ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

(002) ธรรมพิสดาร ธรรมปฏิบัติสัญจร "อินเดีย" กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ปี 2558



ธรรมพิสดารภาคพิเศษ
วาระธรรมปฏิบัติสัญจร "อินเดีย"
กับ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร
31 ต.ค. – 7 พ.ย. 2558  


ธรรมนำ 

ท่านทั้งหลาย เมื่อ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ทราบว่า ลูกศิษย์อยากจะไปอินเดียทีไร ท่านมักกล่าวย้ำเตือนสติลูกศิษย์อยู่เสมอว่า 

...“พระพุทธเจ้า ไม่ได้อยู่ที่อินเดียนะ แต่พระพุทธเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากใจเรามีพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าก็อยู่ในใจเรา ไม่จำเป็นต้องไปที่อินเดียหรอก จะไปให้เสียเงินเสียทองทำไม”... 

แม้พวกเรา จะทราบดีตามนั้นแล้วก็ตาม แต่พวกเราผู้เป็นเหล่าพุทธศาสนิกชน ก็ยังมีความปีติยินดี และปรารถนาจะดั้นด้นไปให้ถึงที่ซึ่งพระพุทธองค์ ได้เสด็จมาประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน แม้สถานที่แห่งนั้น จะเกิดเหตุการณ์ล่วงมานานแล้ว หรือแม้แต่สถานที่และศาสนวัตถุที่เกี่ยวข้อง จะเสื่อมสลายไปบ้าง หรือแม้แต่หนทางที่จะไปชั่งลำบากสุดเหลือประมาณก็ตาม แต่ด้วยความเคารพและศรัทธาต่อพระพุทธองค์อย่างหาที่สุดมิได้ หลายๆคนจึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน และมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงที่ซึ่งเคยเป็นดินแดนพุทธภูมิ ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ดูกรพระอานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ 4 สถานเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” (มหาปรินิพพานสูตร ทีฆ.มหาวรรค.10/131/135) 

ท่านทั้งหลาย ในวาระธรรมปฏิบัติสัญจรพิเศษครั้งนี้ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะลูกศิษย์ ได้รับนิมนต์จาก นพ.ธรรณวัฐ พัฒนาเศรษฐ์ แห่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ นนทบุรี ให้ไปปฏิบัติธรรมสัญจร และโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ประเทศอินเดีย เป็นเวลา 7 วัน ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน 2558 และในการนี้ นายแพทย์ธรรณวัฐ พัฒนาเศรษฐ์ และนายแพทย์วิบูลย์ กมลพรวิจิตร (นายแพทย์ใหญ่แห่งโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กรุงเทพฯ) ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ออกค่าใช้จ่ายในส่วนหลักเกือบทั้งหมด โดยมีจำนวนคณะผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหมด 25 ท่าน

อย่างไรก็ตาม ในบทความต่อไปนี้ ผู้เขียนขอเขียนทั้งในเชิงแบบทางโลก และในแบบทางธรรม กล่าวคือ ผู้เขียนขอเล่าประสบการณ์ทางโลกที่เห็นด้วยตาเนื้อ เห็นอย่างไรก็ว่าไปอย่างนั้น ตามภูมิและสัญญาความจำหมายได้ และในอีกส่วนหนึ่งขอเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับทางธรรม ทั้งที่ได้ฟังจากหลวงพ่อ หรือที่เกิดขึ้นกับญาติธรรม ด้วยการเห็นด้วยตาใน  ซึ่งในทางธรรมท่านเรียกว่าอจินไตย หรืออภินิหาริย์ธรรม หรือความอัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้นที่ใจ ข้อเขียนอันหลังนี้ ขอให้ท่านจงใช้วิจารณญาณกันเอาเอง เพราะเป็นเรื่องเกินวิสัยของปุถุชนทั่วไปจะรับรู้ได้ 

☀ “ข้าพระพุทธเจ้าผู้ยังโง่เขลา กราบขอขมากรรม หากข้อความในนิทานธรรมทุกๆ ตอนต่อไปนี้ มีความผิดเพี้ยนไปจากคำตรัสของพระพุทธองค์ และคำกล่าวของหลวงพ่อ หรือสลับลำดับเหตุการณ์ไปบ้าง เพราะสัญญาความจำของข้าพระพุทธเจ้าไม่เที่ยง แต่ก็พยายามเขียนให้ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด”  

ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้อ่านนิทานธรรมเหล่านี้ เป็นคติธรรม ดังต่อไปนี้



นิทานธรรมพิสดาร 
"พุทธโอวาท" ณ พุทธคยา

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อและคณะพวกเราเดินทางไปถึงเมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ในช่วงเย็นของวันที่ 31 ตุลาคม 2558 และได้เข้าพักที่วัดป่าพุทธคยา ที่อยู่ติดกับกำแพงมณฑลพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ หลังจากนั้น ผู้จัดทัวร์ได้พาหลวงพ่อและคณะ เข้าไปยังพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงกลับมาภาวนาและพักผ่อนตามอัธยาศัย ที่วัดป่าพุทธยา พอตอนเช้า หลวงพ่อได้เล่า "นิทานธรรม" ให้ฟังว่า ขณะที่หลวงพ่อภาวนาราวตีสาม พระพุทธองค์เสด็จมาแสดงธรรมโอวาทและตรัสถามหลวงพ่อว่า ...  “พวกท่านมาที่นี่เพื่ออะไร? ...

หลวงพ่อเล่าให้ฟัง พอสรุปได้ว่า 

...  “ส่วนใหญ่ผู้ที่มาที่นี่ แม้ล้วนแต่ต้องการมากราบไหว้สักการะบูชาพระพุทธเจ้า แต่ส่วนใหญ่ล้วนมาทำทรงใส่กัน กระทำตามกันไปจนเป็นพิธี เป็นพิธีหากิน ไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นกิเลส สิ่งใดควรละวาง พากันสวดมนต์เสียงดังแข่งกัน เสียงอึงคนึงไปทั่ว เป็นที่น่ารำคาญหูรำคาญตาของผู้คนและเทวดา นั่งภาวนาก็อวดว่า ข้าก็เก่งนั่งได้ ทำท่าใส่กัน มันเป็นแต่พิธีของผู้ขาดปัญญา เพราะไม่ได้พิจารณาตามพระพุทธเจ้า ไม่พิจารณาดูว่า พระพุทธองค์ เวลาจะตรัสรู้ธรรม ก็ไม่เห็นมีพิธีสวดมนต์ ไม่มีผู้คนมากมายแวดล้อม พระพุทธองค์อยู่ตามลำพัง ปลีกเร้นจากผู้คนเพื่อหาความสงบ หาทางดับกิเลส จึงสามารถตรัสรู้ธรรมได้  หากต้องการจะบูชาพระตถาคตอย่างแท้จริง ก็ควรพากันปฏิบัติภาวนาบูชา พากันปฏิบัติอยู่ในที่วิเวก สถานที่ที่ปราศจากผู้คนมากมาย ปฏิบัติอยู่ที่ไหนก็ได้  ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่ มันเสียเวลา เสียเงินมากมายเปล่าๆ เพราะพระตถาคตอยู่ทุกหนแห่งที่ที่มีผู้ปฏิบัติ เมื่อพวกท่านพากันตั้งใจมายังสังเวชนียสถานเหล่านี้แล้ว ก็จงตั้งใจพิจารณาตามพระตถาคตว่า สถานที่ตรัสรู้นั้น พระตถาคตปฏิบัติอย่างไร จึงสามารถตรัสรู้ได้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ก็ให้พิจารณาว่า พระตถาคตแสดงธรรมใด สถานที่ปรินิพพานนั้นมีความสำคัญอย่างไร ก็จงพิจารณาตามให้รู้แจ้ง จึงจะนับว่าเกิดประโยชน์ในการมายังสถานที่เหล่านี้”...  

(ผู้เขียนได้สรุปข้อความจากคำเล่าของหลวงพ่อ จึงมีคำเชื่อมคำเสริมขึ้นมา และอาจสลับลำดับคำพูดบ้าง เพราะความจำไม่เที่ยง แต่ยังคงเนื้อหาและข้อความหลักไว้มากที่สุด ขอให้พิจารณากันเอาเองนะครับ)

อีกหลายวันต่อมา ในช่วงบ่ายของวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ขณะที่หลวงพ่อและคณะได้พักผ่อนอยู่ที่วัดพุทธสาวิกา ที่อยู่ไม่ห่างไกลจากวัดป่าพุทธคยามากนัก หลวงพ่อได้รับนิมนต์จากท้าวมหาพรหม ให้ไปยังมณฑลพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง เพื่อไปโปรดเหล่าพรหมและเทวดา ที่เป็นฝ่ายสายธรรมเดียวกันกับหลวงพ่อ ซึ่งพวกเขาได้จัดให้พรหมเทวดามากันจำนวนมาก ลงมาเพื่อกราบฟังธรรมหลวงพ่อเป็นวาระพิเศษ โดยจัดหมายกำหนดการในเวลา 15.00 น. เมื่อคณะไปถึง หลวงพ่อเลือกสถานที่ที่ห่างไกลจากฝูงชนที่อยู่ด้านหลัง แล้วพาหมู่คณะนั่งภาวนาสมาธิราวสิบกว่านาที เพื่อหลวงพ่อจะได้แสดงธรรมแก่ชาวโลกทิพย์ และพวกเราจะได้แผ่เมตตาต่อพวกเขาด้วย เมื่อออกจากสมาธิแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังพอสรุปได้ว่า

   ... “พวกพรหมเทวดาพากันมามาก ครุฑ คนธรรพ์ พญานาค ก็มา บางพวกก็ถูกจัดให้มาเฝ้าอารักขาพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ ต่างจัดเวรยามผลัดเปลี่ยนกันไป หากเวลาใดมีพระอริยเจ้ามายังที่นี่ พวกเขาก็จะบอกต่อๆกันไป ให้พากันมาฟังธรรมท่าน” ...

นอกจากนั้น หลวงพ่อแสดงอาการปีติยินดี ที่พระพุทธองค์เสด็จมาแสดงธรรมโอวาทอีกครั้ง พระพุทธองค์ตรัสกับหลวงพ่อ พอสรุปได้ว่า.....

... “อยู่ใกล้แต่อยู่ไกลเรา อยู่ไกลแต่กลับอยู่ใกล้เราพระตถาคต”...  

เป็นคำสั้นๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง และมีค่ามากมายมิมีประมาณ หากพิจารณาตามพุทธโอวาท และคำที่หลวงพ่อเล่า ตามความเห็นของผู้เขียน พอจะอธิบายได้ว่า ผู้คนมากมายที่หลั่งไหลมายังพุทธคยา หรือผู้คนที่อยู่ใกล้สถานที่ที่ตรัสรู้ แม้จะอยู่ใกล้ชิดแทบทุกวัน กลับหลงทาง เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามปฏิปทาและคำสอนของพระพุทธองค์ มีแต่กิเลสครอบงำ และอาศัยหากินอยู่กับสถานที่แห่งนี้ ซึ่งต่างจากผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะอยู่ห่างไกลถึงประเทศไทย หรือประเทศไหนๆ แม้จะไม่ได้มายังสถานที่แห่งนี้ แต่ใจก็ถึงพระพุทธเจ้าได้ เพราะเมื่อปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าจนใจเห็นธรรมแล้ว ใจก็จะเห็นพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้ที่อยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามากที่สุด ดั่งพุทธโอวาทว่า  .. "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราพระตถาคต" ..

หลวงพ่อเล่าต่อ พอสรุปได้ว่า.....

... “ความจริงสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น ต้นโพธิ์ที่เห็นอยู่นี้เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว และเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น สถานที่แห่งนี้เป็นป่าใหญ่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด มีสัตว์ป่าและนกมากมาย สงบและร่มรื่นมาก บริเวณที่ตรัสรู้นั้น มีต้นโพธิ์อยู่ห้าต้น ตรงกลางมีต้นโพธิใหญ่สองต้นแผ่กิ่งก้านชนกัน แสงแดดไม่สามารถส่องทะลุได้ตลอดทั้งวัน พระพุทธองค์ทรงใช้หญ้าแปดกำสร้างบันลังก์ที่ประทับ อยู่ระหว่างตรงกลางของต้นโพธิ์ทั้งสอง แต่น่าอัศจรรย์ที่บันลังก์กลายเป็นแท่นสี่เหลี่ยม มีเสาและหลังคาเป็นแก้ว พระพุทธองค์ทรงนั่งภาวนากายตรงนิ่ง มีรัศมีสง่างามมาก บรรยากาศก็สว่างไสว” ... 

หลวงพ่อมีความอัศจรรย์ใจว่า ทำไมหลวงพ่อจึงรู้เห็นเช่นนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสให้กำลังใจหลวงพ่อว่า ... “เธอจงทำญาณให้รู้แจ้งยิ่งๆขึ้นไป ทำให้กว้างไกลกว่านี้อีก เพื่อจะได้มีปัญญารู้กว้างไกล จะได้นำไปแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ให้กว้างขวางสืบไป” ...   จากเหตุดังนี้ เราจึงเห็นองค์พ่อแม่ครูอาจารย์พระอรหันต์เจ้าทุกองค์ ยังคงเจริญภาวนากัมมัฏฐานตลอดชีวิตของท่าน แม้ท่านจะละกิเลสได้หมดสิ้นไปนานแล้วก็ตาม

นี้จึงเป็น “ธรรมพิศดาร” ที่พวกเรามิเคยได้ยินได้ฟังมาแต่กาลก่อน จึงนับเป็นบุญวาสนาที่พวกเราได้อยู่ใกล้ชิดองค์ท่าน อย่างไรก็ตาม ข้าพระพุทธเจ้า(ผู้เขียน) ขอกราบขมากรรมต่อพระพุทธองค์และหลวงพ่อ ด้วยเหตุข้อความที่นำมาเล่าต่อนี้ มีการเรียบเรียงและตกแต่งคำขึ้นมาใหม่ คงมีข้อความที่ผิดเพี้ยน หรือขาดและเกินไปจากคำตรัสและคำเล่าของหลวงพ่อไปบ้าง ด้วยเหตุที่สติปัญญายังมีน้อย และสัญญาความจำของข้าพระพุทธเจ้าไม่เที่ยง จึงขอขมากรรมต่อพระพุทธองค์และหลวงพ่อทุกประการ 






นิทานธรรมพิสดาร 
"ถ้ำดงคสิริ" ที่ทรมานกาย 

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ได้พาคณะลูกศิษย์เดินทางไปยังถ้ำแห่งหนึ่ง ณ  เขาดงคสิริ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเคยบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญแบบทรมานกายอย่างอุกฤษณ์ แต่ในที่สุดพระองค์เห็นว่า การทรมานกายนี้ มิใช่ทางพ้นทุกข์ได้ จึงได้เลิกล้มการบำเพ็ญนั้นเสีย จนปัญจวัคคีย์ทั้งห้าเข้าใจผิดจึงได้หนีจากพระองค์ไป

 

เมื่อคณะไปถึงแล้ว หลวงพ่อได้พาคณะศิษย์ เดินไต่ระดับความสูงของภูเขาขึ้นไป ท่ามกลางแขกขอทานและกุลีแบกหามนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ดูพลุกพล่านวุ่นวายดี แต่พวกเราก็เดินภาวนาขึ้นไป ผู้ใดมีปัญญา ก็จะได้พิจารณาสภาวะแวดล้อมเป็นธรรมะไปด้วย 

หลวงพ่อท่านเดินไป ท่านก็สอนลูกศิษย์ไปด้วยว่า ... "เห็นไหม ทำไมเขาจึงมาเกิดเป็นขอทานอยู่ที่นี่ ก็เพราะพวกเขาทำกรรมหนัก ทำกรรมดูหมิ่นและทำลายพระพุทธศาสนา เพราะไม่เชื่อฟังคำสอนของพระพุทธองค์ กรรมจึงพาให้มาเกิดเป็นขอทานอยู่ตามสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ดูตัวก็ดำสกปรก เพราะจิตใจมืดดำอำมหิตมาแต่อดีต กรรมจึงพาให้มาเกิดเป็นคนทุกข์ทรมาน ต้องรับกรรมเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าจะหมดกรรม" ...  

นอกจากข้างทางจะเต็มไปด้วยแขกขอทานแล้ว ยังมีฝูงลิงปะปนอยู่ด้วย หลวงพ่อได้แผ่เมตตาและพูดกับลิงเหล่านั้นว่า ... "ส่วนใหญ่เขาไปเกิดเป็นคนแล้ว ทำไมสูยังเป็นลิงอยู่ เพราะกรรมที่เจ้าทำไว้ ก็จงรับกรรมไปนะ" ... พวกลิงก็ได้แต่ทำตาปริบๆ




เมื่อขึ้นไปถึงแล้ว หลวงพ่อพาพักเหนื่อยที่ลานหน้าวัดทิเบตที่อยู่หน้าถ้ำ เมื่อหายเหนื่อยแล้ว จึงพากันเข้าไปกราบพระพุทธรูปปางทรมานกายที่อยู่ในถ้ำ ถ้ำนี้มีลักษณะแคบเล็กพอจุคนได้ 4-5 คน อากาศภายในก็มีน้อยอุดอู้ ปากถ้ำก็แคบต้องมุดเข้าไป จึงเป็นถ้ำที่เหมาะกับการทรมานกายที่สุด หลวงพ่อได้แสดงธรรมเกี่ยวกับการทรมานกายของเจ้าชายสิทธัตถะแก่ลูกศิษย์ ขอให้พิจารณาตามพระพุทธเจ้า ว่าสิ่งใดควรปฏิบัติและไม่ปฏิบัติ เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว หลวงพ่อจึงพาคณะเดินทางต่อไปยังพรหมโยนีต่อไป







"พรหมโยนี" 
สถานที่ของชฎิลสามพี่น้อง 

ท่านทั้งหลาย หลังจากไปเที่ยวชมสถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว หลวงพ่อพาคณะลูกศิษย์เดินทางต่อมายัง "พรหมโยนี" บนภูเขาที่อยู่ไม่ไกลจากเขาดงคสิริมากนัก พรหมโยนีแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ชฎิลสามพี่น้องและบริวารรวมกัน 1,000 ตนอาศัยอยู่ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้โปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้า จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดเหล่าชฎิลต่อ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด เมื่อหลวงพ่อและคณะไปถึงแล้ว ปรากฏมีเมฆก้อนใหญ่ลอยเคลื่อนมาปิดดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงร้อนจ้า และมีลมพัดโชยมาเป็นระยะๆ หลวงพ่อพูดว่า "ภูมิที่นี่เขามีฤทธิ์มาก เนรมิตและบันดาลลมฝนได้" หลวงพ่อได้พาหมู่คณะเดินไต่บันไดขึ้นไป ท่ามกลางแขกขอทานจำนวนมาก บันไดสูงชันมากพอสมควร เมื่อไปถึงบริเวณลานหน้าผา ปรากฏมีรอยบาทอยู่สองรอย หลวงพ่อบอกว่า เป็นรอยที่เขาทำขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นอุบายบางอย่างของเขา เมื่อมองจากหน้าผา จะเห็นเมืองคยาและแม่น้ำเนรัญชราที่แห้งขอด หากมองข้ามแม่น้ำไป จะแลเห็นเขาดงคสิริที่อยู่ไม่ไกลกันนัก



ขณะที่พวกเรานั่งพักอยู่บนหน้าผา มีแขกเจ้าถิ่นผู้คอยจัดการกำกับนักท่องเที่ยว คล้ายกันกับที่เขาคิชฌกูฏผู้หนึ่ง เข้ามาอธิบายและเจ้ากี้เจ้าการหลายอย่าง เขาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแขก ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง จึงสื่อสารกันไม่ค่อยได้ หลวงพ่อนั่งฟังอยู่ด้วย ท่านจึงพูดแปลอธิบายให้ลูกศิษย์ฟังว่า เขาหมายถึงอะไร ทั้งที่หลวงพ่อไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ และจบเพียงแค่ชั้นประถม 4 พวกเรางงอยู่สักพัก หลวงพ่อจึงเล่าว่า มีชาวโลกทิพย์แปลให้ฟัง แขกผู้นั้นบอกว่า ... "พระพุทธเจ้า เป็นบุตรพระเจ้าของเขา  พระเจ้าของเขาเป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้า พระเจ้าของเขาก็คือ พระศิวะ พระนารายณ์" ... หลวงพ่ออธิบายต่อไปว่า  ... "ศาสนาของเขาเชื่อกันว่า ศิวลึงค์ (อวัยวะเพศชาย) ที่พวกเขาบูชาคือ ตัวแทนของพระศิวะ ส่วนที่เป็นลำตัวคือ พระนารายณ์"...

จากเหตุการณ์นี้ หลวงพ่อจึงได้แสดงธรรมแก่พวกเราต่อไปว่า

... "ทุกสรรพสิ่งล้วนมีพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด โลกจักรวาลก็มี อวิชชาก็มีพ่อ พวกเราเกิดมาก็เพราะมีอวิชชาเป็นพ่อ ทุกสิ่งล้วนมีที่มาที่ไป แต่พวกเราไม่รู้ ไม่รู้เหมือนพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ จึงได้แต่ด้นเดากันไป ก็เหมือนกับแขกขี้คุยคนนี้" ... 

(ผู้เขียนขอขมากรรมต่อหลวงพ่อ เพราะข้อความได้เรียบเรียงและตกแต่งขึ้นมาใหม่ ความจำหมายไม่เที่ยง จึงผิดเพี้ยนไปบ้าง)







นิทานธรรมพิสดาร 
"ปัตจัตตังธรรม" ณ กรุงราชคฤห์

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะลูกศิษย์วัดโคกปราสาท ได้เดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ เมืองโบราณสมัยพุทธกาล ด้วยเหตุที่หลวงพ่อได้นิมิตเห็นบางอย่าง ทีแรกไม่ได้มีอยู่ในโปรแกรมการเดินทาง แต่ขณะที่พวกเราพักและภาวนากันอยู่ที่วัดพุทธสาวิกา เมืองคยา หลวงพ่อท่านได้นิมิตเห็นสถานที่ตรัสรู้ และสถานที่พำนักของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ซากอาคารฝังอยู่ลึกใต้ดินสิบกว่าเมตร และอยู่ใต้เมืองราชคฤห์ ยุคนู้นผู้คนมีความสูงราวแปดศอก หรือราว 4 เมตร ตัวอาคารที่พักของพระพุทธองค์ก็ใหญ่โต ตามสรีระความสูงของผู้คนสมัยนั้น อาคารสร้างด้วยศิลาและอิฐสีแดงก้อนใหญ่กว่าปัจจุบัน ทางจงกรมของพระพุทธเจ้าก็สวยงามมาก หลังคาทรงโค้งมุงด้วยศิลาหรืออิฐ ระหว่างอาคารถูกวางผังและประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงาม และมีระเบียบ สภาพบ้านเมืองสมัยนั้น จึงน่าอยู่มาก นอกจากนั้น ยังมีเหตุปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่คณะต้องเดินทางไปที่นั่น ดังรายละเอียดนิทานธรรมต่อไปนี้







 รอยเกวียน รอยกรรม 

ท่านทั้งหลาย คณะพวกเราออกเดินทางจากวัดพุทธสาวิกา เมืองคยา มุ่งหน้าสู่เมืองราชคฤห์ด้วยรถยนต์สามคัน แต่ด้วยการจราจรและความเร็วของรถวิ่งไม่เท่ากัน จึงทำให้พลัดหลงกันไปคันละที่ หลวงพ่ออยู่อีกคัน ดร.นนต์และหมอวิบูลย์อยู่อีกคัน คุณรีจอยส์และหัวหน้าทัวร์อยู่อีกคัน เสมือนถูกจัดสรรให้เป็นเช่นนั้น ต่างคันต่างไป อย่างไรก็ตาม ตลอดเส้นทาง คุณรีจอยส์ซึ่งเป็นลูกหลานของโยมอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่หลวงตาพระอรหันต์เจ้าต่อมาอีกหลายองค์ เธอเล่าให้ฟังว่า เทวดาเขาบอกต่อกันเป็นทอดๆ ว่า หลวงพ่อและคณะผู้มีบุญ จะเดินทางผ่าน ขอให้รีบมากราบและขอเมตตาบารมีธรรมจากท่าน แสงของเทวดาจะกระทบกันไปเป็นทอดๆ สว่างและมีสีสันต่างกันไปตามบารมีของแต่ละตน ตลอดเส้นทางจะมีเทวดาและเหล่าวิญญาณ มารอกันมากมาย ยืนเป็นแถวตลอดเส้นทางเป็นช่วงๆ อย่างไรก็ตาม ขณะที่คุณรีจอยส์และคณะก่อนจะมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งคือ รอยเกวียนโบราณที่กัดจมลงไปในแผ่นหิน ที่อยู่ห่างจากเขาคิชฌกูฏราว 2-3 กิโลเมตร วิญญาณสื่อสารไปยังคุณรีจอยส์ ให้นิมนต์หลวงพ่อและบุรุษผู้หนึ่ง แวะไปโปรดพวกเขาด้วยเถิด ดังนั้น เธอจึงรีบโทรนิมนต์หลวงพ่อให้แวะไปโปรดพวกเขา 

เมื่อหลวงพ่อได้ไปโปรดพวกเขาแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ตรงบริเวณรอยเกวียนโบราณนี้ คือสถานที่ค้าขายที่สำคัญของกรุงราชคฤห์โบราณ เมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว (ยุคก่อนพุทธกาล) ผู้คนสมัยนั้นร่ำรวยมาก มีเกวียนมากมายขนถ่ายสินค้า จนรอยเกวียนจมลงไปในแผ่นหิน หัวหน้าวิญญาณที่สื่อสารมาก็คือ คู่บารมีเก่าของคุณรีจอยส์ เขารอผู้มีบุญและคู่บารมีมานานถึง 3,000 ปี เหตุที่เขายังตกค้างอยู่ เพราะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายที่ยังเป็นห่วง จึงเป็นคติเตือนใจอย่างดี สำหรับผู้ยังมีความตระหนี่ขี้เหนียว และหลงใหลในทรัพย์สินข้าวของเงินทองว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นของเรา ตายไปก็ไปแต่ตัวเปล่า หากใจยังติดในข้าวของเงินทองแล้วไซร้ วิญญาณก็จะไม่ได้ไปผุดไปเกิด ดังเช่นกรณีนี้




หลังจากหลวงพ่อและคณะ ได้แวะโปรดวิญญาณเหล่านั้นแล้ว คุณรีจอยส์ได้ไปตามบุรุษผู้หนึ่งที่เขาคิชฌกูฏ ให้มาโปรดแผ่เมตตาให้แก่พวกเขาอีกรอบ ตามที่เขาได้สื่อสารมา เมื่อไปถึงจิตเสมือนรู้ว่า พวกเขามีความปีติยินดีระล่ำระลักร้องไห้ออกมา ประหนึ่งว่า มีความทุกข์มายาวนาน บุรุษผู้หนึ่งจึงอธิษฐานแผ่เมตตาออกไป ใจเสมือนสัมผัสกับทุกขเวทนา ระคนกับความปีติยินดี ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกข์แท้หนอพวกท่าน กรรมใดหนอ หากเรามีบุญมากพอที่จะแผ่กุศลให้ท่านได้ เราขอยกให้ท่านทั้งหมด แผ่ออกไปทีไร ความปีติซาบซ่านก็ย้อนกลับมาเป็นระลอก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ขณะเดียวกัน ลมก็ได้พัดกระโชกแรงมาเป็นระลอก พร้อมกับมีฝูงแมลงปอจำนวนมาก บินมาวนอยู่เหนือศรีษะของบุรุษผู้นั้น จนเสร็จพิธี


"อนิจจัง" มหาวิทยาลัยนาลันทา 
"อนิจจา" วิบากกรรมในอดีตชาติ 

ท่านทั้งหลาย เช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ ได้เดินทางไปยังเมืองนาลันทา รัฐพิหาร อินเดีย ที่อยู่ใกล้กันกับเขาคิชฌกูฏ และอยู่ห่างจากเมืองคยาไม่ไกลนัก ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ราว 2 ชั่วโมง ด้วยมีเหตุบางอย่างที่หลวงพ่อรู้เห็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีต ท่านจึงมุ่งหน้าพาคณะลูกศิษย์ ออกเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพื่อไปแผ่เมตตาแก่ชาวโลกวิญญาณที่ยังตกค้างอยู่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้หนึ่งเคยเดินทางไปยังมหาลัยนาลันทามาแล้วถึงสองครั้ง เมื่อต้นปี 2557 และต้นปี 2558 แต่ด้วยยังไม่ทราบว่า เกิดจากสาเหตุอะไร ถึงทำให้ต้องลำบากแวะเวียนมาอีกเป็นครั้งที่สาม จึงขอนำเอาบทความเดิมบางตอน ที่ได้เขียนบันทึกไว้เมื่อปี 2557 กลับมาให้ท่านทั้งหลาย ได้ช่วยกันพิจารณาตามว่า มันมีความเกี่ยวพันกันมาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้หรือไม่ ดังนี้

...“ท่านทั้งหลาย ในเช้าของวันที่ 22 มีนาคม 2557 หลังจากคณะของเราได้ลงจากเขาคิชฌกูฏแล้ว คณะของพวกเรามุ่งหน้าสู่เมืองนาลันทาอีกครั้ง เพื่อไปกราบสักการะหลวงพ่อองค์ดำ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์  หลังจากนั้น คณะของพวกเราได้ไปชมมหาวิทยาลัยนาลันทาที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งแรกที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังในอดีต เมื่อไปถึงตอนแรก บุรุษผู้หนึ่งคิดว่า จะไม่ลงจากรถเพื่อไปดูในสถานที่ข้างในมหาวิทยาลัย แต่มีเหตุดลใจบางอย่างแผ่เข้ามา จิตรู้ว่า เสมือนมีพลังขอความเมตตาสื่อเข้ามาเป็นระลอกๆ จึงระลึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อตอนที่นั่งฟังเรื่องราวของมหาวิทยาลัยแห่งนี้บนรถ วิทยากรเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งอดีต ตอนที่มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลาย ในประมาณปี พ.ศ. 1742 กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้ยกมารุกราน และรบชนะกษัตริย์แห่งชมพูทวีปฝ่ายเหนือ และเข้าครอบครองดินแดนโดยลำดับ กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้เผาผลาญทำลายวัด และปูชนียสถานในพุทธศาสนาลงแทบทั้งหมด และสังหารผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา พระภิกษุก็ถูกสังหารแทบหมดสิ้น พระสงฆ์บางรูปที่มีจิตใจเข้มแข็งก็เข้าที่ภาวนาสมาธิ นั่งรอความตายจนคอขาดกระเด็น บางรูปจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ต่างก็พยายามวิ่งหนีเอาตัวรอด ว่ากันว่าเลือดแดงนองเต็มแผ่นดิน เพราะมีพระสงฆ์อยู่นับหมื่นๆองค์ และในที่สุด มหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ถึงแก่ความพินาศลงตั้งแต่บัดนั้นมา 

เมื่อบุรุษผู้นี้ได้ฟังเรื่องราวนี้จบลง ถึงกับทำให้เกิดความสังเวชในใจ พลันคลื่นบางอย่าง ประหนึ่งขอความเมตตาได้แผ่ซ่านเข้ามา จึงตั้งใจไว้ว่า เมื่อไปถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา เราจะลงไปแผ่เมตตาให้กับวิญญาณเหล่านั้น เมื่อระลึกขึ้นมาได้เช่นนี้ จึงต้องขอให้อุบาสิกาสำรวยและคุณครูกี๋ ลงไปช่วยกันแผ่บุญกุศลอีกครั้ง  หลังจากนั้น ก็เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองกุสินาราต่อไป”...   





กลับมาฟังเรื่องราวในวาระใหม่นี้กันต่อ ว่ากันว่า เมื่อครั้งในอดีต เมืองนาลันทามีความเจริญรุ่งเรืองมาก และกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาของโลก หลังจากพุทธกาลล่วงมาแล้วพันกว่าปี ว่ากันว่า มีพระสงฆ์หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ มาจากหลายประเทศ มีจำนวนมากมายนับแสนรูป แม้แต่พระถังคำจั๋งของจีน ก็เคยมาศึกษาที่นี่ เมื่อหลวงพ่อและคณะไปถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา และได้แผ่เมตตาแก่สรรพวิญญาณแล้ว ภายหลัง หลวงพ่อได้เล่าให้ทุกคนฟัง พอสรุปได้ว่า 

  ...“ในสมัยนั้น "ดร." เคยเดินทางเข้ามาเรียนพระไตรปิฎกและพระปริยัติธรรม ในมหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้ และถูกกองทัพมุสลิมฆ่าตายร่วมกันคามหาวิทยาลัย นอกจากนั้น คุณหมอวิบูลย์ กมลพรวิจิตร และ คุณปกรณ์ ศรีเรือนทอง ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในครั้งนี้ ก็เคยมาตายร่วมกันในมหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้  ซึ่งในสมัยนั้น คุณหมอวิบูลย์เกิดเป็นหมอหนุ่มชาวจีน และได้ติดตามมาดูแลรักษาพระสงฆ์จีน ส่วนคุณปกรณ์ก็เกิดเป็นเด็กหนุ่มชาวจีน คอยติดตามมาดูแลเรื่องอาหาร และอุปัฏฐากพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากจีนเช่นกัน นอกจากบุคคลทั้งสอง จะได้ดูแลพระสงฆ์แล้ว ยังมีโอกาสได้ศึกษาพระธรรมไปพร้อมกันด้วย แต่สุดท้าย ทั้งหมดก็ถูกฆ่าตายร่วมกันในมหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้ หลังจากนั้น คุณหมอวิบูลย์และคุณปกรณ์ ก็ได้ไปเกิดอยู่ที่ประเทศจีนอีกนับสิบชาติ จึงได้มาเกิดอยู่ที่ประเทศไทย อานิสงส์ของบุคคลเหล่านี้ ที่ได้เคยศึกษาพระธรรมในครั้งกระนั้น จึงทำให้มีปัญญาทำมาหาเลี้ยงชีพ และมีปัญญาในทางธรรม ติดตามมาจนถึงชาติปัจจุบัน ส่วนอีกหลายคนๆ ที่มาด้วยกันนี้ บ้างก็เคยวิ่งเล่น บ้างก็เคยเป็นอุบาสกอุบาสิกา อุปัฏฐากดูแลพระสงฆ์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เช่นกัน จึงได้ร่วมเดินทางมาด้วยกันอีกครั้ง”...  






"พญานาค" ณ วัดเวฬุวัน 

หลังจากหลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ได้ไปโปรดสรรพวิญญาณ ณ มหาวิทยาลัยนาลันทาแล้ว ได้มุ่งหน้ากลับมายังเมืองราชคฤห์อีกครั้ง เพื่อเข้าไปชมวัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์ และที่วัดเวฬุวันแห่งนี้ มีพญานาคผู้เฝ้าดูแลวัดมาตั้งแต่เมื่อครั้งพุทธกาล ได้เข้ามากราบนมัสการหลวงพ่อ โดยมาในร่างงูตัวเล็กเลื้อยอยู่บนต้นไม้เหนือศรีษะหลวงพ่อ อยู่ห่างราวหนึ่งเมตร และดลให้แขกอินเดียเห็น จนร้องเอะอะบอกเตือนหลวงพ่อให้รีบลุกหนีออกไป หลวงพ่อก็ได้แต่ยิ้มๆ




"คุกคุมขัง" วิบากกรรมของพระเจ้าพิมพิสาร 

หลังจากนั้น จึงเดินทางต่อไปยังคุก ที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสารที่อยู่ไม่ห่างไกลกันนัก คุกแห่งแรกเป็นอาคารที่เจาะเข้าไปในหน้าผาหิน แขกอินเดียและนักโบราณคดีบอกว่า เป็นที่เก็บสมบัติของพระเจ้าอชาตศัตรู แต่หลวงพ่อบอกว่า ที่นี่แหละ เป็นสถานที่พระเจ้าอชาตศัตรู ใช้เป็นที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสารในครั้งแรก แต่ต่อมา เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบว่า พระบิดาได้ใช้ห้องโถง ที่มีพื้นที่กว้างขวางพอในการภาวนาเดินจงกรม พระเจ้าอชาตศัตรู จึงได้ย้ายพระบิดาไปคุมขังไว้ในคุกมืดใต้ดิน ที่สร้างอยู่ถัดไปจากบริเวณเดิมราวหนึ่งกิโลเมตร ปัจจุบัน ยังหลงเหลือเพียงซากกำแพงของคุก เมื่อไปถึงแล้ว หลวงพ่อได้เล่าเรื่องราววิบากกรรมของพระเจ้าพิมพิสาร ในแบบธรรมพิสดารตามฉบับของหลวงพ่อ พอสรุปได้ว่า




 "พระเจ้าพิมพิสาร เคยเกิดเป็นพระราชาในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีต ในกาลครั้งกระนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้กลับจากไปทำศึก และได้รบชนะข้าศึกกลับมา ขณะนั้น พระพุทธองค์และเหล่าสาวกอรหันต์จำนวนมาก กำลังประทับอยู่ในอุทยานของพระราชา ด้วยความดีใจและลำพองในชัยชนะ และความยิ่งใหญ่ของตน พระราชาจึงได้เสด็จเข้าไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ โดยไม่ได้ถอดรองเท้า พร้อมกับยืนประกาศว่า ข้ารบชนะข้าศึกแล้ว พร้อมกับแสดงความยิ่งใหญ่ ต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์ จากวิบากกรรมนั้น ทำให้พระเจ้าพิมพิสารถูกพระราชโอรสคือ พระเจ้าอชาตศัตรูกรีดฝ่าพระบาท พร้อมกับใช้เกลือทารอยแผลนั้น เพื่อไม่ให้พระเจ้าพิมพิสารเดินจงกรมได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันแล้ว จึงมีญาณรู้เห็นวิบากกรรมในอดีตชาติได้ พระองค์จึงได้น้อมรับกรรมนั้น โดยไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย และในที่สุดก็ได้เสด็จสวรรคตในคุกใต้ดินนั่นเอง"  






 นิทานธรรมพิสดาร 
"ปัตจัตตังธรรม" ณ วัดพุทธสาวิกา

ท่านทั้งหลาย การมาปฏิบัติธรรมสัญจร และโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ประเทศอินเดีย ของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ในวาระนี้ ได้รับความอนุเคราะห์สถานที่พัก และอาหารเป็นอย่างดี จากวัดไทยต่างๆ ดังนี้ คืนแรกวันที่ 31 ตุลาคม 2558 พักที่วัดป่าพุทธคยา วันที่ 1-4 และ 6 พฤศจิกายน 2558 พักที่วัดพุทธสาวิกา และวันที่ 5 พักที่วัดไทยสารนาถ ทางคณะจึงขออนุโมทนา กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสามวัดดังกล่าว ทุกประการครับ



อย่างไรก็ตาม การที่คณะได้มาพักที่วัดพุทธสาวิกา (แม่ชีแก้ว) เมืองคยา รัฐพิหาร อินเดีย ในวาระนี้ สืบเนื่องมาจากบุรุษผู้หนึ่งและคณะรวม 10 ท่าน เคยเดินทางมาภาวนา และได้พักที่วัดพุทธสาวิกามาแล้วครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งในวาระนั้น ทางคณะได้รับความอนุเคราะห์จากวัดพุทธสาวิกาเป็นอย่างดี  และในกาลครั้งกระนั้น ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งภาวนาอยู่ที่วัดพุทธสาวิกา ได้เกิดสภาวธรรมบางอย่าง จึงได้อธิษฐานจิตว่า จะนิมนต์หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท มาโปรดสรรพสัตว์ ณ วัดแห่งนี้อีกสักครั้ง ซึ่งคำอธิษฐานนั้น ก็ได้สำเร็จเป็นความจริงในวาระนี้ 

เมื่อมาถึงกาลของวาระนี้ จึงทำให้คณะของพวกเรา ได้ย้ายมาพักที่วัดพุทธสาวิกาอีกครั้ง ทั้งที่ผู้จัดทัวร์มิได้มีโปรแกรมว่าจะมาพักที่นี่ และได้เกิดเหตุการณ์และความอัศจรรย์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายที่วัดพุทธสาวิกา ดังนิทานธรรมต่อไปนี้ 





"การกลับมา" ของผู้ที่ตายในมหาวิทยาลัยนาลันทา 

ท่านทั้งหลาย ตั้งแต่คณะได้มาพักที่วัดพุทธสาวิกา หลวงพ่อได้พาลูกศิษย์วัดโคกปราสาทเกือบทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะรักษาศีลแปด โดยทานอาหารมื้อเดียว และปฏิบัติภาวนาและฟังธรรมกันทั้งคืน ตลอด 4 คืน แม้แต่อาม่า มารดาของคุณหมอวิบูลย์ อายุ 76 ปี ก็สามารถภาวนาได้จนสว่าง อานิสงส์จึงได้บังเกิดขึ้นมากมาย ขณะเดียวกัน เมื่อลูกศิษย์ได้ถวายการนวดแก่หลวงพ่อ หลวงพ่อก็จะเล่าเรื่องราวอัศจรรย์ต่างๆ ที่หลวงพ่อได้รู้เห็นที่อินเดียให้ฟัง อาทิเช่น 

เรื่องราวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทา ที่มีการฆ่าล้างพระสงฆ์เป็นหมื่นๆรูป เมื่อครั้งในอดีต ดังที่ผู้เขียนได้เล่าไว้ในตอนที่ผ่านมา และยังมีอีกบางส่วนเพิ่มเติมคือ หลวงพ่อเล่าว่า ผู้ที่ถูกฆ่าตายจำนวนมากในมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีตนั้น ต่างได้ไปเกิดในประเทศต่างๆ ที่มีพระพุทธศาสนาดำรงอยู่ บ้างก็ไปเกิดในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร ศรีลังกา ทิเบต จีน เวียดนาม และอีกหลายประเทศทั่วโลก และจากอานิสงส์หรือผลกรรมในครั้งกระนั้น จึงทำให้บุคคลเหล่านั้น ต้องกลับมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในอินเดียอีกครั้ง บ้างก็พากันมา สร้างวัด สร้างเจดีย์ แลเสนาสนะในที่ต่างๆ ทั่วอินเดีย แต่ก็ไม่สามารถกลับไปทะนุบำรุงในที่มหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งเดิมได้ เนื่องด้วยกฎหมายของอินเดีย และกฎระเบียบของมรดกโลก บ้างก็พากันบริจาคปัจจัยและข้าวของมาบำรุงพระพุทธศาสนา บ้างก็ได้กลับมาแสวงบุญที่อินเดีย กลับมาแล้วก็จำไม่ได้ ก็เพราะไม่รู้อดีต วนไปเวียนมาเป็นอยู่อย่างนี้ เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ หลวงพ่อรู้สึกสังเวชใจ จึงได้กระซิบกับบุรุษผู้หนึ่งว่า “น่าสังเวชกับการเวียนว่ายตายเกิดเน๊าะ”








"พญาควาย และบริวารควาย"

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อเล่าเรื่องอดีตชาติให้ฟัง พอสรุปได้ว่า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลของพระสมณโคดมพระพุทธเจ้า ขณะที่พระพุทธองค์ยังทรงธาตุขันธ์อยู่ หลวงพ่อเคยเกิดเป็นพญาควาย ดูแลบริวารจำนวนมาก อยู่ในเมืองพุทธยาแห่งนี้ และนางพญาควาย นางควาย รวมทั้งบริวารควาย ก็ได้ติดตามมาอินเดียด้วยในครั้งนี้ เมื่อหลวงพ่อเล่ามาถึงตรงนี้ ปรากฏว่า มีสุภาพสตรีหลายท่าน ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาตามๆกัน จะว่าเป็นที่ปีติยินดี หรือระคนกับความสังเวชในชะตากรรมร่วมกันก็ได้ 

หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า ก็เพราะหลวงพ่อเกิดเป็นพญาควายด้วยวิบากกรรม แม้จะได้พบกับพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ แต่ก็ยังดีที่พระพุทธองค์ทรงโปรดสอนให้พญาควายรักษาศีล ให้ดูแลอบรมสั่งสอนบริวารว่า อย่าได้ไปหากินในที่ไร่นาของมนุษย์ และอย่าได้ไปทำลายสิ่งใดของมนุษย์เป็นอันขาด และในที่สุด พญาควายและเหล่าบริวารก็ถูกฆ่าตาย ด้วยอานิสงส์ จึงได้พาบริวารไปเกิดเป็นมนุษย์ที่ประเทศจีนอยู่หลายชาติ จึงได้มาเกิดที่ประเทศไทย






พระนางสุชาดา 

ท่านทั้งหลาย ขณะที่หลวงพ่อพาลูกศิษย์ภาวนาอยู่ที่วัดพุทธสาวิกาในคืนที่สอง หลวงพ่อเกิดรู้เห็นความอัศจรรย์ในอดีตชาติของพระนางสุชาดา และเห็นเหตุการณ์ขณะที่พระนางสุชาดา ถวายข้าวมธุปายาสแด่เจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า จนหลวงพ่อต้องพาลูกศิษย์ไปดูในสถานที่จริงในตอนเช้า หลวงพ่อเล่า "นิทานธรรม" ให้ฟัง พอสรุปได้ว่า ความจริงพระนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธองค์ ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ที่ทรงใช้เป็นสถานที่ตรัสรู้ มิใช่ที่ต้นไทรตามที่แต่งเรื่องกันมาในปัจจุบัน โดยในขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ หลังจากทรงเลิกทรมานกายจากถ้ำที่เขาดงคสิริแล้ว พระองค์ทรงดำเนินมายังต้นศรีมหาโพธิ์ ส่วนบ้านของนางสุชาดา อยู่ฟากแม่น้ำเนรัญชรา ฝั่งตรงข้ามกับต้นศรีมหาโพธิ์ เมื่อดูจากสถานที่จริงแล้ว น่าจะห่างกันราวหนึ่งกิโลเมตร กาลนั้น พระพุทธองค์ทรงสำแดงรัศมีสว่างไสว จนนางรับใช้ของพระนางสุดาแลเห็นแสงสว่างนั้น จึงข้ามฝั่งเข้าไปดู และได้เห็นความสง่างามแลความอัศจรรย์นั้น จึงกลับมารายงานพระนางสุชาดาว่า ได้พบกับเทวดาที่โคนต้นโพธิ์แล้ว หลังจากนั้น พระนางสุชาดาจึงได้นำข้าวมธุปายาส ไปถวายพระพุทธองค์ตามลำดับ หลวงพ่อเล่าต่อว่า ความจริงเป็นเช่นนี้ มิใช่ความจริงตามตำราที่เล่าผิดเพี้ยนตามกันมา นี้คือธรรมพิสดาร ที่รู้เห็นด้วยอาสวักขยญาณอันกว้างไกลของพระสุปฏิปันโนในยุคนี้




วิญญาณทหาร ณ วัดพุทธสาวิกา 

ท่านทั้งหลาย ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ได้เกิดเรื่องราวปัตจัตตังบังเกิดขึ้นกับอุบาสิกาท่านหนึ่ง คือ คุณป้าสม ท่านเป็นสุปฏิปันโนผู้ที่มีภูมิธรรมแล้ว  ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ในตอนบ่ายสามโมง ขณะที่หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ทั้งหมด เดินทางไปยังบริเวณมณฑลพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ ตามคำนิมนต์ของท้าวมหาพรหม ดังที่ผู้เขียนได้เล่าไปแล้วในตอนแรก อุบาสิกาเล่าว่า ท่านมีจิตสัมผัสบางอย่าง จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า วันนี้จะไม่ออกจากวัดพุทธสาวิกาไปไหน แม้หลวงพ่อจะได้รับนิมนต์จากพรหมเทวดาก็ตาม เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว อุบาสิกาตั้งใจจะนั่งภาวนา ไม่นานปรากฏมีคลื่นดำของเหล่าวิญญาณพากันมาหามากมาย มืดดำไปหมด เพราะวิญญาณเหล่านี้ ไม่มีบุญแม้แต่น้อย แรกๆอุบาสิกาท่านก็หวั่นไหวเล็กน้อย เพราะยังไม่เคยประสบกับเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้มาก่อน หนักหนาสาหัส จนกระทั่งวิญญาณเหล่านั้น ต่างรุมล้อมเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาเต็มไปหมด จะเดินจงกรมก็เดินไม่ได้ จะนั่งภาวนาในท่าขัดสมาธิก็ไม่ได้ จึงได้แต่นั่งชันขากับขอบเตียงภาวนา แผ่เมตตาออกไป 

อุบาสิกาเล่าต่อว่า วิญญาณมามาก มารุมล้อมจนหายใจไม่ออก ท่านจึงตั้งสติระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และบุญบารมีของตน แผ่เมตตาออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่นานหลายนาที จนรู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีกำลังใจ เพราะเห็นคลื่นบุญที่ท่านแผ่ออกไปเป็นรัศมีสว่างไสวทั่วทุกทิศทาง เมื่อคลื่นแสงบุญที่สว่างไสวแผ่ออกไปกระทบกับดวงวิญญาณที่มืดดำแล้ว ดวงจิตเหล่านั้น ก็แตกโพล้งออกไปเป็นแสงสีขาวสว่างไสว ประหนึ่งแสงประกายที่แตกจากการสปาร์กของไฟฟ้า ไปรอบทิศทาง คลื่นบุญแผ่กระทบแล้ว สว่างไสวขยายวงออกไป จนความมืดนั้นหมดสิ้นไป 

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว วิญญาณเหล่านั้น ได้ไปจุติเป็นเทวดา และกลับมาขอบคุณอุบาสิกา พร้อมทั้งได้เล่าเรื่องราวในอดีตให้ท่านฟังว่า พวกเขาเป็นทหารที่ถูกฆ่าตายในบริเวณนั้น ถูกฆ่าตายกันเป็นจำนวนมาก  นอกจากนั้น อุบาสิกาป้าสม ยังได้เล่าให้ฟังว่า พระพรหม ซึ่งเป็นบิดาของแม่ชีแก้ว ผู้สร้างวัดพุทธสาวิกา ลงมาต้อนรับคณะพวกเราตั้งแต่วันแรก และบุรุษผู้หนึ่งก็สัมผัสได้เช่นกันว่า มีผู้ไม่มีตัวตนมาคอยต้อนรับจำนวนมาก นี้คือความอัศจรรย์ ที่ได้บังเกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่า หากเราปฏิบัติจริงตามพระพุทธเจ้า ธรรมจริงนั้น ก็จักบังเกิดขึ้นได้จริง และสามารถช่วยเหลือสัตว์โลกได้ตามกำลังของคุณธรรมนั้น



นิทานธรรมพิสดาร 5 
"คงคา" แม่น้ำแห่งสัจธรรม

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ได้ออกเดินทางจากพุทธคยาสู่เมืองพาราณสี รัฐพิหาร อินเดีย ด้วยรถยนต์ ใช้เวลาเดินทางราว 6-8 ชั่วโมง ตามสภาพการจราจร เมื่อไปถึงเวลาใกล้พลบค่ำ คณะจึงได้ลงเรือล่องแม่น้ำคงคาทันที อย่างไรก็ตาม การที่คณะได้มายังแม่น้ำคงคาในวาระนี้ มีเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อคราวที่บุรุษผู้หนึ่ง และอุบาสิกาสำรวย  ได้เคยมายังแม่น้ำคงคา เมื่อต้นปี 2557 มาแล้วครั้งหนึ่ง ในคราวนั้น อุบาสิกาสำรวย ได้เกิดสภาวธรรมรู้เห็นบางอย่าง จึงได้อธิษฐานจิตต่อพรหม เทวดา มหาเทพ มหาเทวี และเหล่าวิญญาณว่า “หากพวกท่าน มีบุญวาสนา เราจะนิมนต์หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ผู้เป็นคู่บารมีและครูอาจารย์ของเรา ให้มาโปรดพวกท่านอีกครั้ง” และคำอธิษฐานนั้น ก็ได้เป็นจริงแล้ว 




"คงคา" แม่น้ำแห่งสรรพวิญญาณ 

ท่านทั้งหลาย เมื่อคณะพวกเราเดินทางไปถึงเมืองพาราณสี ก็ได้เจอกับปัญหาการจราจรที่ติดขัด เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง เมื่อเจอสภาวการณ์ดังนั้นแล้ว พวกเราได้พิจารณาสภาพผู้คน สัตว์สิ่งของ บ้านเมือง วัฒนธรรม และประเพณี เห็นผู้คนมากมาย ต่างคนต่างพลุกพล่านวุ่นวาย เสียงรถเสียงแตรดังสนั่นหวั่นไหว ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ดูเสมือนไม่มีกฎไม่มีระเบียบ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป ต่างสกปรก มีสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็น และมีแมลงวันมากมาย ขอทานก็มีมาก ศาสนาและลัทธิต่างๆก็มีมาก ต่างคนต่างก็กระทำกันไปตามความเชื่อ เห็นแล้วก็รู้สึกสังเวชในจิตใจ สมกับเป็นเมืองแห่งสัจธรรมจริงๆ หลายคนถึงกับอุทานว่า...  “นี้คือเมืองนรกบนดิน พวกเราโชคดีแล้ว ที่ได้ไปเกิดในประเทศไทย บ้านเรามีทุกอย่าง อุดมสมบูรณ์ จะเรียกว่า เป็นเมืองสวรรค์บนดินก็ได้”...   

และญาติธรรมบางรายถึงกับเอ่ยว่า... “วันนี้จะไม่ขออาบน้ำนะคะ”... เพราะเธอคิดว่า น้ำที่ใช้อาบคงเอามาจากแม่น้ำคงคา ส่วนบางท่านก็ถึงกับเอ่ยว่า... “หากมีเมนูอาหารที่ทำจากปลา จะไม่ขอรับประทาน กลัวปลาแม่น้ำคงคาจะกินซากศพ”... ก็เป็นอาการวิตกจริตกันไป พอให้ได้แซวกันเล่น แต่เมื่อหันมาดูชาวแขกเขา จะว่าไปแล้ว ก็คงเป็นวิบากกรรมของพวกเขา ดังที่หลวงพ่อได้พูดกับบุรุษผู้หนึ่งว่า... “ให้ดูเอา ดูให้เป็นธรรมะ พวกเขาเหล่านี้มีกรรมมาก จึงมาเกิดใช้กรรมอยู่ในเมืองนี้”... 




เมื่อมาถึงแม่น้ำคงคา และได้ลงเรือล่องแม่น้ำคงคาแล้ว ผู้มาใหม่บางรายก็ดูตื่นเต้น แต่บางท่านก็ดูเงียบขรึม บ้างก็ถ่ายรูปไปตามอัธยาศัย ขณะเดียวกัน เมื่อหลวงพ่อเห็นชาวคณะกำลังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป จนลืมในภาระกิจบางอย่าง หลวงพ่อท่านจึงได้เอ่ยกับบุรุษผู้หนึ่งว่า... 

....“มัวแต่พากันเพลิดเพลิน มาเที่ยวเล่นเฉยๆก็มี ไม่พากันพิจารณาสิ่งรอบข้าง ไม่เห็นเป็นธรรมะ มันจะเกิดประโยชน์อะไรกับการมาที่นี่  โน้น!.. พากันเห็นหรือเปล่า พวกวิญญาณมืดฟ้ามัวดิน แออัดยัดเยียดเต็มไปหมด ทำไมไม่พากันตั้งใจกำหนดสติสมาธิ แล้วแผ่เมตตาให้กับพวกเขา จึงจะเกิดบุญกุศล”.... 





เมื่อล่องเรือผ่านไป บางช่วงก็เห็นศพลอยน้ำตุ๊บป่องมา บนฝั่งก็เห็นการเผาศพอย่างต่อเนื่อง บางศพก็ห่อผ้าวางรอคิวเผา เขม่าควันไฟคละคลุ้ง บรรยากาศขมุกขมัวสลัว สุนัขและวัวก็ปะปนหากินอยู่กับซากศพ ส่วนตึกอาคารเรียงรายแม้จะดูใหญ่โต แต่ก็หาความเจริญหูเจริญตาไม่ เหลียวแลไปทางไหน ก็เห็นแต่ความหดหู่รันทดใจ แต่ผู้คนประเทศนี้ เขากลับไม่ได้เห็น และไม่ได้คิดอย่างเรา ดูไปก็เห็นแขกมากมาย ลงไปอาบไปแช่ในแม่น้ำ ตามความเชื่อของเขา แม้แม่น้ำจะเต็มไปด้วยซากศพ หรือวิญญาณมากมายก็ตาม เพราะความหลงยังครอบงำพวกเขาอยู่นั่นเอง 

ภายหลัง หลวงพ่อได้เล่าให้ทุกคนฟังว่า ที่แม่น้ำคงคา มีวิญญาณดวงจิตมืดดำสนิท ไม่มีบุญกันเลยแม้แต่น้อย แม้จะอยู่ในดินแดนของพระพุทธศาสดาก็ตาม เพราะความหลงและไม่เชื่อฟังคำสอน จึงปรามาสพระพุทธองค์ หลวงพ่อบอกว่า วิญญาณเหล่านี้ มีมากมาย ทั้งในฝั่ง ในน้ำ ท้องฟ้าอากาศ แออัดยัดเยียดเต็มไปหมด ไม่มีพื้นที่ว่างเลย หากเปรียบเทียบ ก็เป็นพวกบัวเหล่าที่สี่ที่อยู่ใต้โคลนตม เมื่อหลวงพ่อและคณะแผ่เมตตาให้ไปแล้ว ท้องฟ้าที่มืดครึ้มไปด้วยวิญญาณ ก็สว่างไสวเป็นลำแสงพุ่งสู่ท้องฟ้านภากาศอย่างอัศจรรย์  ดังคำกล่าวของหลวงพ่อว่า...  “หลวงพ่อเห็นแสงสว่างพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า สว่างไสวไปหมด พวกเขาได้รับบุญกันมากจากพวกเรา คงไปเกิดใหม่ตามภพภูมิของเขา มันก็ดีอย่างนี้ละ การมาแผ่เมตตาแก่เขา มิใช่พากันมาเที่ยวเล่นเฉยๆ”  





เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ หลวงพ่อได้เอ่ยสรรเสริญถึงคุณงามความดี ของผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายให้หลวงพ่อและคณะเกือบทั้งหมด พอสรุปได้ว่า...  “พวกเทวดาและเหล่าวิญญาณ ต่างพากันสรรเสริญและอนุโมทนา ทั้งคุณหมอธรรณวัฐและคุณหมอวิบูลย์ ที่ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้พวกเราได้มาโปรดพวกเขา คุณหมอทั้งสอง จึงได้อานิสงส์มิมีประมาณ เพราะเป็น “ผู้แบ่งปันความสุขแก่ผู้อื่น” สุขทั้งมนุษย์ พรหม เทวดา วิญญาณ และสรรพสัตว์”...   พวกเราผู้ร่วมคณะติดตาม จึงขอกล่าวอนุโมทนากับท่านทั้งสองด้วยทุกประการ


นิทานธรรมพิสดาร 6 
"พญาช้าง" ณ พาราณสีโบราณ

ท่านทั้งหลาย หลังจากหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ได้ไปแผ่เมตตาที่แม่น้ำคงคาแล้ว คณะได้ย้อนกลับมาพักที่วัดไทยสารนาถ ที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก เมื่อเข้าที่พักและได้พักผ่อนตามอัธยาศัยแล้ว ทราบว่า หลวงพ่อท่านได้นอนพักผ่อน และทำสมาธิทันที เมื่อทุกคนอาบน้ำชำระร่างกายแล้ว จึงได้มารวมกันที่ห้องพักของหลวงพ่อ และมีหลายๆคน ได้ถวายการนวดแก่ท่าน หลังจากการนวดเสร็จแล้ว หลวงพ่อได้เล่าเรื่องอัศจรรย์ให้ฟัง พอสรุปได้ว่า

  “ที่นี่ ใต้แผ่นดินเมืองพาราณสีปัจจุบันนี้ มีซากเมืองโบราณอายุหลายหมื่นปี ถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกมากกว่าสิบกว่าเมตร ซากเมืองโบราณนี้ คือ เมืองพาราณสีเมื่อครั้งสมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ซื่อเมืองเดิมสมัยนั้น ก็ยังถูกนำมาตั้งชื่อเมืองซ้ำอีกทีในสมัยพุทธกาลนี้ และในสมัยพุทธกาลนู้น หลวงพ่อเกิดเป็นพญาช้าง ซึ่งเป็นช้างคู่บารมีของพระราชาเมืองพาราณสี เมื่อเห็นอดีตชาติของตนเองแล้ว มันก็น่าสังเวชตัวเองนะ เป็นช้างก็ยังดีใจว่า ได้เป็นช้างคู่บารมีของพระราชา เดินไปไหนก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ยืดหน้ายืดตา ดูนางช้างทั้งหลาย ต่างก็หมายปองอยากเป็นคู่ครองของพญาช้าง แม้กายจะเป็นช้าง แต่จิตใจไม่ต่างอะไรกันกับมนุษย์ นางช้างทั้งหลาย ก็ยังติดตามไปเกิดเป็นนางกวาง และนางควายกันอีก นี่...(ชี้ไปที่ลูกศิษย์ชายสองคน) ก็เป็นลูกพญาช้าง ยังติดตามกันมาที่นี่อีก คิดแล้วมันก็น่าสังเวชในการเวียนว่ายตายเกิด” 

นอกจากเรื่องราวของพญาควาย และพญาช้าง ที่หลวงพ่อมารู้เห็นที่อินเดียในวาระนี้แล้ว ท่านยังได้เล่าย้อนหลังไปถึงคราวที่ไปรู้เรื่องอดีตชาติ ที่ถ้ำแจ้ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เมื่อคราวธุดงค์สัญจรเมื่อปีที่แล้ว ท่านเล่าให้ฟังอีกครั้ง พอสรุปได้ว่า

  “สมัยเมื่อราวสองหมื่นปีที่แล้ว หลวงพ่อก็ไปเกิดเป็นพญากวาง อยู่ที่บริเวณถ้ำแจ้ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นพญากวางอยู่ 5 ชาติ พวกเราที่นั่งอยู่นี้ ก็ไปเกิดเป็นนางกวาง ลูกกวาง และบริวารกวางด้วยกันอีก ในสมัยโน้น หลวงพ่อ(พญากวาง) และบริวาร ก็ได้อาศัยบารมีของฤาษีตนนี้ หลวงพ่อชี้มายังบุรุษผู้หนึ่ง ฤาษีตนนี้มีอภิญญาและเมตตามาก พวกเราก็ได้อาศัยบารมีของท่าน จึงได้อยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็นเรื่อยมาจนหมดอายุขัย ก็ยังระลึกถึงบุญคุณกันอยู่” 

เมื่อหลวงพ่อพูดมาถึงตรงนี้ ดูสีหน้าของท่านเศร้าสลด เพราะสังเวชตัวเองและหมู่คณะ นัยตาของท่านเอ่อด้วยน้ำตา น้ำตาแห่งความเมตตาและสงสารหมู่คณะ ผู้ที่เคยสร้างบุญบารมีติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ ท่านมองหน้าทุกคนแล้วพูดต่อไปว่า

  “หลวงพ่อได้แต่สงสารพวกเรา ก็คงได้แนะนำสั่งสอนพวกท่านอีกไม่นาน เพราะสังขารมันเสื่อมลง ก็ขอให้พากันเพียรเอา เพราะหลวงพ่อจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว หลวงพ่อพอแล้วกับการเวียนว่ายเกิด... แต่คนนี้ หลวงพ่อชี้มายังบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า นี่...เขาก็ปรารถนาจะไม่กลับมาเกิดอีก เอาให้ได้นะภพนี้ เขาเคยเป็นครูอาจารย์ของหลวงพ่อมาก่อน เคยสลับกันเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันมาก็หลายชาติ แต่ชาตินี้เขามาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อไม่ลืมบุญคุณของเขาหรอก หลวงพ่อขออนุโมทนา ให้สำเร็จในภพนี้เช่นกัน... สาธุ...”  

... เมื่อหลวงพ่อกล่าวจบลง ทุกคนต่างเปล่งเสียง ...สาธุ...ขึ้นพร้อมๆกัน 




"พญาช้าง" ตามนิมิตของบุรุษผู้หนึ่ง 

ท่านทั้งหลาย ในคืนก่อนที่จะเดินทางมายังเมืองพาราณสีและสารนาถ หลวงพ่อได้พาลูกศิษย์ภาวนา และฟังธรรมกันตลอดทั้งคืน และหลายคนภาวนาจนสว่าง บุรุษผู้หนึ่ง ก็ได้ภาวนาอยู่ข้างๆหลวงพ่อ ขณะที่นั่งภาวนาอยู่นั้น เมื่อจิตสงบลง เกิดนิมิตว่า มีพญาช้างตนหนึ่ง ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก ดูท่าทางเป็นช้างผู้มีอายุ ร่างกายก็ใหญ่โตและมีสง่าราศีมาก ไม่เหมือนกับช้างทั่วไปที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ดูลักษณะเสมือนเป็นช้างพาหนะของผู้มีบุญบารมี เมื่อบุรุษผู้นี้พิจารณาอยู่ได้ไม่นาน ก็ปรากฏมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ยืนอยู่ด้านข้าง ท่าทางมีอภิญญา แต่จิตของบุรุษผู้นี้ผุดรู้ขึ้นมาว่า พญาช้างจะเลือกแสดงบุญบารมีต่อผู้ใด ระหว่างพระภิกษุสงฆ์กับเขา ในท่ามกลางสายตาของผู้คน ในที่สุดพญาช้างเลือกที่จะเดินมาหาบุรุษผู้นี้ ด้วยสีหน้าแววตาที่คุ้นเคยกัน บุรุษผู้นี้จึงยื่นมือไปจับที่งวงช้าง พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า ...“ขออนุโมทนาในพระนิพพานของท่าน” ... เมื่อเขาเอ่ยจบลง พญาช้างก็ได้ใช้งวงจับมือของบุรุษผู้นี้ชูขึ้นเหนือศรีษะ พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า... “ขอให้ท่านจงสำเร็จในพระนิพพานเช่นกัน”  ... ต่างคนต่างกล่าวอนุโมทนา...สาธุ...ขึ้นพร้อมๆกัน พลันก็บังเกิดความปีติซาบซ่านไปทั้งใจและกาย จนทำให้บุรุษผู้นี้สะดุ้งถอนออกมาจากสมาธิ ก็พอดีได้เวลาทำวัตรเช้าตอนตีสี่พอดิบดี พอตอนเช้า เขาก็ได้เล่าให้หลวงพ่อและป้าๆฟัง ในสิ่งอัศจรรย์นั้น

ท่านทั้งหลาย การที่นำเอานิมิตของบุรุษผู้นี้ มาเล่าประกอบ ก็เพื่อจะยืนยันในสิ่งที่หลวงพ่อท่านได้รู้เห็นในอดีตชาติของท่าน และเรื่องราวนั้น ก็ได้มาบังเกิดขึ้นจริงในวันต่อมาที่วัดไทยสารนาถ ดังที่หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังข้างต้น และมีการกล่าวอนุโมทนา...สาธุ...แก่กันและกัน ซึ่งนับว่า มีเหตุการณ์บังเกิดขึ้นสอดคล้องกัน จึงเป็นกำลังใจให้บรรดาลูกศิษย์ และญาติธรรมทั้งหลาย มั่นใจในธรรมปฏิบัติว่า หากเป็นผู้ปฏิบัติจริงตามพระพุทธเจ้า และคำแนะนำสั่งสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้เป็นสุปฏิปันโนแล้ว ธรรมจริงนั้น จักบังเกิดขึ้นกับทุกๆคนได้ จึงมิได้มีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมา ก็เป็นแต่เพียงการให้กำลังใจแก่กันและกันเท่านั้น




"ธัมเมกขสถูป" ที่แสดงปฐมเทศนา 

ท่านทั้งหลาย เช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 คณะพวกเราเดินทางไปยัง “ธัมเมกขสถูป” ที่อยู่ในบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 และเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง "ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร" อันเป็นปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก จนเกิดมีพระสังฆรัตนะเป็นครั้งแรก และบังเกิดเป็นพระรัตนตรัยครบทั้งสามองค์ สารนาถในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า ป่าอันยกให้แก่หมู่กวาง และเป็นที่ชุมนุมฤๅษี เป็นสถานที่สงบ และเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤๅษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมัน (ตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของพรามหณ์) ทำให้เหล่าปัญจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะ มาบำเพ็ญตบะที่นี่  สารนาถหลังพุทธปรินิพพาน ประมาณ 300 กว่าปี ต่อมา หลังพุทธกาล ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กลุ่มสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมธรรมเทศนาและพระธรรมเทศนาอื่นๆ แก่ปัญจวัคคีย์ และหมู่คันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ในบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้รับการบูรณะและก่อสร้างศาสนสถานเพิ่มเติมครั้งใหญ่ เพื่อถวายเป็นอนุสรณียสถานแก่พระพุทธเจ้า และกลุ่มพุทธสถานเหล่านี้ ได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์คุปตะ











"อัศจรรย์" เมื่อครั้งแสดงปฐมเทศนา 

ท่านทั้งหลาย หลังจากหลวงพ่อและชาวคณะพักภาวนาอยู่ที่วัดไทยสารนาถแล้ว ตอนเช้า หลังจากพวกเราได้เข้าไปชมบริเวณธัมเมกขสถูป ที่อยู่ห่างจากวัดไทยสารนาถไม่กี่ร้อยเมตร หลวงพ่อเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่ท่านรู้เห็นย้อนไปในอดีต เกี่ยวสถานที่แห่งนี้ พอสรุปได้ว่า 

  “เมื่อตอนที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงเสด็จดำเนินมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อมาโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อมาถึงแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงประทับพักผ่อนอิริยาบทอยู่ชายป่า ซึ่งเป็นบริเวณที่สร้าง "เจาคันธีสถูป" ในปัจจุบัน  ป่าในสมัยนั้น มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก มีพืชพันธุ์นานาชนิด สัตว์ป่าก็มีมาก อากาศก็ร่มรื่น ธรรมชาติก็สวยงาม ทั่วบริเวณป่ามีกุฏิของเหล่าฤาษีจำนวนมากกระจัดกระจายกันไป มีฤาษีและนักพรตจำนวนมาก แต่ผู้ที่เป็นใหญ่และเป็นเจ้าแห่งฤาษีคือ พระโกณฑัญญะ เพราะมีอาวุโสและมีอภิญญามาก  เมื่อพระพุทธองค์ทรงสรงน้ำและได้นั่งพักผ่อนแล้ว ในคราวนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงสำแดงรัศมีสว่างไสวไปไกล จนบรรดาฤาษีที่อยู่ในป่านั้นแลเห็น จึงพากันเข้ามาดู เมื่อทราบว่าเป็นพระพุทธองค์ จึงกลับไปรายงานให้พระโกณฑัญญะทราบ แม้พระโกณฑัญญะจะได้กล่าวกับพระปัญจวัคคีย์ว่า จะไม่ต้อนรับพระพุทธองค์ก็ตาม แต่เมื่อไปถึงแล้ว เห็นความสง่างามและรัศมีที่สว่างไสว ไม่มีผู้ใดจะไม่ก้มลงไปกราบเป็นไม่มี เพราะบารมีของพระพุทธองค์ หลังจากนั้น ปัญจวัคคีย์จึงได้นิมนต์พระพุทธองค์เสด็จไปยังที่อยู่ของเขา และต่อมาพระพุทธองค์ก็ได้แสดง "ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร" เป็นปฐมเทศนาครั้งแรก ณ บริเวณ “ธัมเมกขสถูป” จนพระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นบุคคลแรก” 




  ธรรมสรุป 

ท่านทั้งหลาย เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวในนิทานธรรม ฉบับพิสดาร จบลงทุกตอนแล้ว หากมีสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ผู้เขียนก็ขออนุโมทนา แต่หากมีสิ่งใดไม่มีค่าควรแก่การจดจำ ก็ขอให้อ่านผ่านๆไป ถือเสียว่า เป็นแต่นิทานธรรม ที่มีไว้อ่านเล่นเพลิดเพลินกันเท่านั้น ก็พอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้ 

สุดท้าย ผู้เขียนในนามศิษย์วัดโคกปราสาท ขอกล่าวคำขอบคุณแทนทุกท่าน ขอขอบคุณและอนุโมทนาในมหากุศลทั้ง นพ.ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์ และ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร ที่ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด แก่หลวงพ่อและผู้ติดตาม และขออนุโมทนากับคณะผู้ร่วมติดตามทุกท่าน พระมหาสุพรรณผู้ประสานการจัดทัวร์ และวัดไทยทุกแห่ง ที่อำนวยความสะดวกเรื่องที่พัก และอาหาร ทุกประการ และขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน จงมีความสุขความเจริญ แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
25 พฤศจิกายน 2558

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น