ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

(178) ธรรมปฏิบัติสัญจรและแผ่เมตตาชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ภาคใต้ 2556

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล


เขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


ธรรมปฏิบัติสัญจร
และโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ภาคใต้ 2556

ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ 4-12 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา ผมและคณะญาติธรรมจำนวนหนึ่ง ได้ติดตามหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เพื่อธรรมปฏิบัติสัญจร ณ ภาคใต้ จากประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ สงขลา ตรัง กระบี่ พังงา ระนอง และอีกหลายๆแห่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีคลื่นสึนามิถล่มและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หลวงพ่อบอกว่า ชาวโลกวิญญาณนั้นน่าสงสารมาก บางพวกไม่สามารถออกจากบริเวณที่ตนเสียชีวิตได้ บางพวกก็วนเวียนเพราะตายกระทันหัน บางพวกมีบุญน้อย บางแห่งก็อยู่กันมานานเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนปีก็มี ผู้ที่ไปเจริญภาวนาและแผ่เมตตาให้กับพวกเขา จึงนับว่าได้ผลานิสงส์มากมาย เพราะได้ทั้งการภาวนาเพื่อเพียรละกิเลสออกไปจากใจ และได้เจริญเมตตา ภายใต้การนำของพระผู้พ้นแล้ว จึงนับว่าเป็นความโชคดีของผู้ที่ได้ไปในครั้งนี้


คืนที่ 1 
ค่ำคืนอันแสนสบาย

4 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์เดินทางถึงเขื่อนปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ คืนนี้ พวกเราปักหลักภาวนาบริเวณริมเขื่่อน คืนแรกนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ลมพัดเย็นสบาย  ขณะภาวนาในช่วงดึกจนถึงใกล้สว่าง ปรากฏว่า พญานาคเขามาแสดงคลื่นน้ำเหมือนกับคลื่นทะเลให้ดู หลวงพ่อบอกว่า นาคมาแสดงให้ดู เพื่อขอบคุณและอนุโมทนากับคณะพวกเรา ส่วนคุณครูน้อยก็เห็นบุรุษชุดขาวโพกศรีษะเข้ามากราบหลวงพ่อด้วย





เขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คืนที่ 2 
เผชิญบททดสอบแสนสาหัส และความมหัศจรรย์ทางจิต ณ แหลมตะลุมพุก

5 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์เดินทางถึงแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช เวลาประมาณหกโมงเย็น ตามประวัติที่แห่งนี้เคยมีคนตายจำนวนมาก จากคลื่นถล่มหมู่บ้านเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และเป็นบริเวณที่เรือบรรทุกอัญมณีมีค่าล่มจมอยู่ใต้น้ำทะเลแห่งนี้

ค่ำคืนนี้ ขณะที่พวกเราพักผ่อนเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ปรากฏว่ามีฝูงมฤตยูยุงจำนวนมากมายมหาศาลอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทุกคนเข้ามุ้งเข้าเต็นท์แทบไม่ทัน ต่างโดนยุงกัดพัลวัน เมื่อเข้าในมุ้งแล้ว ยุงก็ยังพยายามชอนไชเข้าไปในมุ้งอย่างไม่ลดละ และสามารถเข้าไปได้อย่างน่าประหลาด ทุกคนไม่เป็นอันพักผ่อน แม้จะปวดฉี่ปวดท้องถ่ายหนัก ก็ไม่สามารถออกไปได้ ต้องอดทนปวดฉี่ปวดหนักกันจนถึงที่สุด เมื่อไม่สามารถทนได้ ก็พยายามออกไปโดยเร็ว ขณะฉี่ก็ต้องเดินฉี่ ขณะนั่งถ่ายหนักก็ต้องหากิ่งไม้คอยพัดวีอย่างทุลักทุเล บางคนอดมันทั้งคืน แค่นั้นยังสาหัสไม่พอ ก่อนที่พวกเราจะสวดมนต์ภาวนาราวสองทุ่มกว่าๆ ก็ปรากฏมีลมฝนพัดกระหน่ำมาเป็นระลอก แม้กระนั้นฝูงยุงก็ไม่หนีไปไหน แต่กลับมายึดเกาะมุ้งและเต็นท์อย่างหนาแน่น แต่ทุกคนก็ไม่ท้อ สวดมนต์ไปไล่ยุงไปด้วย คืนนี้จึงไม่มีใครออกไปเดินจงกรมได้ จึงได้แต่ปักหลักกันอยู่แต่ในเต็นท์

แม้กระนั้นก็ตาม ทุกคนก็ตั้งใจภาวนาและนั่งสมาธิ เพื่อแผ่เมตตาให้แก่ชาวโลกทิพย์-โลกวิญญาณ ตามที่ตั้งใจไว้ ช่วงใดฟ้าฝนสงบลงบ้าง พวกเราก็ได้ภาวนาอย่างสงบ บางช่วงก็มีฟ้าฝนเทกระหน่ำลงมาพร้อมกับลมพัดแรง สลับกับมีเสียงคลื่นทะเล และเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบอย่างน่ากลัว ไม่แต่เพียงเท่านั้น ยังมีน้ำฝนไหลทะลักเข้าไปในเต็นท์อีก ต่างคนต่างก็หาวิธีเอาน้ำออกจากเต็นท์ บุรุษผู้หนึ่งก็ต้องใช้หมวกไหมพรมชุบน้ำ โดยเปิดรูเล็กๆ พอที่จะยื่นมือออกไปบิดปั้นน้ำได้ ก็ต้องเจอกับฝูงยุงแห่กันเข้ามากัดจนเต็มมือ แถมยังบินทะลักเข้ามาในเต็นท์อย่างรวดเร็ว จึงต้องรีบปิดรูซิบ เพื่อจัดการกับยุงอย่างทุลักทุเล จึงไม่ได้หลับได้นอนกันทั้งคืน




ยามเช้าหลังจากคลื่นพายุและฝูงมฤตยูยุงถล่มเมื่อคืน ณ หาดทรายแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช


มหัศจรรย์ทางจิต ณ แหลมตะลุมพุก

อย่างไรก็ตาม ค่ำคืนนี้ก็ได้ปรากฏเรื่องราวอัศจรรย์มากมาย เกิดขึ้นเป็นปัจจัตตังกับหลายๆคน อาทิเช่น ขณะบุรุษผู้หนึ่งนั่งภาวนาแผ่เมตตา ปรากฏมีคลื่นสัมผัสเข้ามามาก ซึ่งตรงกันกับคุณครูน้อยที่เห็นวิญญาณหลายตนมุ่งตรงไปทางเต็นท์ของบุรุษผู้นี้  หลังจากนั้น ในช่วงดึกขณะที่บุรุษผู้นี้นั่งภาวนาท่ามกลางพื้นที่เปียกแฉะจากน้ำไหลเข้าเต็นท์ และได้พิจารณาถึงสภาวะความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ และความทุกข์อันเป็นธรรมดาของโลกสมมุตินี้ไปได้สักพักหนึ่ง จึงล้มกายลงนอนภาวนาบนพื้นเปียกนั้น ด้วยอาการที่เหนื่อยสุดๆ สักพักจิตสงบลงไป พร้อมกับจิตสว่างไสวขึ้นมา จนแลเห็นบริเวณรอบนอกเต็นท์ พร้อมกับเห็นวิญญาณไม่เห็นเป็นรูปร่างชัดเจน เข้ามาไล่ พร้อมกับแสดงฤทธิ์ออกมา บุรุษผู้นี้จึงได้แสดงฤทธิ์ตอบกลับไปทันที จนวิญญาณนั้นกระเด็นออกไป

ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้นี้ พึ่งเห็นความน่ากลัวในฤทธิ์ในกิเลสของตนก็ในคราวนี้ เพราะขณะแสดงฤทธิ์ออกไปนั้น เขามีความโกรธผุดขึ้นมากระทันหัน จึงไม่ได้ยับยั้งโทสะ (แม้จิตจะมีอุเบกขาธรรมขั้นต้นแล้วก็ตาม) จึงทำให้วิญญาณนั้นได้รับผลของฤทธิ์นั้นไปด้วย ขณะแสดงฤทธิ์ออกไปนั้น ปรากฏว่า สภาวะจิตของเขาตั้งมั่น แผ่อำนาจจิตออกไปอย่างน่ากลัว ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน พลังนั้นดูรุนแรงและอัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อจิตตื่นถอนขึ้นมาแล้ว ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรมที่เขามีอยู่ จึงได้เห็นความเลวของตนเองได้ทันท่วงที เขาได้นอนพิจารณาถึงโทสะของตนว่า มันเป็นกิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในใจมาชั่วกัปชั่วกัลป์ แม้มันไม่สามารถจะแสดงออกในขณะที่มีสติ  แต่มันกลับมาปรากฏและแสดงตัวออกมา เมื่อเจอกับสภาวะที่คับขัน เขาจึงได้รำพึงรำพันกับตัวเองว่า นี้หรือที่ว่านักบุญ ทำไมทั้งที่ตัวเองตั้งใจเป็นผู้มาให้บุญพวกเขาแท้ๆ แต่กลับไปทำร้ายเขาได้ มันชั่งน่าสมเพชเวทนาตัวเองเป็นยิ่งนัก เขาพิจารณาไปก็เห็นโทษ เห็นภัย เห็นกิเลสของตัวเองมากขึ้น จึงได้แต่สงสารสัตว์โลก เพราะแม้แต่ผู้เพียรภาวนาละวางกิเลสอย่างหนัก ยังต้องเผชิญกับโทสะของตัวเองแบบไม่ทันตั้งตัว แล้วนับประสาอะไร กับผู้ที่ไม่ได้เจริญภาวนาหรือปุถุชนทั่วไป เขาจะไม่มีความโกรธ ความโลภ ความหลง กันได้อย่างไร

ท่านทั้งหลาย เรื่องราวของบุรุษผู้นี้ ก็สอดคล้องและตรงกันกับความรู้ความเห็นของอุบาสิกาสมและอุบาสิกาหวัง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทั้งสองท่านเล่าให้พวกเราฟังในตอนเช้าว่า ขณะที่ท่านนั่งภาวนา อุบาสิกาสมได้เห็นเหล่าดวงวิญญาณเข้ามาหา พร้อมกับเล่าเรื่องราวว่า พวกเขาลงเรือบรรทุกอัญมณีที่มีค่ามาเต็มเรือ แต่เกิดเรือล่มจมลงในบริเวณอ่าวนี้ พร้อมกับเนรมิตให้เห็นอัญมณีสีแดงเต็มไปหมด พวกวิญญาณบอกว่า พวกเขาไม่ไว้ใจคณะของพวกเรา เพราะมนุษย์มีแต่ความโลภ เกรงจะมาเอาสมบัติของพวกเขา 

ขณะเดียวกันอุบาสิกาหวัง ก็ได้สนทนากันกับหัวหน้าใหญ่ของชาวโลกทิพย์ เป็นชายร่างใหญ่ผิวคล้ำดำ เข้ามาหาพร้อมกับพูดเป็นภาษาใต้ว่า "มาทำพรือ?" อุบาสิกาหวังไม่เข้าใจภาษาใต้ แต่ก็ตอบเขาไปว่า "พวกเรามาค้นหาทางสว่าง แต่ยังไม่พ้นทุกข์ มีแต่หลวงพ่อเท่านั้น ที่ท่านพบแสงสว่างและพ้นจากความทุกข์แล้ว" เขาตอบอุบาสิกหวังว่า "เราก็กำลังหาทางอยู่ แต่เราไม่ไว้ใจพวกท่าน พวกท่านขี้หกทั้งเพ" อุบาสิกาหวังเล่าให้ฟังต่อไปว่า พวกเขาแสดงอาการไม่ค่อยพอใจ ที่พวกเรามาค้างคืนกันที่นี่ แต่หลายดวงวิญญาณหลั่งไหลมารับส่วนบุญส่วนกุศลเป็นจำนวนมาก อุบาสิกาหวังได้แต่สงสารวิญญาณของชายร่างใหญ่ผู้นี้ ที่ยังคงหวาดระแวง เพราะเขายังมีโมหะ โทสะ โลภะ และมานะทิฏฐิอยู่เต็มหัวใจ แม้ตายไปแล้วก็ตาม

พอตอนเช้า อุบาสิกาสมเข้าไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อบอกว่า วิญญาณส่วนมากเขาเต็มใจรับส่วนบุญ จึงได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่ทันที แต่บางดวงก็ไม่ยอมรับส่วนบุญกุศล เพราะไม่ไว้ใจใคร เพราะยังหลงและยังหวงสมบัติข้าวของ และหวงในอาณาบริเวณ จึงแสดงความไม่พอใจออกมา หลวงพ่อเล่าให้พวกเราฟังต่อไปว่า ท่านเห็นภาพย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งที่คลื่นทะเลสูงนับ 10 เมตร พัดกระหน่ำแหลมตะลุมพุกเมื่อราวห้าสิบปีที่แล้ว คลื่นทะเลนั้นสูงกว่ายอดปลายไม้ พัดกระหน่ำหมู่บ้านหายไปทั้งหมด ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตไปได้ ดวงวิญญาณจึงตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าที่ไม่ยอมรับส่วนบุญนั้น หลวงพ่อเล่าให้ฟังในวันต่อมาว่า เขาได้ตามไปขอร้องหลวงพ่อถึงหาดใหญ่ เพื่อขอให้กลับมาโปรดเขาอีกสักครั้ง เพราะเขาได้สำนึกแล้ว แต่หลวงพ่อบอกเขาไปว่า "เราคงไม่ได้กลับไปที่นั้นอีก เพราะมีโปรแกรมจะไปที่อื่นหมดแล้ว ขอไว้ครั้งหน้าก็แล้วกัน ถ้ามีโอกาสนะ"

ท่านทั้งหลาย เหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ จึงเป็นบททดสอบสำหรับนักภาวนา ที่ได้มีโอกาสเผชิญกับความทุกข์จริงๆ เผชิญกับภัยธรรมชาติ สัตว์ร้าย โลกวิญญาณแลอจินไตย ในสภาวะที่คับขันและแสนสาหัส นอนกับดินกินกับทราย เฉกเช่นเดียวกันกับการธุดงค์ของพระกรรมฐาน ผู้ใดมีปัญญาก็รีบถือโอกาสนี้ พิจารณาให้เห็นความจริงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถือเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ที่หาจากที่อื่นไม่ได้นั่นเอง




ในภาพเห็นยุงบินว่อนอยู่รอบๆมุ้งมากมาย



แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช



คืนที่ 3 
โปรดวิญญาณบรรพบุรุษของญาติธรรม

6 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะ ได้มาโปรดโลกวิญญาณบรรพบุรุษของครอบครัวผู้ใจบุญคือ คุณปรียนุช-คุณณรงค์ศักดิ์ แก้วนิล ซึ่งเป็นน้องสาวและน้องเขยของคุณสุวัฒน์ ทองดอนโต ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยทางเจ้าภาพจัดให้คณะของพวกเราพักบนบ้านไม้โบราณหลังเก่าแก่ เพราะฝนตกเปียกแฉะมาหลายวัน หลวงพ่อบอกว่า บรรพบุรุษเขามารับส่วนบุญและอนุโมทนากันมาก ส่วนใหญ่พวกเขาก็เป็นเทวดากันแล้ว เพราะผลจากครอบครัวนี้เป็นคนใจบุญนั่นเอง เมื่อเขามารับบุญและอนุโมทนากันอีกครั้ง บางรายก็ไปจุติในภพภูมิที่สูงขึ้น  

และที่สำคัญ พวกเราขออนุโมทนากับครอบครัวนี้ก็คือ การไปปฏิบัติธรรมสัญจรภาคใต้ในครั้งนี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะครอบครัวนี้ได้นิมนต์หลวงพ่อ ให้ไปโปรดพวกเขา พร้อมกับน้อมถวายปัจจัยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตลอดการธุดงค์นี้ จำนวนเกือบแสนบาท รวมทั้งคุณสุวัฒน์ ทองดอนโต ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโยธาเทศบาลลาดบัวขาว และคุณทัศนีย์ สุนันต๊ะ (ปลัดโจ๊ก) ซึ่งเป็นปลัดอาวุโสอำเภอสีคิ้ว เป็นผู้ประสานงานและเป็นเจ้าภาพร่วมกัน หลวงพ่อบอกว่า เจ้าภาพทั้งหมดได้รับผลานิสงส์มากมายมิมีประมาณ จึงขออนุโมทนาด้วยทุกประการ




ณ บ้านพักของคุณปรียนุชและคุณณรงค์ศักดิ์ แก้วนิล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


หลวงพ่อเมตตาสอนธรรมหนัก

เหตุการณ์อันสำคัญที่บังเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้ก็คือ หลวงพ่อได้สอนธรรมอย่างหนัก แก่บรรดาลูกศิษย์ที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ก็คือ ขณะที่พวกเราได้พักค้างคืนที่บ้านหลังนี้ เนื่องจากทุกคนเหนื่อยจากการเดินทาง และไม่ได้หลับนอนมาทั้งคืน จึงขาดสติและไม่สำรวมในการหลับนอน เวลานอนก็นอนกรนเสียงดังสนั่น พอหลังจากออกสมาธิในตอนเช้าแล้ว หลวงพ่อจึงสอนหนักว่า "นักภาวนาต้องมีสติและสำรวมทุกอริยาบท แม้แต่ตอนนอนก็ต้องนอนด้วยสติ ให้ระวังแม้แต่การกรน นักภาวนาถ้ามีสติและนอนตะแคง ก็จะไม่ปรากฏเสียงกรน การที่หลวงพ่อสั่งสอนเรื่องนี้ ก็เพราะเทวดาเขาลงมาสนทนากับหลวงพ่อ แล้วเห็นความน่าเวทนาของพวกท่าน ดูแล้วไม่สำรวมสมกับเป็นนักภาวนา แล้วอย่างนี้จะมีภูมิธรรมสูงขึ้นได้อย่างไร" นี่คือความเมตตาของหลวงพ่อ แม้แต่ยามนอนท่านก็ยังเฝ้าติดตามคอยดูแลลูกศิษย์ ทั้งด้วยข่ายญาณในและดูด้วยตาเปล่าๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าผู้มีญาณในด้วยกันแล้ว จะเข้าใจได้ดีในประเด็นนี้



ณ บ้านพักของคุณปรียนุช-คุณณรงค์ศักดิ์ แก้วนิล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะเดินทางไปถึงบ้านญาติธรรมท่านนี้ คณะของพวกเราได้แวะไปพักที่ริมทะเลสาบ ในสำนักงานอุทยานทะเลสาบสงขลา เพื่อถวายจังหันและรับประทานอาหาร พร้อมกับล้างทำความสะอาดเต็นท์ เสื่อสาด และเสื้อผ้าที่เปียกมาทั้งคืน ขณะที่พวกเราพักผ่อนอยู่ในบริเวณนั้น ปรากฏมียักษ์ตนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่สุดของทะเลสาบสงขลา มาเฝ้าสังเกตการณ์การมาของคณะพวกเรา



ริมทะเลสาบสงขลา



คืนที่ 4 
โปรดครอบครัวคุณคมสัน นามมนตรี

7 พฤษภาคม 2556 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ยังคงอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่อีกคืน เนื่องจากป้าสีได้นิมนต์ให้ไปโปรดครอบครัวลูกชายของเธอ คือคุณคมสัน นามมนตรี ซึ่งคุณคมสันและครอบครัวมีความศรัทธาต่อหลวงพ่อ จึงน้อมถวายปัจจัยมากกว่าหมื่นบาท พร้อมกับรับรองเรื่องที่อยู่และอาหารเป็นอย่างดี จึงขออนุโมทนากับเจ้าภาพอีกหนึ่งคืน

อย่างไรก็ตาม คืนนี้เราไม่ได้พักในที่วิเวก เพราะมีฝนตกเป็นระยะ และเจ้าภาพก็ได้นิมนต์ให้พักบนตึกอาคารหลังใหม่ เพื่อเป็นการทำบุญบ้านใหม่ไปในตัว ส่วนหลวงพ่อกับสามเณรนัย ได้แยกไปค้างภาวนาที่บ้านของคุณคมสันอีกหลัง พร้อมกับญาติธรรมจำนวนหนึ่ง พอตอนเช้า หลวงพ่อบอกว่า ผู้ที่ติดตามหลวงพ่อไปภาวนาที่บ้านหลังนั้น ได้ผลานิสงส์มาก เพราะไม่นอนกันทั้งคืน ป้ากอบ(พี่สาวของ ดร.นนต์) ได้เกิดสภาวะธรรมอันสว่างไสว และมีญาณรู้เห็นบางประการ จึงขออนุโมทนา เพราะบุญได้เกิดขึ้นอย่างมหาศาลแล้วนั่นเอง 

นอกจากนั้น ยังมียักษ์ตนนั้น ยักษ์ตนที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่เมื่อวาน ได้เข้ามากราบหลวงพ่อ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวว่า เขาเป็นยักษ์ที่ถูกสาปมีอายุหลายหมื่นปี และเป็นใหญ่ที่สุดในอาณาจักรของทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี้ หลวงพ่อบอกเขาไปว่า หลวงพ่อสามารถช่วยให้เขาพ้นจากคำสาปนี้ได้นะ แต่เขาตอบหลวงพ่อว่า เขายังพึงพอใจในความเป็นอยู่ในภพภูมินี้ และยังเป็นห่วงบริวารของเขา จึงขออยู่ต่อไป เขาจึงขออนุโมทนากับหลวงพ่อและชาวคณะที่ได้มาโปรดพวกเขาในครั้งนี้




ณ บ้านพักของคุณคมสัน นามมนตรี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


คืนที่ 5 
แผ่เมตตาแก่ชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ณ หาดปากเมง จ.ตรัง 

8 พฤษภาคม 2556 คณะพวกเราออกเดินทางจากหาดใหญ่ หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว ขณะที่มุ่งตรงไปยังจังหวัดตรัง เวลาประมาณ 12.15 น. หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ได้แวะพักเพื่อโปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ณ หมวดการทางนาโยง จังหวัดตรัง เพราะชาวโลกทิพย์ได้นิมนต์หลวงพ่อขณะที่รถแล่นไปเกือบถึงสถานที่แห่งนี้ เมื่อไปถึงหลวงพ่อจึงบอกให้พวกเราแวะพักทันที ขณะที่หลวงพ่อนอนพักผ่อนภาวนาและแผ่เมตตา ปรากฏมีเสียงจั๊กจั่นเรไรและสัตว์ป่าร้องระงม แล้วเงียบลงอย่างพร้อมเพรียงกัน อันเป็นสื่อสัญญาณที่พวกเราคุ้นเคยกันว่า พวกเขาได้รับบุญแล้วนั่นเอง

เมื่อหลวงพ่อได้ออกจากการภาวนาแล้ว ได้มีหัวหน้าหมวดการทางนาโยง พร้อมกับลูกน้องเข้ามากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกเขาว่า เขาเคยเป็นเจ้าเมืองเก่าที่การทางนี้ เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่จะเป็นประเทศไทยเสียอีก เพราะเทวดาเขารู้จึงนิมนต์ให้หลวงพ่อแวะโปรดหัวหน้าผู้นี้ หลวงพ่อบอกว่า สภาพบ้านเมืองเก่าในครั้งนั้นเป็นอย่างไร และมีความเจริญพอสมควร อีกทั้งมีเรื่องราวอจินไตยมากมาย ที่ตรงกันกับเรื่องราวประหลาดๆ ที่หัวหน้าและลูกน้องของเขาประสบมา  จึงทำให้หัวหน้าและลูกน้องหายสงสัย และปีติในธรรมที่หลวงพ่อได้แสดงโปรดพวกเขา เมื่อได้เวลาอันควร พวกเราจึงขอตัวออกเดินทางต่อ



โปรดโลกทิพย์และหัวหน้าการทางนาโยง จังหวัดตรัง


หลังจากนั้น คณะของพวกเราได้เดินทางไปถึงหาดปากเมง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่คลื่นสึนามิถล่มจนคนตายมากมายเมื่อหลายปีก่อน วันนี้พวกเราปักหลักภาวนาในป่าสนที่อยู่ห่างไกลจากชุมชนพอสมควร ค่ำคืนนี้ ปรากฏว่า ต้องเผชิญกับเสียงคลื่นทะเลดังสนั่นและหนักหน่วงตลอดทั้งคืน แถมยังมีคลื่นลม เสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และฝนตกกระหน่ำเป็นระยะๆ หลวงพ่อบอกว่า ทุกคนที่มาในครั้งนี้ได้ผลานิสงส์มากกว่าทุกครั้ง เพราะนอกจากจะเผชิญกับชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณแล้ว ก็ยังต้องพบกับเสียงคลื่นทะเล ลม ฝน ความร้อน และยุง สาหัสครบทุกแบบ และในค่ำคืนนี้ หลวงพี่สุพรรณท่านได้แสดงความกล้า โดยออกไปกางเต็นท์ภาวนาอยู่ไกลหมู่พวกนับร้อยกว่าเมตร ได้เผชิญทั้งคลื่นพายุฝน และเสียงเท้าของผู้คนเดินวนอยู่รอบเต็นท์ทั้งคืน จนไม่ได้หลับได้นอน อินทรีย์คงแกร่งขึ้นบ้างแล้วสำหรับหลวงพี่




หาดปากเมง จังหวัดตรัง


คืนที่ 6 
โปรดดวงวิญญาณที่ตายจากคลื่นสึนามิถล่ม ณ เขาหลัก จังหวัดพังงา

9 พฤษภาคม 2556 คณะของพวกเราเดินทางมาปักหลักภาวนา ณ บริเวณชายหาดอันโด่งดัง คือหมู่บ้านเขาหลัก จังหวัดพังงา ท่ามกลางดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจำนวนมาก จากคลื่นสึนามิถล่มเมื่อหลายปีที่แล้ว หลวงพ่อบอกให้ทุกคนตั้งใจภาวนา และส่วนใหญ่ก็ได้ภาวนาและเดินจงกรมจนสว่าง พอตอนเช้าหลวงพ่อเล่าว่า มีดวงจิตญาณทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาขอรับส่วนบุญจำนวนมาก และยังมีดวงจิตญาณของชาวต่างชาติมาสนทนากับหลวงพ่อ พวกเขาไม่เข้าใจในการมาภาวนาของพวกเรา พวกเขายังวนเวียนและสับสนอยู่ในสถานที่แห่งนี้

หลวงพ่อจึงถามวิญญาณเหล่านั้นไปว่า "พระเจ้ามาช่วยท่านหรือไม่" พวกเขาตอบว่า "ไม่" หลวงพ่อถามต่อไปว่า "แล้วพวกท่านเคยเห็นพระเจ้าของพวกท่านหรือไม่" พวกเขาตอบว่า "ไม่เคยเห็นและไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร" หลวงพ่อจึงบอกพวกเขาไปว่า "เราช่วยพวกท่านได้นะ" พวกเขางงๆว่าจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร หลวงพ่อจึงบอกไปว่า "เราจะช่วยแบบเรานี้แหละ พวกท่านจะรับหรือไม่" เมื่อเขายินดีรับ หลวงพ่อจึงได้โปรดพวกเขาไป ปรากฏว่า ไม่นานนักพวกเขาก็กลับลงมาในร่างใหม่อันสว่างไสวสวยงาม เข้ามากราบขอบคุณหลวงพ่อพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า "ท่านคือพระเจ้าของเรา" พร้อมกับลาจากไปด้วยความปีติยินดี จึงเป็นเรื่องขำบริสุทธิ์ที่พวกเขาเข้าใจไปเองว่า หลวงพ่อคือพระเจ้าของเขา นี่คือความเมตตาต่อสรรพสัตว์ อันมิมีประมาณของพระผู้พ้นแล้ว








หลายๆคน เดินจงกรมและภาวนาจนสว่างคาตา ณ ริมทะเลเขาหลัก จังหวัดพังงา


ปลีกตัวภาวนา ณ ถ้ำพุงช้าง จ.พังงา

อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้หนึ่งได้ขอแยกกลับโคราชก่อนคณะ เนื่องจากมีธุระด่วนที่กรุงเทพฯ ขณะที่นั่งรอรถโดยสารอยู่ที่จังหวัดพังงา จึงถือโอกาสไปเดินเที่ยวชมถ้ำพุงช้างที่อยู่ไม่ไกลนัก และรู้สึกว่าจะต้องนั่งสมาธิเจริญภาวนาแผ่เมตตา ขณะเจริญเมตตาอยู่นั้น ปรากฏว่า จั๊กจั่นเรไรและสัตว์ร้องขึ้นมาพร้อมๆกัน พร้อมกับมีลมพัดมาเฉพาะบริเวณนั้น สักพักก็เงียบหายไป เป็นเสมือนสื่อสัญญาณอย่างที่คุ้นเคย





ถ้ำพุงช้าง จังหวัดพังงา


คืนที่ 7 และ 8 

10 พฤษภาคม 2556 คณะของหลวงพ่อไปไปพักภาวนาโปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญาณที่หาดเขาสน จังหวัดระนอง

11 พฤษภาคม 2556 คณะของหลวงพ่อไปพักภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ เขื่อนเขาแหลม จังหวัดเพชรบุรี 

12 พฤษภาคม 2556 คณะของหลวงพ่อไปโปรดญาติธรรม ณ ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี และเดินทางกลับถึงวัดโคกปราสาท โคราช ในช่วงบ่ายเย็น

หมายเหตุ  ผู้เล่าเขียนขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์หลายวัน อาจมีข้อความตกหล่นบ้าง แต่เค้าโครงและเนื้อหาหลักยังเหมือนเดิม และได้ตกแต่งคำบ้างเพื่อความเหมาะสมในการอ่าน จึงขอขมากรรมต่อหลวงพ่อหากมีข้อความผิดเพี้ยนไปบ้าง

ท่านทั้งหลาย เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงสภาวะหนึ่ง และประสบการณ์หนึ่งที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เมื่ออ่านจบลงแล้ว หากเกิดประโยชน์ก็ขออนุโมทนา หากไม่มีประโยชน์ก็ถือเสียว่า เป็นการอ่านนิทานเล่นก่อนนอนก็แล้วกัน อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านเจอบทความนี้ จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดนิทานธรรม
22 พฤษภาคม 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น