ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

(178) อัศจรรย์ ธรรมปฏิบัติสัญจรภาคใต้ 2556 กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร





อัศจรรย์ ธรรมปฏิบัติสัญจร
และแผ่เมตตา ณ ภาคใต้ 2556
กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ 4-12 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา และคณะลูกศิษย์ ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมสัญจร ณ ภาคใต้ จากประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ สงขลา ตรัง กระบี่ พังงา ระนอง และอีกหลายๆแห่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีคลื่นสึนามิถล่ม และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หลวงพ่อบอกว่า ชาวโลกวิญญาณนั้นน่าสงสารมาก บางพวกไม่สามารถออกจากบริเวณที่ตนเสียชีวิตได้ บางพวกก็วนเวียนเพราะตายกระทันหัน บางพวกมีบุญน้อย บางแห่งก็อยู่กันมานานเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนปีก็มี ผู้ที่ไปเจริญภาวนาและแผ่เมตตาให้กับพวกเขา จึงนับว่าได้อานิสงส์มากมาย เพราะได้ทั้งการภาวนาเพื่อเพียรละกิเลสออกไปจากใจ และได้เจริญเมตตา ภายใต้การนำของพระผู้พ้นแล้ว จึงนับว่าเป็นความโชคดีของผู้ที่ได้ไปในครั้งนี้


คืนที่ 1 
ค่ำคืนอันแสนสบาย

4 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ เดินทางถึงเขื่อนปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ คืนนี้ พวกเราปักหลักภาวนาบริเวณริมเขื่่อน ที่มีท้องฟ้าแจ่มใส ลมพัดเย็นสบาย  ขณะภาวนาในช่วงใกล้สว่าง ปรากฏว่า พญานาคมาแสดงคลื่นน้ำ เหมือนกับคลื่นทะเลให้ดู หลวงพ่อบอกว่า พญานาคมาแสดงให้ดู เพื่อขอบคุณและอนุโมทนากับคณะพวกเรา ส่วนคุณครูน้อย ก็เห็นบุรุษชุดขาวโพกศรีษะ เข้ามากราบหลวงพ่อด้วย





เขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คืนที่ 2 
เผชิญบททดสอบแสนสาหัส และความมหัศจรรย์ทางจิต ณ แหลมตะลุมพุก

5 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ เดินทางถึงแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช เวลาเกือบหกโมงเย็น ตามประวัติ ว่ากันว่า สถานที่แห่งนี้เคยมีคนตายจำนวนมาก จากคลื่นใหญ่คล้ายกันกับคลื่นสึนามิ ได้ถล่มหมู่บ้านจนกลายเป็นมหาภัยพิบัติ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว และเป็นบริเวณที่เรือบรรทุกอัญมณีมีค่า มาล่มจมอยู่ใต้น้ำทะเลแห่งนี้ด้วย

ค่ำคืนนี้ ขณะที่พวกเราพักผ่อนเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ปรากฏว่ามีฝูงมฤตยูยุง จำนวนมากมายมหาศาล อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทุกคนเข้ามุ้ง เข้าเต็นท์แทบไม่ทัน ต่างโดนยุงกัดพัลวัน เมื่อเข้าในมุ้งแล้ว ยุงก็ยังพยายามชอนไชเข้าไปในมุ้งอย่างไม่ลดละ และสามารถเข้าไปได้อย่างน่าประหลาด ทุกคนไม่เป็นอันพักผ่อน แม้จะปวดฉี่ปวดท้องถ่ายหนัก ก็ไม่สามารถออกไปได้ ต้องอดทนปวดฉี่ปวดหนักกันจนถึงที่สุด เมื่อไม่สามารถทนได้ ก็พยายามออกไปโดยเร็ว ขณะฉี่ก็ต้องเดินฉี่ ขณะนั่งถ่ายหนักก็ต้องหากิ่งไม้คอยพัดวีอย่างทุลักทุเล บางคนอดมันทั้งคืน แค่นั้นยังสาหัสไม่พอ ก่อนที่พวกเราจะสวดมนต์ภาวนาราวสองทุ่มกว่า ก็ปรากฏมีลมฝนพัดกระหน่ำมาเป็นระลอก แม้กระนั้น ฝูงยุงก็ไม่หนีไปไหน แต่กลับมายึดเกาะมุ้งและเต็นท์อย่างหนาแน่น แต่ทุกคนก็ไม่ท้อ สวดมนต์ไป ไล่ยุงไปด้วย คืนนี้จึงได้แต่ปักหลักกันอยู่แต่ในเต็นท์

แม้กระนั้นก็ตาม ทุกคนก็ตั้งใจภาวนา เพื่อแผ่เมตตาให้แก่ชาวโลกทิพย์-โลกวิญญาณ ตามที่ตั้งใจไว้ ช่วงใดฟ้าฝนสงบลงบ้าง พวกเราก็ได้ภาวนาอย่างสงบ บางช่วงก็มีฟ้าฝนเทกระหน่ำลงมาพร้อมกับลมพัดแรง สลับกับมีเสียงคลื่นทะเล และเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบอย่างน่ากลัว ไม่แต่เพียงเท่านั้น ยังมีน้ำฝนไหลทะลักเข้าไปในเต็นท์อีก ต่างคนต่างก็หาวิธีเอาน้ำออกจากเต็นท์ บุรุษผู้หนึ่งก็ต้องใช้หมวกไหมพรมชุบน้ำ โดยเปิดรูเล็กๆ พอที่จะยื่นมือออกไปบิดปั้นน้ำได้ ก็ต้องเจอกับฝูงยุงแห่กันเข้ามากัดจนเต็มมือ แถมยังบินทะลักเข้ามาในเต็นท์อย่างรวดเร็ว จึงต้องรีบปิดรูซิบ เพื่อจัดการกับยุงอย่างทุลักทุเล จึงไม่ได้หลับได้นอนกันทั้งคืน




ยามเช้าหลังจากคลื่นพายุและฝูงมฤตยูยุงถล่มเมื่อคืน ณ หาดทรายแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช


มหัศจรรย์ทางจิต ณ แหลมตะลุมพุก

อย่างไรก็ตาม ค่ำคืนนี้ ก็ได้ปรากฏเรื่องราวอัศจรรย์มากมาย เกิดขึ้นเป็นปัจจัตตังกับหลายๆคน อาทิเช่น ขณะบุรุษผู้หนึ่งนั่งภาวนาแผ่เมตตา ปรากฏมีบางอย่างสื่อสารเข้ามา ซึ่งตรงกันกับครูน้อย ที่เห็นวิญญาณหลายตน มุ่งตรงไปทางเต็นท์ของบุรุษผู้นี้  หลังจากนั้น ในช่วงดึก ขณะที่บุรุษผู้นี้นั่งภาวนา ท่ามกลางพื้นที่เปียกแฉะจากน้ำไหลเข้าเต็นท์ และได้พิจารณาถึงสภาวะความทุกข์ ที่กำลังเผชิญอยู่ ได้สักพักหนึ่ง จึงล้มกายลงนอนภาวนาบนพื้นเปียกนั้น ด้วยอาการที่อ่อนล้าและเหนื่อยสุดๆ ไม่นานจิตก็สงบลงไป พร้อมกับจิตได้สว่างไสวทะลุออกไป จนแลเห็นบริเวณรอบนอกเต็นท์ เขาพิจารณาความสว่างอยู่ไม่นาน พลันก็เห็นวิญญาณ แต่รูปร่างไม่ชัดเจนนัก เข้ามาข่มขู่และแสดงฤทธิ์ขับไล่ บุรุษผู้นี้ จึงได้แสดงฤทธิ์สวนกลับไป จนวิญญาณร้ายนั้นสลายตนไปทันที

ท่านทั้งหลาย เรื่องราวของบุรุษผู้นี้ ก็สอดคล้องและตรงกันกับความรู้ความเห็นของอุบาสิกาป้าสม และอุบาสิกาป้าหวัง ซึ่งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสองท่าน ได้เล่าให้พวกเราฟังในตอนเช้าว่า ขณะที่ท่านนั่งภาวนา อุบาสิกาป้าสม ได้เห็นเหล่าดวงวิญญาณเข้ามาหา พร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆว่า พวกเขาลงเรือบรรทุกอัญมณีที่มีค่ามาเต็มเรือ แต่เกิดเรือล่มจมลงในบริเวณอ่าวนี้ พร้อมกับเนรมิตให้เห็นอัญมณีสีแดงเต็มไปหมด พวกวิญญาณบอกว่า พวกเขาไม่ไว้ใจคณะของพวกเรา เพราะมนุษย์มีแต่ความโลภ เกรงว่าพวกเราจะมาเอาสมบัติของพวกเขา 

ขณะเดียว กันอุบาสิกาป้าหวัง ก็ได้สนทนากันกับหัวหน้าใหญ่ของชาวโลกทิพย์ ซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ผิวคล้ำดำ เข้ามาหา พร้อมกับพูดเป็นภาษาใต้ว่า "มาทำพรือ?" อุบาสิกาป้าหวังไม่เข้าใจภาษาใต้ แต่ก็ได้ตอบเขาไปว่า "พวกเรามาค้นหาทางสว่าง แต่ยังไม่พ้นทุกข์ มีแต่หลวงพ่อเท่านั้น ที่ท่านพบแสงสว่างและพ้นจากความทุกข์แล้ว" เขาตอบอุบาสิกาป้าหวังว่า "เราก็กำลังหาทางอยู่ แต่เราไม่ไว้ใจพวกท่าน พวกท่านขี้หกทั้งเพ" อุบาสิกาป้าหวังเล่าให้ฟังต่อไปว่า พวกเขาแสดงอาการไม่ค่อยพอใจ ที่พวกเรามาค้างคืนกันที่นี่ แต่หลายดวงวิญญาณ ก็หลั่งไหลมารับส่วนบุญเป็นจำนวนมาก อุบาสิกาป้าหวัง ได้แต่สงสารวิญญาณของชายร่างใหญ่ผู้นี้ ที่ยังคงหวาดระแวง เพราะเขายังมีโมหะ โทสะ โลภะ และมานะทิฏฐิ อยู่เต็มหัวใจ แม้ตายไปแล้วก็ตาม

พอตอนเช้า อุบาสิกาป้าสม เข้าไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อบอกว่า วิญญาณส่วนมาก เขาเต็มใจรับส่วนบุญ จึงได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่ทันที แต่บางดวงก็ไม่ยอมรับส่วนบุญกุศล เพราะไม่ไว้ใจใคร เพราะยังหลงและยังหวงสมบัติข้าวของ และหวงอาณาบริเวณที่อยู่ จึงแสดงความไม่พอใจออกมา หลวงพ่อเล่าให้พวกเราฟังต่อไปว่า ท่านเห็นภาพย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งที่คลื่นทะเลสูงนับ 10 เมตร พัดกระหน่ำแหลมตะลุมพุก เมื่อราวห้าสิบปีที่แล้ว คลื่นทะเลนั้นสูงกว่ายอดปลายไม้ พัดกระหน่ำหมู่บ้านหายไปทั้งหมด ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตไปได้ ดวงวิญญาณจึงตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้า ที่ไม่ยอมรับส่วนบุญนั้น หลวงพ่อเล่าให้ฟังในวันต่อมาว่า เขาได้ตามไปขอร้องหลวงพ่อ ถึงหาดใหญ่ เพื่อขอให้กลับมาโปรดเขาอีกสักครั้ง เพราะเขาได้สำนึกแล้ว แต่หลวงพ่อบอกเขาไปว่า "เราคงไม่ได้กลับไปที่นั้นอีก เพราะมีโปรแกรมจะไปที่อื่นหมดแล้ว ขอไว้ครั้งหน้าก็แล้วกัน ถ้ามีโอกาสนะ"

ท่านทั้งหลาย เหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ จึงเป็นบททดสอบสำหรับนักภาวนา ที่ได้มีโอกาสเผชิญกับความทุกข์จริงๆ เผชิญกับภัยธรรมชาติ สัตว์ร้าย โลกวิญญาณ และอจินไตย ในสภาวะที่คับขัน และแสนสาหัส ด้วยการนอนกับดิน กินกับทราย เฉกเช่นเดียวกันกับการธุดงค์ของพระกรรมฐาน ผู้ใดมีปัญญาก็รีบถือโอกาสนี้ พิจารณาให้เห็นความจริงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถือเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ที่หาจากที่อื่นไม่ได้นั่นเอง




ในภาพเห็นยุงบินว่อนอยู่รอบๆมุ้งมากมาย



แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช



คืนที่ 3 
โปรดวิญญาณบรรพบุรุษของญาติธรรม

6 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะ ได้มาแผ่เมตตาแก่บรรพบุรุษของครอบครัวผู้ใจบุญคือ คุณปรียนุช-คุณณรงค์ศักดิ์ แก้วนิล ซึ่งเป็นน้องสาวและน้องเขยของคุณสุวัฒน์ ทองดอนโต ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยทางเจ้าภาพจัดให้คณะของพวกเรา พักบนบ้านไม้โบราณหลังเก่าแก่ เพราะฝนตกเปียกแฉะมาหลายวัน หลวงพ่อบอกว่า บรรพบุรุษเขามารับส่วนบุญ และอนุโมทนากันมาก ส่วนใหญ่พวกเขาก็เป็นเทวดากันแล้ว เพราะผลจากครอบครัวนี้ เป็นคนใจบุญนั่นเอง เมื่อเขามารับบุญและอนุโมทนากันอีกครั้ง บางรายก็ไปจุติในภพภูมิที่สูงขึ้น




ณ บ้านพักของคุณปรียนุชและคุณณรงค์ศักดิ์ แก้วนิล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


หลวงพ่อเมตตาสอนธรรมหนัก

เหตุการณ์อันสำคัญประการหนึ่ง ที่ได้บังเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้ก็คือ หลวงพ่อได้สอนธรรมอย่างหนัก แก่บรรดาลูกศิษย์ที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ก็คือ ขณะที่พวกเราได้พักค้างคืนที่บ้านหลังนี้ เนื่องจากทุกคนเหนื่อยจากการเดินทาง และไม่ได้หลับนอนมาทั้งคืน จึงขาดสติและไม่สำรวมในการหลับนอน เวลานอนก็นอนกรนเสียงดังสนั่น พอหลังจากออกสมาธิในตอนเช้าแล้ว หลวงพ่อจึงสอนหนักว่า "นักภาวนาต้องมีสติ และสำรวมทุกอริยาบท แม้แต่ตอนนอนก็ต้องนอนด้วยสติ ให้ระวังแม้แต่การกรน นักภาวนาถ้ามีสติและนอนตะแคง ก็จะไม่ปรากฏเสียงกรน การที่หลวงพ่อสั่งสอนเรื่องนี้ ก็เพราะเทวดาเขาลงมาสนทนากับหลวงพ่อ แล้วเห็นความน่าเวทนาของพวกท่าน ดูแล้วไม่สำรวมสมกับเป็นนักภาวนา แล้วอย่างนี้ จะมีภูมิธรรมสูงขึ้นได้อย่างไร" นี่คือความเมตตาของหลวงพ่อ แม้แต่ยามนอน ท่านก็ยังเฝ้าติดตามคอยดูแลลูกศิษย์ ทั้งด้วยข่ายญาณใน และดูด้วยตาเปล่าๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าผู้มีญาณในด้วยกันแล้ว จะเข้าใจได้ดีในประเด็นนี้



ณ บ้านพักของคุณปรียนุช-คุณณรงค์ศักดิ์ แก้วนิล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะเดินทางไปถึงบ้านญาติธรรมท่านนี้ คณะของพวกเรา ได้ไปแวะพักที่ริมทะเลสาบ ในสำนักงานอุทยานทะเลสาบสงขลา เพื่อถวายจังหันและรับประทานอาหาร พร้อมกับล้างทำความสะอาดเสื่อสาด เต็นท์ และเสื้อผ้า ที่เปียกมาทั้งคืน ขณะที่พวกเราพักผ่อนอยู่ในบริเวณนั้น ปรากฏมียักษ์ตนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่สุดของทะเลสาบสงขลา มาเฝ้าสังเกตการณ์การมาของคณะพวกเรา



ริมทะเลสาบสงขลา



คืนที่ 4 
โปรดครอบครัวคุณคมสัน นามมนตรี

7 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ ยังคงอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่อีกหนึ่งคืน เนื่องจากป้าสีได้นิมนต์ให้ไปโปรดครอบครัวลูกชายของเธอ คือคุณคมสัน นามมนตรี อย่างไรก็ตาม คืนนี้เราไม่ได้พักในที่วิเวก เพราะมีฝนตกเป็นระยะ เจ้าภาพจึงนิมนต์ให้พักบนตึกอาคารหลังใหม่ของเขา เพื่อเป็นการทำบุญบ้านใหม่ไปในตัวด้วย ส่วนหลวงพ่อกับสามเณรนัย ได้แยกไปค้างภาวนาที่บ้านของคุณคมสันอีกหลัง พร้อมกับญาติธรรมจำนวนหนึ่ง พอตอนเช้า หลวงพ่อบอกว่า ผู้ที่ติดตามหลวงพ่อไปภาวนาที่บ้านหลังนั้น ได้อานิสงส์มาก เพราะไม่นอนกันทั้งคืน ดังจะเห็นได้จาก อุบาสิกาป้ากอบ ได้เกิดสภาวะธรรมอันสว่างไสว และมีญาณรู้เห็นบางประการ ดังที่หลวงพ่อกล่าวอนุโมทนาข้างต้น 

นอกจากนั้น หลวงพ่อยังได้เล่าให้ฟังว่า มียักษ์ตนนั้น ยักษ์ตนที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่เมื่อวาน ได้เข้ามากราบหลวงพ่อ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวว่า เขาเป็นยักษ์ที่ถูกสาป และมีอายุหลายหมื่นปี อีกทั้งยังเป็นใหญ่ที่สุด ในอาณาจักรแห่งทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี้ หลวงพ่อบอกเขาไปว่า หลวงพ่อสามารถช่วยให้เขาพ้นจากคำสาปนี้ได้นะ แต่เขาตอบหลวงพ่อว่า เขายังพึงพอใจในความเป็นอยู่ในภพภูมินี้อยู่ และยังเป็นห่วงบริวารของเขา จึงขออยู่ต่อไป เขาจึงขออนุโมทนากับหลวงพ่อและชาวคณะ ที่ได้มาโปรดพวกเขาในครั้งนี้




ณ บ้านพักของคุณคมสัน นามมนตรี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


คืนที่ 5 
แผ่เมตตาแก่ชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ณ หาดปากเมง จ.ตรัง 

8 พฤษภาคม 2556 คณะพวกเราออกเดินทางจากหาดใหญ่ หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว ขณะที่มุ่งตรงไปยังจังหวัดตรัง เวลาประมาณ 12.15 น. หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ได้แวะพัก เพื่อโปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ณ หมวดการทางนาโยง จังหวัดตรัง เพราะชาวโลกทิพย์ ได้นิมนต์หลวงพ่อ ขณะที่รถแล่นไปเกือบถึงสถานที่แห่งนี้ เมื่อไปถึง หลวงพ่อจึงบอกให้พวกเราแวะพักทันที ขณะที่หลวงพ่อนอนพักผ่อนภาวนาและแผ่เมตตา ปรากฏมีเสียงจั๊กจั่นเรไรและสัตว์ป่านานาร้องระงม แล้วเงียบลงอย่างพร้อมเพรียงกัน อันเป็นสื่อสัญญาณที่พวกเราคุ้นเคยกันว่า พวกเขาได้รับส่วนบุญกันแล้วนั่นเอง

เมื่อหลวงพ่อได้ออกจากภาวนาแล้ว ได้มีหัวหน้าหมวดการทางนาโยง พร้อมกับลูกน้องเข้ามากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกเขาว่า เขาเคยเป็นเจ้าเมืองเก่าที่การทางนี้ เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่จะเป็นประเทศไทยเสียอีก เพราะเทวดาเขารู้ จึงนิมนต์ให้หลวงพ่อแวะโปรดหัวหน้าผู้นี้ หลวงพ่อบอกว่า สภาพบ้านเมืองเก่าในครั้งนั้น เป็นอย่างไร และมีความเจริญพอสมควร อีกทั้งมีเรื่องราวอจินไตยมากมาย ที่ตรงกันกับเรื่องราวประหลาดๆ ที่หัวหน้าและลูกน้องของเขาประสบมา  จึงทำให้หัวหน้าและลูกน้องหายสงสัย และปีติในธรรมที่หลวงพ่อได้แสดงโปรดพวกเขา เมื่อได้เวลาอันสมควร พวกเราจึงขอตัวออกเดินทางต่อไป



โปรดโลกทิพย์และหัวหน้าการทางนาโยง จังหวัดตรัง


หลังจากนั้น คณะของพวกเราได้เดินทางไปถึงหาดปากเมง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่คลื่นสึนามิถล่ม จนคนตายมากมาย เมื่อหลายปีก่อน วันนี้ พวกเราได้ปักหลักภาวนาในป่าสน ที่อยู่ห่างไกลจากชุมชนพอสมควร ค่ำคืนนี้ ปรากฏว่า ต้องเผชิญกับเสียงคลื่นทะเลดังสนั่นและหนักหน่วงตลอดทั้งคืน แถมยังมีคลื่นลม เสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และฝนตกกระหน่ำเป็นระยะๆ หลวงพ่อบอกว่า ทุกคนที่มาในครั้งนี้ ได้อานิสงส์มากกว่าทุกครั้ง เพราะนอกจากจะเผชิญกับชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณแล้ว ก็ยังต้องพบกับเสียงคลื่นทะเล ลม ฝน ความร้อน และยุง สาหัสครบทุกแบบนั่นเอง





หาดปากเมง จังหวัดตรัง


คืนที่ 6 
โปรดดวงวิญญาณที่ตายจากคลื่นสึนามิถล่ม ณ เขาหลัก จังหวัดพังงา

9 พฤษภาคม 2556 คณะของพวกเราเดินทางมาปักหลักภาวนา ณ บริเวณชายหาดอันโด่งดัง คือหมู่บ้านเขาหลัก จังหวัดพังงา ท่ามกลางดวงวิญญาณผู้ที่เสียชีวิตจำนวนมาก จากคลื่นสึนามิถล่มเมื่อหลายปีที่แล้ว หลวงพ่อบอกให้ทุกคนตั้งใจภาวนา และส่วนใหญ่ก็ได้ภาวนา และเดินจงกรมกันทั้งคืนจนสว่าง พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่าว่า มีดวงญาณทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาขอรับส่วนบุญจำนวนมาก และยังมีดวงวิญญาณชาวต่างชาติ เข้ามาสนทนากับหลวงพ่อด้วย พวกเขาไม่เข้าใจในการมาภาวนาของพวกเรา พวกเขายังวนเวียน และสับสน อยู่ในสถานที่แห่งนี้

หลวงพ่อ จึงถามวิญญาณเหล่านั้นไปว่า "พระเจ้ามาช่วยท่านหรือไม่" พวกเขาตอบว่า "ไม่" หลวงพ่อถามต่อไปว่า "แล้วพวกท่านเคยเห็นพระเจ้าของพวกท่านหรือไม่" พวกเขาตอบว่า "ไม่เคยเห็น และไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร" หลวงพ่อจึงบอกพวกเขาไปว่า "เราช่วยพวกท่านได้นะ" พวกเขางงๆว่า จะช่วยพวกเขาได้อย่างไร หลวงพ่อจึงบอกไปว่า "เราจะช่วยแบบเรานี้แหละ พวกท่านจะรับหรือไม่" เมื่อเขายินดีรับ หลวงพ่อจึงได้โปรดพวกเขาไป ปรากฏว่า ไม่นานนัก พวกเขาก็กลับลงมาในร่างใหม่ อันสว่างไสวสวยงาม เข้ามากราบขอบคุณหลวงพ่อ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า "ท่านคือพระเจ้าของเรา" เสร็จแล้วก็ลาจากไปด้วยความปีติยินดี จึงเป็นเรื่องขำบริสุทธิ์ ที่พวกเขาเข้าใจไปเองว่า หลวงพ่อคือพระเจ้าของเขา นี่คือความเมตตาต่อสรรพสัตว์ อันมิมีประมาณของพระผู้พ้นแล้ว








หลายๆคน เดินจงกรมและภาวนาจนสว่างคาตา ณ ริมทะเลเขาหลัก จังหวัดพังงา



คืนที่ 7 และ 8 

10 พฤษภาคม 2556 คณะของหลวงพ่อไปไปพักภาวนา โปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญาณ ที่หาดเขาสน จังหวัดระนอง

11 พฤษภาคม 2556 คณะของหลวงพ่อ ไปพักภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เขื่อนเขาแหลม จังหวัดเพชรบุรี 

12 พฤษภาคม 2556 คณะของหลวงพ่อ ไปโปรดญาติธรรม ณ ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี และเดินทางกลับถึงวัดโคกปราสาท โคราช ในช่วงบ่ายเย็น

หมายเหตุ  ผู้เล่า เขียนขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์หลายวัน อาจมีข้อความตกหล่นบ้าง แต่เค้าโครงและเนื้อหาหลักยังเหมือนเดิม และได้ตกแต่งคำบ้าง เพื่อความเหมาะสมในการอ่าน จึงขอขมากรรมต่อหลวงพ่อ หากมีข้อความผิดเพี้ยนไปบ้าง

ท่านทั้งหลาย เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงสภาวะหนึ่ง และประสบการณ์หนึ่ง ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เมื่ออ่านจบลงแล้ว หากเกิดประโยชน์ก็ขออนุโมทนา หากไม่มีประโยชน์ก็ถือเสียว่า เป็นการอ่านนิทานเล่นก่อนนอนก็แล้วกัน อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านเจอบทความนี้ จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดนิทานธรรม
22 พฤษภาคม 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น