็ลองพิจารณาตามท่านดูนะครับ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอโอกาสหลวงปู่อธิบายเพิ่มเติมตามปัญญาที่มีอยู่ว่า โอวาทของหลวงปู่นี้ คงตอบปุจฉาของพระมอสที่ท่านถามพวกเรามาหลังจากที่ท่านได้ฟังธรรมหลวงปู่มาแล้ว ว่า  "เกิดมาเพื่ออะไร?"  จะว่าไปแล้ว วิสัชนานี้ คงเหมาะกับเรื่องทางโลก คือตอบผู้ที่ยังมีหน้าที่ทางโลกอยู่ แต่ปุจฉาจริงๆ ที่หลวงปู่ถามพระมอสก็คือ "บวชมาเพื่ออะไร?" วิสัชนาก็คงไม่ต่างจากทางโลกก็คือ 1) ทำหน้าที่เพื่อตัวเอง เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็มีหน้าที่เพียรละกิเลสของตัวเองให้หมดไป  2) ทำหน้าที่เพื่อผู้อื่น คือ หน้าที่การงานอะไรที่สงฆ์ควรทำในวัดก็ให้ช่วยกันทำ ทำแบบมีสติก็นับเป็นการฝึกสมาธิได้เช่นกัน และเมื่อมีธรรมแล้ว ก็เอาธรรมและบุญกุศลนั้นให้แก่ผู้อื่น อนุเคราะห์สงเคราะห์กันไปตามกำลังที่มี อันนี้ก็คงพอตอบคำถามของพระมอสในเรื่องทางธรรมได้ครับ

หมายเหตุ ผู้เขียนสรุปเรียบเรียงและตกแต่งคำใหม่ คำอาจไม่ตรงกับที่หลวงปู่แสดงมาทั้งหมด แต่ข้อความหลักยังอยู่มากที่สุด จึงขอขมากรรมต่อหลวงปู่ครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
20 พฤศจิกายน 2557


ดร.นนต์ ถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่หลวงปู่เหลือง เมื่อ 1 กันยายน 2555

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

(349) ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เขาสวนหิน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา




ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ
ณ เขาสวนหิน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ได้พาคณะลูกศิษย์ไปเจริญภาวนา และโปรดญาติธรรม ชาวโลกทิพย์-โลกวิญญาณ  ณ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ดังลำดับเหตุการณ์ดังนี้

1. เยี่ยมชมโรงงานหินทราย

เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็นของวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ไปถึงโรงงานหินทราย ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โรงงานแห่งนี้ เป็นผู้รับจ้างสร้าง "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" โดยใช้หินทรายสีชมพูแท้ในการก่อสร้างทั้งหมด ซึ่งนับเป็นเจดีย์หินทรายแห่งแรกของโลก สร้างด้วยเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ คาดว่าเจดีย์นี้จะมีอายุนานเป็นหมื่นปี




2. ธรรมปฏิบัติและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ

เวลาประมาณ บ่ายห้าโมงเย็นของวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทและคณะลูกศิษย์ เดินทางไปถึงเขาสวนหิน ต.หนองน้ำใส อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา สถานที่แห่งนี้เป็นภูเขาขนาดเล็กและสูงไม่มากนัก และในที่แห่งเดียวกันนี้ก็เป็นที่ตั้งของวัดสวนหินด้วย บริเวณด้านทิศตะวันตกเป็นหน้าผาสูง มองเห็นทิวทัศน์สวยงาม เบื้องล่างมองเห็นหมู่บ้านเรียงรายตามที่ราบเชิงเขา สถานที่ก็ดูสงบวิเวกดี อากาศก็ดี พอตกดึกมีลมพัดแรงและอากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว การภาวนาในค่ำคืนนี้ก็สงบดี บางท่านได้ภาวนาจนสว่างคาตา คืนนี้หลวงพ่อได้แสดงธรรมหลายเรื่อง อาทิเช่น "นักภาวนาส่วนใหญ่จะไปติดอยู่ที่พระอนาคามี เพราะพระอนาคามีมีฤทธิ์มาก จึงเพลิดเพลินอยู่ในฤทธิ์อภิญญา ส่วนผู้ปรารถนาพุทธภูมินั้น ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนาน บางท่านก็หลายอสงไขย จิตใจต้องเข้มแข็งมาก" การแสดงธรรมครั้งนี้ เสมือนหลวงพ่อแสดงให้ชาวโลกทิพย์ฟังด้วย พอตอนเช้าหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า "หลวงพ่อเคยเกิดเคยตายอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่าง และเคยเกิดเป็นสัตว์อยู่บนเขานี้ด้วย" ส่วนอุบาสิกาผู้มีภูมิธรรมท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีวิญญาณมาขอส่วนบุญด้วย ส่วนท่านอื่นๆ  ก็เรียนรู้เป็นปัตจัตตังต่างกันไป











3. โปรดบ้านคุณโกมินทร์

เช้าวันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทและคณะลูกศิษย์ได้เดินทางไปบ้านของคุณโกมินทร์ ท่ี ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา คุณโกมินทร์เคยบวชอยู่วัดโคกปราสาทในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา และพึ่งลาสิกขาเมื่อไม่นาน วันนี้คุณโกมินทร์ได้นิมนต์หลวงพ่อให้มาฉันอาหารที่บ้านของเขา เพื่อทำบุญขึ้นบ้านใหม่ไปในตัวด้วย หลังจากนั้น หลวงพ่อเมตตาไปโปรดบ้านของ ผอ.สุวัฒน์และปลัดโจ๊ก ที่อยู่ติดกัน และบ้านลูกศิษย์อีกผู้หนึ่งด้วย จึงขออนุโมทนากับเจ้าภาพทุกท่าน



หลวงพ่อเมตตาโปรดบ้านคุณโกมินทร์







หลวงพ่อเมตตาโปรดบ้าน ผอ.สุวัฒน์และปลัดโจ๊ก



4. โปรด ดร.อุ๋ย ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ

ช่วงสายของวันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 ดร.สุนีรัตน์ หรือที่เรียกกันว่า ดร.อุ๋ย ได้เดินทางมาจากกรุงเทพฯพร้อมกับแม่บ้านคู่ใจ เธอมาพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวเขื่อนลำตะคองตั้งแต่ตอนกลางคืน เพื่อมารอกราบฟังธรรมและร่วมทำบุญกับหลวงพ่อที่บ้านคุณโกมินทร์ในตอนเช้า พร้อมกับนำร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยมาเปิดโรงทานด้วย เมื่อได้กราบหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อได้แสดงธรรมและตอบคำถามของเธอหลายอย่าง และมีเรื่องหนึ่งที่น่าปีติยินดีเมื่อทราบว่า เธอเคยเกิดและใช้ชีวิตในวังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ และเธอก็เป็นผู้ปรารถนาพุทธภูมิอีกผู้หนึ่ง มีลำดับพุทธภูมิอยู่ประมาณลำดับที่สามร้อยกว่า หลวงพ่อบอกว่า ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนานจนประมาณไม่ได้ ก็ขอให้สร้างบารมีต่อไป หลวงพ่อพูดกับเธอต่อไปว่า "ภพหน้าไม่ได้ตามหลวงพ่อไปหรอกนะ เพราะหลวงพ่อไม่กลับลงมาเกิดอีกแล้ว ก็ขอให้ตามผู้นั้น (ปริศนา) ลงมาสร้างบารมีต่อไป" จึงขออนุโมทนากับเธอด้วยทุกประการ


ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 พฤศจิกายน 2557

(348) พระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุที่จะประดิษฐานใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท"




1. พระบรมสารีริกธาตุ
และพระธาตุเทพนิมิต

ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้หนึ่งได้สะสมและดูแลรักษาพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ที่มีลักษณะที่เรียกกันว่า "พระธาตุเทพนิมิต" ไว้สักการะบูชา ซึ่งมีหลายสัณฐานและหลากหลายลักษณะ แม้บุรุษผู้นี้จะไม่รู้ว่า แต่ละองค์มีที่มาอย่างไร และเป็นของพระองค์ใดบ้าง แต่เขาก็มิได้สงสัย เพราะใจได้โน้มกราบสักการะบูชาท่านอย่างเสมอเหมือนกันทุกพระองค์ เพราะเข้าใจได้ว่า สภาวะอันเป็นวิมุตินั้น มีความบริสุทธิ์เหมือนกันทั้งพระพุทธองค์และเหล่าสาวกอรหันต์ จึงได้เก็บรักษาท่านมาเรื่อย จนกว่าจะมีที่ประดิษฐานถาวรเพื่อสมควรแก่การกราบไหว้สักการะบูชาของทั้งสามแดนโลกธาตุ ซึ่งบัดนี้ทราบแล้วว่า ต่อไปจะได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ต่อไป

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 พฤศจิกายน 2557



























2. พระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก
และพระเอตกัคคะสาวก

ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้หนึ่งได้รับพระอรหันตธาตุมาจากพระสงฆ์ชาวเมียนม่าร์จำนวนหนึ่ง เมื่อหลายปีแล้วได้แก่ พระอรหันตธาตุของพระอัครสาวกคือ พระสารีบุตรเถระเจ้า กับพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า และพระอรหันตธาตุของพระเอตทัคคะสาวกคือ พระสิวลีเถระเจ้า ซึ่งเป็นผู้เลิศทางโชคลาภ กับพระพากุลเถระเจ้า ซึ่งเป็นผู้เลิศทางมีอาพาธน้อย ซึ่งพระอรหันตธาตุดังกล่าว บุรุษผู้นี้จักอัญเชิญท่านไปประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมื่อเจดีย์แล้วเสร็จในโอกาสต่อไป

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 พฤศจิกายน 2557








3. มหัศจรรย์พระอรหันตธาตุ
ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


ท่านทั้งหลาย หลังจากบุรุษผู้หนึ่งได้เจริญภาวนาจนจิตสงบ จิตผุดขึ้นมาระลึกถึงคุณครูอาจารย์พระอรหันตเจ้า จิตปีติในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาจึงได้อธิษฐานจิตว่า หากข้าพเจ้ามีบุญวาสนาจะได้เจริญทางธรรม ก็ขอให้ได้รับพระธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ด้วยเถิด หลังจากที่ได้อธิษฐานจิตในตอนเช้าตรู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง พอตอนสายของวันที่ 30 กันยายน 2554 เขาก็ได้รับอังคารธาตุของหลวงตามหาบัว จากลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดของท่านคือ คุณปรัชญา จิตต์ปรัชญา ได้อัญเชิญมาให้เขาถึงที่บ้าน ได้รับอังคารธาตุหลังจากมีพิธีพระราชทานเพลิงสรีระของหลวงตาไม่นาน และหลังจากนั้นก็ได้รับพระธาตุของหลวงตามหาบัวสัณฐานต่างๆ จากคุณหมอท่านหนึ่ง และจากญาติธรรมตามมาอีกหลายครั้ง




คุณปรัชญา จิตต์ปรัชญา


ภายหลังจากได้รับอังคารธาตุของหลวงตามหาบัวเพียงไม่กี่วัน คือเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554 บุรุษผู้นี้ก็ได้รับพระธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จำนวนหนึ่งองค์ จากคุณศรุต จันทสกุลเดชา ตอนที่ได้รับมาครั้งแรกนั้น พระธาตุยังมีสัณฐานเป็นทรงกลมสีเหลืองขุ่น แต่หลังจากนั้นเพียง 7 วัน พระธาตุก็ได้กลายเป็นสัณฐานใสดั่งเพ็ชร และขนาดได้ขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จึงเป็นกำลังใจให้เขาเพียรภาวนาต่อไป




อนึ่ง พระอรหันตธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ปัจจุบันได้อัญเชิญไปไว้ที่วัดโคกปราสาท เพื่อจะประดิษฐานไว้ในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ที่กำลังก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2558 นี้

นะมัตถุ พุทธานัง
นะมัตถุ โพธิญา
นะโม วิมุตตานัง
นะโม วิมุตติยา

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
13 พฤศจิกายน 2557









4. อัฐิธาตุของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ท่านทั้งหลาย เมื่อหลายปีมาแล้ว หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เคยเมตตามาโปรดนักภาวนาท่านหนึ่งในนิมิต ในนิมิตครั้งกระนั้น ท่านมาให้สตินักภาวนาท่านนี้เลือกเอาว่า จะเดินตามรอยพระพุทธเจ้า หรือจะเพลินสนุกสนานไปตามพวกเทพ ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ หลวงพ่อพุธท่านได้มาโปรดแสดงปริศนาธรรมแก่นักภาวนาท่านนี้อีกครั้ง โดยมาโปรดในคืนเดียวถึงสองรอบ ดังนี้ 

รอบแรก ท่านแสดงนิมิตให้บุรุษผู้นี้ได้ใส่บาตรท่าน เมื่อใส่บาตรแล้วหลวงพ่อได้หยิบเอาชิ้นเนื้อสีน้ำตาลคล้ายพระธาตุขนาดเท่าหัวแม่มือจำนวนสามชิ้นประทานให้กับเขา พร้อมกับบอกให้นักภาวนาท่านนี้รับประทานทันที ท่านบอกว่า เป็นอาหารวิเศษเฉพาะสำหรับผู้ที่มีจิตใจใสสะอาดแล้ว (ชิ้นเนื้อสามชิ้นเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของไตรลักษณะญาณ สำหรับผู้ที่จะรู้เห็นทุกขัง อนิจจัง และอนัตตา พร้อมๆกัน) 

รอบที่สอง ท่านแสดงนิมิตให้เขาเรียนรู้ว่า การภาวนาสมาธิต้องมีหลักการของความพอดี เสมือนกับการประกอบบานหน้าต่างเข้ากับกรอบหน้าต่างให้พอดีนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องมีความพอดีทั้งปัญญาและเทคนิควิธีการจึงจะสำเร็จลงได้ง่าย อีกทั้งในท้ายสุด ท่านได้เนรมิตให้เขาเห็นพระอรหันตธาตุบังเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง อันเป็นปริศนาเกี่ยวกับนักภาวนาท่านนี้

หลังจากนั้น นักภาวนาท่านนี้ได้ไปเพียรภาวนาอยู่ที่บูรพาเจดีย์ สลับกับขึ้นไปภาวนาบนศาลาหน้าที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่สิงห์ ขันตยาโม และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ณ วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา อยู่หลายวัน พร้อมกับได้อธิษฐานจิตเกี่ยวกับการสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท และอธิษฐานจิตปรารถนาจะอัญเชิญอัฐิธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์ไปประดิษฐานในพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาทด้วย ต่อมาหลังจากอธิษฐานจิตได้ 1 วัน ปรากฏว่า มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย เดินทางมาจากนครราชสีมา พร้อมกับได้อัญเชิญอัฐิธาตุของหลวงพ่อพุธ มาถวายหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ที่วัดโคกปราสาท เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อจะได้ประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต่อไป เรื่องนี้จะว่าบังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจสำหรับญาติธรรมทุกท่าน ที่อุตส่ามีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งได้สละแรงใจและแรงกายร่วมกันสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท มาด้วยกัน ผลบุญกุศลคงได้บังเกิดขึ้นแก่ทุกท่านแล้ว จึงขออนุโมทนา สาธุการ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้เล่าแทน
19 พฤศจิกายน 2557









5. เส้นพระเกสาธาตุ

เกสาธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์พระอรหันตเจ้า และพระโพธิสัตว์เจ้า ที่บุรุษผู้หนึ่งเก็บรักษาไว้เพื่อกราบสักการะบูชา อาทิเช่น เกสาธาตุของหลวงปู่จาม มหาปุญโญ (พระนิยตโพธิสัตว์) เกสาธาตุของหลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ เกสาธาตุของหลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ เกสาธาตุของหลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม เกสาธาตุของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และเกสาธาตุของหลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ เป็นต้น ซึ่งจะได้นำไปประดิษฐานไว้ใน "พระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท" ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ต่อไป

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 พฤศจิกายน 2557