ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

(169) ธรรมปฏิบัติสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เขาจอมทอง และเขาใหญ่


ตอนที่ 1
สภาวะถูกทดสอบของบุรุษผู้ยังโง่เขลา
6 กุมภาพันธ์ 2556 



ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์หนึ่งและสภาวะหนึ่งของนักภาวนา สมมุติเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 ตรงกับแรม 11 ค่ำ เดือน 2 ที่ผ่านมา ณ บริเวณยอดเขาจอมทอง ริมเขื่อนมูลบน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มิใช่ความวิเศษวิโสอะไร เป็นเรื่องธรรมดา เป็นนิทานธรรมสำหรับการอ่านเล่นแบบเพลิดเพลินเท่านั้น




การเดินทางไปเขาจอมทองของบุรุษผู้ยังโง่เขลาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อไปสำรวจพื้นที่ ก่อนที่จะพาหลวงพ่อพระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาทและคณะ ไปปักกลดภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ การไปในครั้งนี้ ก่อนออกเดินทางได้มีบางสิ่งสื่อมาถึงเป็นระยะๆ มีความปีติอิ่มเอิบตลอดเวลา (เสมือนกลับบ้านเก่า) เมื่อเขาเดินทางไปถึงราวบ่ายโมงกว่าๆ เขาได้เดินขึ้นยอดเขาอันสูงชัน และได้สำรวจสถานที่พอสมควรแล้ว จึงได้เลือกสถานที่เพื่อนั่งภาวนา เพื่อแผ่เมตตาอยู่บริเวณริมหน้าผาใต้ต้นไทร บนยอดเขาวันนี้ ไม่มีผู้ใดเลยนอกจากตัวเขาและสิงสาราสัตว์ เมื่อเข้าที่ภาวนาแล้ว เขาได้ตั้งใจว่า จะนั่งภาวนาสักสองชั่วโมงเพราะอากาศดีมาก แต่เพียงนั่งลงได้ไม่กี่นาที จิตมันสงบลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีน้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็นทางแบบอัตโนมัติ แต่จิตมิได้ยินดียินร้ายและปรุงแต่งสภาวะนั้น เขาปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อพิจารณามาได้สักระยะ จิตหนึ่งผุดขึ้นมาว่า “ข้าพเจ้ายังไม่พร้อมจะถูกทดสอบจากพ่อแม่ครูอาจารย์ที่สถิตอยู่บนยอดเขานี้” เพราะทราบมาก่อนแล้วว่า บนที่ที่เขากำลังนั่งภาวนาอยู่นี้ เป็นสถานที่ตรัสรู้ธรรมของพระอรหันต์เจ้าถึง 4 พระองค์ สามองค์ได้ละสังขารบนยอดเขานี้ และถ้าจำไม่ผิดรวมถึงหลวงปู่ศรี มหาวีโร ก็ได้ธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ด้วย หลังจากได้เอ่ยในจิตไม่กี่วินาที ก็ปรากฏมีแมลงชนิดหนึ่ง (น่าจะเป็นแมงขี้นาก) ที่ชอบเกาะดูดกินเลือดของสัตว์ บินมาเกาะที่น้ำตา และมามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกาะเต็มใบหน้าและศรีษะของเขา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก่อน เขามาทราบในภายหลังจากหลวงตาที่อยู่วัดข้างล่างว่า ไม่เคยปรากฏมีแมลงแบบนี้มาก่อน หลวงพี่ที่ขึ้นไปภาวนาทุกวันก็บอกว่าไม่เคยเห็นมี

ท่านทั้งหลาย เสียงบินอื้ออึงของแมลงร้าย เกาะใบหน้าชอนไชตามลูกตา รูจมูก ปาก รูหู บ้างก็ชอนไช บ้างก็กัด บ้างก็ดูดกินน้ำมูกน้ำตา บ้างก็กัดหนังตาดูดกินเลือดแสบคันเป็นที่สุด สติของเขารู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ฟันของสัตว์ร้ายจมลงเมื่อไหร่ก็รู้ได้ตลอด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปเป็นระยะๆ  เขารู้ได้ทันทีว่า บททดสอบใหญ่คงหลีกหนีไม่ได้เสียแล้ว แม้จิตหนึ่งจะพรั่นพรึงบ้างเล็กน้อย เพราะกลัวจะสู้กับกิเลสกองใหญ่นี้ไม่ได้ แต่จิตหนึ่งกลับผุดรู้ขึ้นมาว่า “จงรักษาธรรมไว้ กายสังขารมันจะตายก็ชั่งหัวมัน” จงใช้วิกฤตเป็นโอกาส จงห้ำหั่นกับกิเลสในสภาวะที่หาแบบนี้จากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ทันใดนั้น จิตก็กลับมีกำลังใจขึ้นมา พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานใหม่ว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะขอสู้กับกิเลสกองนี้ให้ได้ 30 นาที จะไม่ลุกออกจากสมาธิ จะไม่เคลื่อนไหวมือออกจากหน้าตักมาปัดแมลง มันอยากจะกัดจะก่อกวนอย่างไรก็ชั่งหัวมัน ข้าพเจ้าจะสู้ตาย”

ท่านทั้งหลาย มันชั่งทุกข์มากมายอะไรถึงขนาดนี้ เขาพิจารณาเห็นความทุกข์ของสัตว์เดรัจฉาน ที่ต่างมารุมล้อมเพื่อดูดกินอาหาร เจ้าชั่งไม่รู้ว่า เราก็กำลังทุกข์เวทนาไม่ต่างอะไรไปจากพวกเจ้า เพราะทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดนี้ แม้แต่เราผู้เพียรพยายามภาวนาเพื่อละวางกิเลส ก็ยังต้องมาทนทุกข์ทรมานกับพวกเจ้านี้ ทุกข์มากี่ภพกี่ชาติแล้วละ นึกทีไรน้ำตามันก็ไหลพรากออกมา พร้อมกับตะโกนเสียงร่ำไห้จนสุดประมาณ ขี้มูกขี้ตา น้ำเสลดก็หลั่งไหลออกมามากมาย เมื่อคราใดกำลังใจมันตกหล่นฮวบ "เราจะแพ้แล้วหนอ เวลามันชั่งยาวนานแท้หนอ" จิตก็หวนระลึกถึงพระพุทธเจ้า พ่อแม่ครูอาจารย์ แลญาติพี่น้องชาวโลกทิพย์ เขาคงจะรายล้อมเฝ้าดูเราอยู่เป็นแน่แท้ ทันใดนั้น จิตก็กลับมีกำลังใจขึ้นมาอย่างห้าวหาญอีก บางคราเมื่อทนไม่ได้ ก็ใช้วิธีขมิบกดหนังตาและเม้มริมฝีปากปิดให้แน่น จนหน้าตาบิดเบี้ยว เพราะสัจจะที่จะไม่ใช้มือปัดและขยับตัว พอสู้มาได้สักครึ่งทาง จิตหนึ่งผุดขึ้นมาว่า “จงใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้ใช้ปัญญานะ แม้เราจะไม่ใช้มือตามสัจจะ แต่เราก็สามารถส่ายศรีษะไปมาได้นี่”

ท่านทั้งหลาย แม้เขาจะใช้วิธีแกว่งศรีษะไปมา เร็วขึ้น เร็วขึ้นเท่าไร เจ้าแมลงนั้นไซร้ ก็ยังบินตามอื้ออึงอย่างไม่ลดละ "มันอะไรกันนี่" เขานึกทีไรก็ร้องไห้ออกมาทุกที แกว่งศรีษะทีไร กลับเห็นจิตของตัวเองตั้งแน่วอยู่ไม่สัดส่ายไปกับศรีษะแต่อย่างใด น้ำมูกน้ำคูถหลั่งไหลออกมาทีไร จิตก็พิจารณาเห็นสังขารมีแต่มูตรแต่คูถ กายสังขารเป็นรังของเชื้อโรค เมื่อคราใดเจ็บแสบแป๊บๆ จิตก็พิจารณาเห็นเวทนาขันธ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การเป็นไปของรูปขันธ์ นามขันธ์ มันก็เป็นเยี่ยงนี้

ท่านทั้งหลาย เมื่อเขาสู้มาได้จนเหงื่อท่วมตัว และเห็นว่าเวลาน่าจะครบสามสิบนาทีแล้ว จิตจึงเกิดอาการปีติด้วยเหตุแห่งเขาสามารถเอาชนะใจของตัวเองได้แล้ว พลันร่างกายก็ยืดตัวตรง เกร็งแน่วแน่แทบไม่หายใจ จิตเข้าสู่สภาวะเด็ดเดี่ยวจนแลเห็นแสงประกายระยิบระยับ จิตสว่างตั้งมั่นอยู่ระยะหนึ่ง จึงได้แผ่เมตตาแด่ชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณผู้สถิตอยู่ ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ "ข้าพเจ้าได้กระทำหน้าที่อย่างพอเหมาะกับสภาวะและอินทรีย์ เพื่อให้สมกับการขอเป็นศิษย์พระตถาคตแล้ว" เมื่อแผ่เมตตาเสร็จสิ้นลงแล้ว เขาลืมตาออกมา พร้อมกับใช้มือไปปัดแมลงที่ใบหน้า ปรากฏแมลงจำนวนมากร่วงกราวลงกับพื้น และยังบินตอมอยู่ไม่เลิกรา เขาจึงเอามือคว้ากล้องถ่ายรูป มาถ่ายใบหน้าของตัวเองอย่างทุลักทุเล แม้จะปัดออกแล้วก็ยังเหลือเกาะอยู่ตามใบหน้า (ดังภาพ) และเมื่อมองดูนาฬิกา จึงรู้ว่า เขาได้ต่อสู้เป็นเวลายาวนานถึงเกือบชั่วโมง มากกว่าเวลาที่อธิษฐานจิตไว้เสียอีก








ท่านทั้งหลายแม้บุรุษผู้นี้จะเคยผ่านความเป็นความตาย ในการภาวนาตากลมตากฝนอย่างแสนสาหัสมาแล้วหนหนึ่ง จนทวารทั้งหกปิดดับสนิทลง และเข้าสู่กระแสธรรมหนึ่งมาแล้ว แต่ในคราวนี้ มันชั่งเป็นบททดสอบที่สมควรแก่อินทรีย์ของเขา และยังเชื่อว่า ยังจะมีอะไรที่หนักกว่านี้มาอีกเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะถึงที่สุดแห่งธรรม เมื่อนั้นก็จะไม่มีอะไรมาทดสอบได้อีกต่อไป

ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า แม้พระพุทธเจ้าท่านจะมีพระบารมีจนหาที่เปรียบไม่ได้ ท่านยังต้องใช้ความเพียรพยายาม และทนทุกข์ทรมานมากมายแค่ไหน กว่าจะตรัสรู้ธรรมออกมาสอนสัตว์โลกได้ เหล่าสาวกพระอรหันต์เจ้า ท่านก็ต่อสู้กับกิเลสที่แลกมาด้วยชีวิต เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาทั้งนั้น ท่านจึงสามารถได้ธรรมมาครอบครอง แล้วเราผู้ปรารถนาจะเดินตามรอยบาทของท่าน ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างท่าน แล้วเราจะได้ธรรมมาแต่ไหน อย่างไรก็ตาม นิทานธรรมเรื่องนี้ ก็เป็นแต่เพียงธรรมทานที่เกิดขึ้นตามภูมิที่เขามีอยู่ และเป็นแต่เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น จึงมิใช่คุณวิเศษที่ควรสรรเสริญแต่อย่างใด จึงขอนำมาเล่าเป็นแต่เพียงนิทานธรรมเท่านั้น



บรรยากาศยามเช้าของเขื่อนมูลบน ถ่ายภาพจากยอดเขาจอมทอง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา 
9 กุมภาพันธ์ 2556


ตอนที่ 2
ธรรมปฏิบัติและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เขาจอมทอง
8-9 กุมภาพันธ์ 2556

ท่านทั้งหลาย เมื่อเย็นของวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา และคณะลูกศิษย์ได้เดินทางมุ่งสู่เขาจอมทอง ที่อยู่ติดกับริมเขื่อนมูลบน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์หลายประการ อาทิ 
1. เพื่อไปภาวนา 
2. เพื่อโปรดชาวโลกทิพย์ตามคำนิมนต์ของพวกเขา 
3. ไปตามนิมิตของหลวงพี่สำรอง นิมิตสัมปันโณ (ครูบาปลั๊ก) เสมือนสถานที่แห่งนั้นเคยเป็นที่ภาวนาของท่านเมื่อครั้งในอดีต 
4. กิจของป้าหวัง(อริยบุคคล) เพื่อโปรดฤาษี(บิดาในอดีตหลายพันปี) ที่ยังหลงติดอยู่ในภูมิแห่งนี้

คณะของพวกเราประมาณยี่สิบกว่าคน ได้เดินทางไปถึงวัดเขาจอมทอง ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่ศรี มหาวีโร เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ว่ากันว่า ณ ยอดเขาจอมทองแห่งนี้ หลวงปู่ศรีท่านเคยปักกลดภาวนาจนเห็นธรรมขั้นสูงก่อนที่จะบรรลุอรหันต์ในภายหลัง พวกเราไปถึงที่นั่นราวเกือบหนึ่งทุ่ม วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวมาก เพราะเป็นฤดูร้อน แต่พอหลวงพ่อลงจากรถและนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อพักผ่อนรอญาติโยมที่กำลังตามมา ปรากฏมีลมกรรโชกพัดมาเฉพาะบริเวณที่พวกเรานั่งกันอยู่ หลวงพ่อจึงได้แสดงธรรม โดยยกเอาตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะ สละราชสมบัติเพื่อออกบวช จิตของบุรุษผู้ยังโง่เขลาก็ทราบทันทีว่า หลวงพ่อกำลังเทศนาให้ชาวโลกทิพย์ฟัง ลมเย็นก็พัดกระหน่ำมาเป็นระยะๆ แต่นอกบริเวณนั้นกลับเงียบสนิท ทราบภายหลังว่า ฤาษีผู้มีฤทธิ์มากเป็นผู้แสดงปาฏิหาริย์เพื่ออวดอภิญญาของตน

เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว คณะของพวกเราได้ปีนขึ้นยอดเขาพร้อมนำเอาสัมภาระเท่าที่จำเป็นขึ้นไป เพราะยอดเขาแห่งนี้สูงชัน ต้องเดินขึ้นบันไดจำนวนมากกว่า 700 ขั้น อย่างไรก็ตาม การร่วมธุดงค์สัญจรของบุรุษผู้ยังโง่เขลาในครั้งนี้ นอกจากจะมีพี่สาวแล้ว มารดาวัย 78 ปีของเขาก็ร่วมเดินทางไปด้วย ทุกคนต่างเป็นห่วงว่าท่านจะเดินขึ้นไปไหวหรือไม่ เขาก็ถามผู้เป็นมารดาตลอดเวลาว่า "ไหวไหม ถ้าไม่ไหวลูกจะแบกแม่ขึ้นไปเองนะ" แต่ด้วยหัวจิตหัวใจของท่าน จึงทำให้ท่านมีกำลังใจและพละกำลังจนสามารถปีนป่ายขึ้นไปด้วยตัวของท่านเองได้ในที่สุด แม่บอกกับเขาว่า ใจของท่านมีปีติ เพราะกำลังปีนขึ้นไปหาธรรม ไปเอาบุญใหญ่ เขาสังเกตเห็นร่างกายของแม่สั่นเทาด้วยความเหนื่อย แต่จิตใจของท่านกลับเบิกบาน เขากับแม่ใช้เวลานานเกือบชั่วโมง จึงตามคนอื่นๆไปถึงยอดเขาได้ พอตอนเช้าแม่กระซิบกับลูกชายว่า "เมื่อคืนแม่ภาวนาดีมาก จิตและกายเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"





ภาพทั้งสามนี้ ถ่ายก่อนหลวงพ่อมา 2 วัน ภาพกลางหลวงพี่ปลั๊กกับสหธรรมิกรูปใหม่


ค่ำคืนนี้ ฤาษีผู้เป็นใหญ่แห่งเขาจอมทองตนหนึ่ง ได้มาต้อนรับพร้อมกับแสดงปาฏิหาริย์เสกลมเสกฝน พร้อมเสียงฟ้าแลบคำรามเป็นระยะๆ แต่หลวงพ่อบอกเขาไปว่า "ไม่ต้องเอาฝนมานะ เพราะทุกคนจะลำบาก" หลังจากหลวงพ่อพาพวกเราสวดมนต์และนั่งภาวนาแล้ว ท่านได้แสดงธรรมย้ำตอนเดิมอีกรอบว่า การสละราชสมบัติของเจ้าชายสิทธัตถะเพื่อออกบวชนั้น แม้พระพุทธองค์จะมีทรัพย์สมบัติและข้าทาสบริวารมากมายเพียงใด แต่ทำไมพระพุทธองค์จึงสละมาได้ ก็เพราะพระองค์ปรารถนาความพ้นทุกข์ แต่ทำไมนักบวช นักภาวนา จึงสละเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ เป็นฤาษีก็เป็นฤาษีตาเปียกตาแฉะอยู่อย่างนั้น ติดและลุ่มหลงในฤทธิ์อภิญญาอยู่อย่างนั้น มีฤทธิ์มากมายแค่ไหน เหาะเหินเดินอากาศ เสกลมเสกฝนได้สารพัด ทำไมยังต้องตายอยู่ ฤทธิ์เหล่านั้นถ้าว่าดีจริง ทำไมไม่ช่วยให้ตนเองรอดพ้นจากความตายไปได้ ทำไมยังเวียนว่ายอยู่อย่างนั้น ลุ่มหลงกันมากมายถึงขนาดนี้ ทำไมไม่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ดูตัวอย่างของพระพุทธเจ้า เรื่องฤทธิ์ทั้งหลายพระพุทธเจ้าท่านก็ลองมาหมดแล้ว และก็มีฤทธิ์มากกว่าผู้ใดในสามแดนโลกธาตุ แต่พระพุทธองค์ไม่สรรเสริญ ท่านทรงใช้ปัญญาจึงสามารถพ้นทุกข์ได้ แล้วพวกท่านทำไมยังหลงกันอยู่ได้

นอกจากนั้น หลวงพ่อยังทราบอีกว่า ฤาษีตนนี้ยังยึดติดในภพภูมิแลสมบัติ ท่านจึงยกเอาตัวอย่าง การสร้างวัดที่อยู่ข้างล่างว่า หลวงปู่ท่านสร้างเสียใหญ่โต แต่จะหาผู้มาดูแลหรือมาภาวนาก็ยาก เพราะสิ้นหลวงปู่แล้ว วัดจึงเงียบเหงาลงไป แล้วเหตุไฉนจึงยังมายึดติดในภพภูมิแลสมบัติอันไม่เที่ยงนี้ ต่อมาหลวงพ่อได้โปรดฤาษีโดยเฉพาะอีกรอบในขณะที่ภาวนานานนับสิบนาที รวมทั้งป้าหวัง(อริยบุคคล) ผู้เคยเป็นลูกสาวของฤาษีในอดีตชาติ ก็ได้แสดงธรรมเพื่อโปรดบิดาให้คลายความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย ป้าหวังบอกฤาษีว่า "อย่าแสดงเลยฤทธิ์อภิญญา เสกลมเสกฝนนั้นมันไม่ทำให้พ้นทุกข์ได้ เรื่องในอดีตอย่าได้ไปฟื้นมันขึ้นมา ทรัพย์สมบัติใดๆที่ท่านรักษาไว้ ก็ไม่มีประโยชน์สำหรับลูกแล้ว หลวงพ่อท่านก็ได้แสดงธรรมให้ฟังแล้ว ภพภูมิที่ท่านดูแลอยู่นี้ มันก็เป็นของโลกมิใช่ของผู้หนึ่งผู้ใด เห็นไหมหลวงปู่ท่านมาสร้างวัดบนที่แห่งนี้ ผู้คนเขาก็บอกว่าเป็นวัดของหลวงปู่ ไม่เห็นมีใครบอกว่าเป็นของฤาษี ขอให้ท่านละวางเสียเถิด ให้ยึดเอาแนวทางของพระพุทธเจ้า แล้วท่านจักพ้นทุกข์ได้ ลูกตัดขาดทุกสิ่งแล้ว ขอให้ท่านจงพิจารณาเอาเองเถิด"
  


บนยอดเขาจอมทอง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

ท่านทั้งหลาย พอตอนเช้า หลวงพ่อกระซิบกับบุรุษผู้ยังโง่เขลาว่า พ่อลูกเขาสอนกันเอง เขาคงเชื่อฟังกัน อีกไม่นานก็คงจะไปเกิดใหม่ ส่วนชาวโลกทิพย์อื่นๆ รวมทั้งพญานาคก็ไปเกิดกันเกือบหมดแล้ว ทุกคนที่มาภาวนากันในคืนนี้ ก็ได้รับผลานิสงส์กันมากมาย เพราะเหล่าเทวดาและชาวโลกทิพย์เขาอนุโมทนากัน






บรรยากาศยามเช้าบนยอดเขาจอมทอง วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556


ตอนที่ 3
โปรดชาวโลกทิพย์ ณ เขาแผงม้า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
9 กุมภาพันธ์ 2556

คณะของพวกเราออกเดินทางจากเขาจอมทองราวแปดโมงกว่า ขณะที่คณะของพวกเราออกเดินทาง ปรากฏว่า ตลอดเส้นทางไม่มีแดดมีแต่ท้องฟ้ามืดครึ้ม และฝนตกปรอยๆตลอดเส้นทาง ทั้งที่เดือนนี้กำลังเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อเดินทางผ่านเส้นทางอำเภอวังน้ำเขียว พวกเราได้แวะเข้าไปเพื่อศึกษาและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เขาแผงม้า ดินแดนของกระทิงป่า ที่วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อไปถึงมีเจ้าหน้าที่อุทยานเข้ามาต้อนรับและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี จึงขอขอบคุณเป็นอย่างสูง







คณะญาติธรรมพากันยิงกระสุนเมล็ดพันธุ์พืช เป็นการกระจายพันธุ์พืชแบบใหม่





ตอนที่ 4
โปรดชาวโลกทิพย์ ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
9-10 กุมภาพันธ์ 2556

พอคณะของพวกเราออกเดินทางจากเขาแผงม้า ฝนก็ตกกระหน่ำมาตลอดเส้นทางจนถึงที่ทำการบนเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง หลวงพ่อบอกว่า ไม่ใช่ฝนธรรมดา เพราะพวกมีฤทธิ์เขาต้องการแสดงเพื่อสนองคุณของหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อเคยอธิษฐานบารมีเรื่องนี้เอาไว้มาเกือบทุกภพทุกชาติ จึงไม่แปลกใจที่เมื่อไหร่หลวงพ่อพาคณะลูกศิษย์ออกธุดงค์สัญจร มักจะมีเมฆ มีลม มีฝน มาปิดบัง มาแสดงความร่มเย็นตลอดเส้นทาง นี่เป็นบุญบารมีเฉพาะตนของท่าน คณะลูกศิษย์ผู้ติดตามจึงไม่มีข้อสงสัยใดๆในเรื่องนี้

พวกเราไปถึงที่จะพักบริเวณบ้านพักของเจ้าหน้าที่ ราวๆเกือบสี่โมงเย็น ความจริงแล้ว เหล่าชาวโลกทิพย์เขาพากันนิมนต์ให้หลวงพ่อไปโปรดเขาที่น้ำตกเหวนรก แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใครไปกางเต็นท์พักในบริเวณนั้น เพราะมันอันตรายจากสัตว์ป่าและโขลงช้าง พวกเราจึงต้องอาศัยบริเวณด้านในสุดของบ้านพักเจ้าหน้าที่อุทยาน โดยได้รับความอนุเคราะห์และอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี อานิสงส์จึงบังเกิดแก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นด้วย



กวางจำนวนมากกำลังออกหากินอยู่ใกล้ๆบริเวณที่พัก


ท่านทั้งหลาย การภาวนาในค่ำคืนวันพระใหญ่ขึ้น 15 ค่ำนี้ อากาศก็ชั่งหนาวเหน็บ พร้อมมีฟ้าฝนปรอยๆ เสมือนเป็นทั้งบทพิสูจน์ว่าทุกคนพร้อมจะบำเพ็ญภาวนาหรือไม่ หลวงพ่อได้บอกลูกศิษย์เป็นนัยๆว่า ขอให้ทุกคนภาวนาตลอดทั้งคืน อย่านอน เพราะค่ำคืนนี้จะมีผลานิสงส์มากมาย หากใครทำได้ตลอดทั้งคืนจะได้บุญมาก ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น หลายๆคนได้เดินจงกรมตลอดทั้งคืน บางคนก็เข้าเต็นท์ปักหลักนั่งภาวนา บางท่านก็นอนภาวนาตลอดทั้งคืน ต่างคนต่างก็รับรู้เรื่องราวอจินไตยเฉพาะตน อินทรีย์และภูมิธรรมก็เพิ่มขึ้นกันทุกคน ค่ำคืนนี้นักภาวนาหลายท่าน ก็เห็นหลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ รวมทั้งท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะเทวราช และเหล่าเทวดา พากันมาอนุโมทนามากมาย อีกทั้งชาวโลกวิญญาณ ผีป่า ผีโพง ผีพราย ก็มากันจำนวนมาก บางครั้งก็มีเสียงหมาหอนและสัตว์ป่านานาร้องดังลั่นห้อมล้อมเข้ามาเป็นระยะๆ หากใครอยู่คนเดียวคงหวาดหวั่นไม่น้อย

พอตอนเช้า มารดาของบุรุษผู้ยังโง่เขลา ได้กระซิบกับผู้เป็นบุตรชายว่า "เมื่อคืนตอนแม่นั่งภาวนา แม่อธิษฐานว่า หากแม่มีบุญพอจะได้ขึ้นสวรรค์ขอให้แม่เห็นเห็นสวรรค์ด้วยเทอญ ต่อมาแม่ก็เห็นแสงสว่างเกิดขึ้นต่อหน้า แม่เห็นต้นไม้อะไรก็ไม่รู้เป็นทิวแถวอยู่บนแสงนั้น มองขึ้นไปก็เห็นปราสาทสวยงาม แม่ไม่แน่ใจก็เลยลืมตาขึ้นมาดู ภาพนั้นก็ยังปรากฏอยู่ และยังเห็นหลวงพ่อนั่งอยู่ท่ามกลางแสงสว่างนั้นด้วย แม่เห็นอยู่นานจึงออกจากสมาธิ" แม่เล่าต่อไปอีกว่า "เมื่อเช้าตอนที่หลวงพ่อพาภาวนาก่อนสว่าง แม่มองเห็นดวงจิตสว่างของชาวโลกทิพย์เป็นวงๆ เต็มไปหมด เหมือนที่ถ่ายรูปติดเป็นวงๆนั้นแหละ บางดวงก็ใสสว่าง บางดวงก็เป็นสี มีหลายขนาด" นี่จึงเป็นอจินไตยเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนท่านอื่นๆ ก็รู้เห็นภายในต่างกันไป






อากาศหนาวเย็นไม่น้อย แต่ชาวโลกทิพย์พากันมาจำนวนมาก


ตอนที่ 5
ช่วงเวลาแห่งการสนทนาธรรมพิเศษกับหลวงพ่อ

ท่านทั้งหลาย ค่ำคืนนี้ ขณะที่หลวงพ่อได้นอนพักผ่อนในท่าไสยาสน์ บุรุษผู้ยังโง่เขลาจึงถือโอกาสขออนุญาตถ่ายภาพท่านไว้ ท่านได้เอ่ยขึ้นมาว่า "หลวงพ่อได้ธรรมขณะที่นอนภาวนาในท่าไสยาสน์นี้ เป็นการนอนพักผ่อนหลังจากที่ได้นั่งพิจารณาธรรมมาทั้งวัน และในอนาคตหลวงพ่อก็จะละสังขารในท่านี้อีก" เพราะท่านรู้อนาคตทั้งหมดแล้ว





หลังจากหลวงพ่อพาสวดมนต์และนั่งภาวนาเกือบสองชั่วโมงแล้ว หลวงพ่อบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปภาวนา หรือเดินจงกรมต่อตามอัธยาศัย ส่วนหลวงพ่อได้นอนพักผ่อนอยู่ในเต็นท์ ขณะเดียวกัน บุรุษผู้ยังโง่เขลา ก็ได้กางเต็นท์อยู่ใกล้ๆท่าน ท่านจึงได้เรียกและพูดคุยด้วย บุรุษผู้นี้จึงได้มีโอกาสฟังธรรม และสนทนาธรรมแบบพิเศษกับหลวงพ่อ เสมือนเป็นการเปิดใจ และเป็นการบอกเรื่องราวเป็นนัยๆ แก่บุรุษผู้นั้นด้วย

...หลวงพ่อเอ่ยขึ้นมาว่า "ยังปรารถนาโพธิญาณกับเขาอยู่หรือเปล่า" 
...บุรุษผู้นั้นตอบท่านว่า "ไม่แล้วครับ ข้าน้อย(ข้าผู้น้อย) ขอลาหมดแล้ว ไม่ปรารถนาอีกแล้ว แม้จะมีอะไรมาหลอกล่อให้ไปต่อก็ไม่ยอมไปอีกแล้ว ใจมันลาขาดได้แล้วครับ"
...หลวงพ่อเอ่ยขึ้นว่า "ดีแล้ว" แล้วท่านก็เอ่ยต่อไปว่า "ของเก่าของใหม่กำลังจะมา ฤทธิ์อภิญญาก็มีมาก แล้วจะทำอย่างไร"
...บุรุษผู้นั้นตอบท่านว่า "ข้าน้อยไม่อยากเอาอีกแล้วเรื่องฤทธิ์อภิญญา ข้าน้อยจะขอใช้ปัญญาในการพิจารณาธรรมอย่างเดียว" เพราะในใจของเขารู้ว่า เพราะตัวเองเคยติดในเรื่องฤทธิ์อภิญญาจึงไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในอดีตชาติ
...หลวงพ่อตอบกลับมาว่า "ฤทธิ์อภิญญาก็ดีนะ อย่าได้ปฏิเสฐเขา แต่ต้องใช้ให้เป็น"
...บุรุษผู้นั้นตอบท่านว่า "ถ้ามา ข้าน้อยจะขอใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น จะพิจารณาใช้ให้เหมาะสมครับ"
...หลวงพ่อกล่าวว่า "ดีแล้ว ทำดีแล้ว จงเพียรเอานะ จะได้สอนผู้อื่นต่อไป"


ตอนที่ 6
พระอรหันต์เข้าสมาบัติโปรดสัตว์โลก

ท่านทั้งหลาย สิ่งที่น่ายินดีและเป็นมงคลอันสูงสุดของเหล่าลูกศิษย์และชาวโลกทิพย์ ที่บังเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมนี้ก็คือ พระอรหันต์เข้านิโรธสมาบัติ ดั่งที่พระพุทธองค์ได้เคยปฏิบัติมาแล้วเมื่อครั้งพุทธกาล เพื่อนำเอาผลานิสงส์อันประมาณมิได้นี้ โปรดสัตว์โลกเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีน้อยครั้งนักที่ท่านจะกระทำในเรื่องแบบนี้ และไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ซึ่งพวกเรามาทราบเอาตอนที่หลวงพ่อกำลังรับอาหารจังหันในตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 เพราะท่านเอ่ยกับทุกคนว่า

"หลวงพ่อไม่ได้ฉันอาหารมาทั้งวันตั้งแต่เมื่อวาน พอตอนเช้าวันนี้ เห็นทุกคนกุลีกุจอช่วยกันทำอาหารเพื่อถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ดีใจว่า เอวันนี้ ทุกคนจะได้บุญมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะหลวงพ่อสงสารทุกคนที่คอยติดตาม และออกธุดงค์กับหลวงพ่อมาตลอดหลายปี นอกจากนั้นพวกชาวโลกทิพย์ และวิญญาณของญาติพี่น้องก็จะได้รับส่วนบุญมากไปด้วย พวกเรารู้ไหมว่า ทำไมหลวงพ่อถึงต้องเข้าฌานสมาบัติ ก็เพราะหลวงพ่อรู้ว่า พระพุทธเจ้าก็เคยทำเช่นนี้มาแล้ว บุญที่เกิดจากการเข้าฌานสมาบัตินี้ มีผลานิสงส์มากมาย แต่มิใช่ว่าใครๆก็จะทำได้ หรือมิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หลวงพ่อไม่รู้ว่าหลวงพ่อจะทำอีกหรือไม่ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะหลวงพ่อรู้ว่า จะมีผู้ทำตามหลวงพ่ออีกในอนาคต" คำนี้ทำให้สะดุดใจของบุรุษผู้หนึ่งอย่างจัง เพราะเขาอธิษฐานและเอ่ยในใจเช่นนั้น และหลวงพ่อก็ได้หันไปมองหน้าเขาแล้วก็ยิ้ม เสมือนเป็นการยืนยันว่า "หลวงพ่อได้ยินคำอธิษฐานของเขาแล้ว" 

ท่านทั้งหลาย ขณะที่หลวงพ่อแสดงโอวาทอยู่นั้น ทุกคนต่างเสมือนอยู่ในอำนาจแห่งบุญ เงียบสนิท ต่างปีติอิ่มเอิบจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ พลันเสียงร้องของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งเสียงชะนีร้องดังลั่นรับกันเป็นทอดๆ เสียงนกนานา เสียงเก้งกวาง จั๊กจั่นเรไร แลสัตว์ป่ามากมายร้องรับกันเป็นทอดๆ พร้อมกับเสียงห้อมล้อมเข้ามา ต่างขนลุกขนชันไปตามๆกัน  เมื่อหลวงพ่อแสดงโอวาทและให้พรเสร็จสิ้นลงแล้ว พลันเสียงสัตว์ป่านานา ก็เงียบหายไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ชั่งมหัศจรรย์จริงๆหนอ เกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็น แม้จะพยายามเขียนออกมาให้ใกล้เคียงที่สุด แต่ก็ไม่สามารถยกออกมาอธิบายได้ทั้งหมด

ต่อมาพวกเราจึงรู้ว่า ทำไมหลวงพ่อจึงเลือกสถานที่เขาใหญ่เป็นที่มาโปรดสัตว์โลก ก็เพราะเมื่อครั้งหลวงปู่มั่น ท่านก็เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ในโลกนี้มีสถานที่อยู่หลายแห่งที่เป็นมงคลสูงสุด ในการทำสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล ดังข้อความที่ว่า

"ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวไว้ว่ามีพระอรหันต์มานิพพานที่เมืองไทย ดังนี้คือ นิพพานที่ถ้ำเชียงดาว ๓ องค์ นิพพานที่เขาวงพระจันทร์ ๑ องค์ นิพพานที่ถ้ำตะโกจังหวัดลพบุรี ๑ องค์ นิพพานที่เขาใหญ่ จังหวัดนครนายก ๑ องค์ นิพพานที่วัดธาตุหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ๑ องค์

พระอรหันต์ทุกประเภทเป็นบุคคลผู้ประเสริฐอัศจรรย์ ทั้งแก่ตนและแก่โลกทั้งสาม พระอรหันต์จะปรากฏขึ้นในโลกแต่ละองค์ เป็นของยากลำบากมาก รองจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เหมือนขุมทองคำธรรมชาติ จะผุดขึ้นท่ามกลางพระนครหลวงของพระเจ้าจักรพรรดิ ไม่เป็นสิ่งจะผุดขึ้นได้อย่างง่ายดายเลย ความเป็นอยู่แห่งชีวิตของพระอรหันต์ทั้งหลายผิดจากความเป็นอยู่ของโลก เพราะชีวิตของท่านสดชื่นด้วยธรรม แม้ร่างกายจะเป็นสมมุติเหมือนโลกทั่วๆ ไป แต่ใจผู้ครองร่างเป็นของบริสุทธิ์ จึงทำให้ทุกส่วนในร่างกายสดชื่นไปตาม
การสั่งสอนสัตว์โลกประเภทกายทิพย์ ต้องใช้ภาษาใจล้วนๆ ติดต่อและแสดงอรรถธรรม ผู้รู้ภาษาใจด้วยกันย่อมเข้าใจได้ง่าย และได้รับประโยชน์รวดเร็วกว่าธรรมดาอยู่มาก"

ท่านทั้งหลาย การสาธยายออกมาในครั้งนี้ ข้อความอาจมีผิดเพี้ยนบ้าง เพราะเขียนขึ้นในภายหลัง และได้ตกแต่งคำเพื่อให้เหมาะสม แต่ขอยืนยันว่า ปรากฏการณ์และเนื้อความหลักทั้งหมดเป็นความจริงทุกประการ และขอผลานิสงส์ที่ได้บังเกิดขึ้นแล้วทั้งหมดนี้ จงเป็นปัจจัยให้แก่ผู้เข้ามาอ่านเจอบทความนี้ หรือผู้ที่ได้รู้ได้ยินในเรื่องนี้ จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดธรรมทาน
3 มีนาคม 2556     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น