ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(277) ขอเชิญร่วมซื้อที่ดินและสร้างกุฏิถวายหลวงพ่อผู้ติดดิน (สรุปยอดอัพเดตเรื่อยๆ)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล




ภาพจำลองกุฏิของหลวงพ่อพระผู้ติดดิน วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา



 

 
สภาพปัจจุบัน กุฏิหลังน้อยๆของหลวงพ่อผู้ติดดิน วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นคครราชสีมา
 


ท่านทั้งหลาย แม้เราจะเข้าใจได้ดีว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พระสงฆ์ผู้เข้ามาบวชแล้วไปสร้างวัดสร้างศาลาแลอาสนะทั้งหลาย แต่พระพุทธองค์ก็ได้ละเว้นไว้ให้สำหรับฆราวาสแลอุบาสกอุบาสิกาสามารถที่จะสร้างเสนาสนะถวายพระสงฆ์ได้ ดั่งที่พระพุทธองค์ได้อนุญาตให้พระเจ้าพิมพิสารสร้างเสนาสนะถวายที่ป่าเวฬุวัน รวมทั้งยังได้ตรัสสรรเสริญว่า พระเจ้าพิมพิสารได้ผลานิสงส์มากมายจากการสร้างในครั้งนี้

ท่านทั้งหลาย แม้ผมและบรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทจะเข้าใจดีว่า หลวงพ่อท่านได้สิ้นกิเลสแล้ว ท่านอยู่เหนือโลกสมมุติทั้งหลายแล้ว แถมจริตนิสสัยของท่านก็เป็นพระผู้ติดดิน อยู่อย่างสมถะแบบเรียบง่าย ท่านกล่าวกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า "หากหลวงพ่อยังไม่ตาย ไม่ต้องสร้างอะไรใหญ่โต และไม่ต้องสร้างโบสถ์สร้างศาลาหรือวิหารอะไรทั้งสิ้น ให้ยึดตามพระพุทธเจ้าและหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และครูอาจารย์พระอรหันต์เป็นตัวอย่าง"

แต่ด้วยความสำนึกในความเมตตาของหลวงพ่อที่มีต่อบรรดาลูกศิษย์แลญาติธรรม ผมและลูกศิษย์บางส่วนจึงได้กราบขออนุญาตท่าน เพื่อขอซื้อที่ดินประมาณ 1 ไร่ที่อยู่ติดกับบริเวณกุฏิหลังเก่าของท่าน และขออนุญาตสร้างกุฏิหลังใหม่ขยายใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย บนพื้นที่ดินที่ซื้อถวาย เพื่อให้สมควรแก่ธาตุขันธ์ เพื่อความสะดวกต่อการอยู่อาศัยบ้างเล็กน้อยตามเหตุอันควรของโลกสมมุติ และไม่ล่วงเกินความเป็นสมถะของท่าน และขอสร้างด้วยงบประมาณที่ไม่มาก และไม่เกินกำลังหรือเป็นการรบกวนบรรดาลูกศิษย์มากเกินไป อีกทั้งเพื่อเปิดโอกาสให้บรรดาญาติธรรม ได้มีโอกาสสร้างบุญกุศล สร้างบุญบารมีกับหลวงพ่อพระอรหันต์ผู้เป็นเนื้อนาบุญ ซึ่งนับเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้พุทธศาสนิกชนได้เติมเต็มบุญบารมีอย่างที่สมควรจะเป็น หลวงพ่อจึงได้อนุญาตให้ผมดำเนินการได้


 
บริเวณวัดโคกปราสาท สมถะเรียบง่าย เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ติดดิน
 


 
บริเวณที่ดินที่ได้จัดซื้อประมาณ 1 ไร่ ได้ทำการถมดินและปรับปรุงพื้นที่สำหรับการสร้างกุฏิหลังน้อย ถวายแด่หลวง
 


"ทานบารมี" นี้ท่านได้แต่ใดมา

ท่านทั้งหลาย ทานบารมีสำหรับผู้มีปัญญานั้น คือทานที่ออกจากใจอันบริสุทธิ์ ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ และถวายแด่พระสงฆ์หรือผู้ที่มีศีลอันบริสุทธิ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อถ
วายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ทานทั้งหลายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสนาสนะ ถวายแด่พระอริยเจ้าหรือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ย่อมมีผลานิสงส์มากมายมหาศาลเหนือกว่าทานแก่ผู้ไม่มีศีล ดั่งที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างเสนาถวายพระพุทธองค์ เพื่อยังประโยชน์ต่อเหล่าสาวกแลเหล่าอุบาสกอุบาสิกาเมื่อครั้งพุทธกาล ด้วยทานนั้นเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ ออกจากใจ มิใช่ทานที่พระสงฆ์เป็นผู้ขอร้องมา หรือมิใช่ทานเพื่อสนองกิเลสของพระสงฆ์ และมิใช่การแข่งขันกันสร้างบุญบารมีหรืออวดกันเฉกเช่นในปัจจุบัน

ท่านทั้งหลาย กาลใดที่มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ใช้เสนาสนะนั้นๆ เพื่อการเจริญภาวนาก็ดี เพื่อการแสดงธรรมก็ดี บุญกุศลทุกครั้งทุกกองก็จะแผ่ไปถึงผู้ที่มีส่วนในการสร้างหรือผู้มีจิตอนุโมทนาด้วยทุกครั้งไป หรือที่สุดก็คือ กาลใดที่มีผู้ใช้เสนาสนะนั้นปฏิบัติธรรม จนสามารถบรรลุธรรม หรือเกิดสภาวธรรมใดสภาวธรรมหนึ่งขึ้น บุญมหาศาลก็ยิ่งจะแผ่ไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างและอนุโมทนามิมีประมาณ

บัดนี้ ด้วยน้ำจิตน้ำใจของผู้มีบุญทั้งหลาย ที่ได้ร่วมกันบริจาคทานปัจจัยเพื่อสร้างกุฏิถวายหลวงพ่อผู้ติดดิน ผู้สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว โดยปัจจัยเบื้องต้นได้มาแล้วประมาณ ห้าแสนกว่าบาท ทางคณะลูกศิษย์จึงได้ขออนุญาตหลวงพ่อเริ่มลงมือก่อสร้างกุฏิแล้ว โดยได้วางผังและแนวฐานราก ส่วนช่างได้อาศัยบรรดาลูกศิษย์ช่วยกันทำ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายลง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดคาดว่าประมาณ แปดแสนบาท ฉะนั้น ผมจึงบอกบุญมายังพุทธสานิกชนทั้งหลาย ได้ร่วมบริจาคทานมาจนกว่าจะครบและแล้วเสร็จ ผมจึงจะปิดโครงการนี้ และอาจไม่ก่อสร้างอะไรอีก เพราะเกรงจะกระทบกับความเป็นสมถะของครูอาจารย์และสถานที่ จึงขออนุโมทนาทุกประการครับ

 

ผมจึงขอถือโอกาสนี้ บอกบุญมายังผู้มีจิตอันเป็นกุศล ได้ร่วมกันทำบุญในการซื้อที่ดินและสร้างกุฏิหลังเล็ก ถวายแด่หลวงพ่อผู้ติดดิน ซึ่งประมาณการค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าที่ดินและกุฏิหลวงพ่อที่มีห้องสามเณรผู้อุปฐากอยู่ด้วย 1 ห้อง ประมาณ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) ขณะนี้มีรายนามผู้บริจาคแล้วดังนี้

1. ดร.นนต์ และครอบครัว 10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
2. หลวงพี่พร  10,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
3. คุณ Nulek Masaki  5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
4. คุณวิไลลักษณ์ สว่างคำ จากประเทศเนเธอแลนด์  10,000 บาท
5. คุณสมโพช พวงประโคน  1,000 บาท
6. คุณมิตรามาศ กัลยาณมิตร และครอบครัว 1,000 บาท
7. คุณนันทพงศ์ ปานคง 500 บาท
8. คุณกัญญารัตน์ ตั้งตรงเวชกิจ และครอบครัว  20,000 บาท
9. คุณปกรณ์ ศรีเรือนทอง  10,000 บาท
10. คุณชาญณรงค์ หมื่นพรม และครอบครัว  1,000 บาท
11. คุณสิรินทร์รัต อัศวจารุวรรณ  3,000 บาท
12. คุณรุ่งเรือง สารวิจิตร  99 บาท
13. นิษฐารัตน์ อิ่มทรัพย์ และครอบครัว  2,000 บาท
14. คุณนคร  1,050 บาท
15. คุณแสวง เจริญพร้อม และครอบครัว 1,000 บาท
16. ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม  200 บาท
17. ครอบครัวคุณประทีป เรืองสุวรรณ (มหาสารคาม) 5,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
18. ครอบครัวคุณอนวัช เสาร์ห้า (มหาสาคาม) 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)

19. เด็กชายปรัชญา ธรรมวัฒน์  500 บาท
20. คุณ Jeab Fete Fete  300 บาท
21. คุณรัคตาภา พรมวราเมธ (ป้าแป๊ว) 1,000 บาท
22. คุณชลธิชา จันเพ็ชร์ 1,000 บาท
23. คุณจักรวาล-คุณสุพรรณี วรรณโกษิตย์  380 บาท
24. คุณศรุต จันทสกุลเดชา  5,000 บาท
25. คุณณัฏฐ์ชุดา กิตติรัฐพลินี และครอบครัว  500 บาท
26. คุณปกรณ์ ศรีเรือนทอง ทำบุญเพิ่มเติมอีกรอบ  10,000 บาท
27. คุณสาริน นันตากาศ  500 บาท
28. คุณชวนชื่น นานานุกุล  จากอเมริกา  3,000 บาท
29. คุณสุดาลักษณ์-คุณบัญชา ศรีชะตา และครอบครัวเนตรวงษ์ 1,000 บาท
30. คุณนันธนัฐ อัศวโกวิททกรณ์ 500 บาท
31. คุณภูเบศร์ เพ็ชรภู 5,000 บาท
32. คณประจักร์-คุณปุ้ย วินิจนัยภาค 1,000 บาท
33. คุณจอส เพื่อนคุณประจักร์ 500 บาท
34. คุณชัยวัฒน์-คุณเยาวรัตน์-ด.ญ.ภัสสร วินิจมนตรี  1,009 บาท
35. คุณจินตนา  10,000 บาท
36. พลตรี กีรติพงศ์ เดชวงศ์สุทัศน์   3,000 บาท
37. คุณสมพร ช่วงชัย และคุณอุทัยวรรณ เพ็งธรรม  500 บาท
38. คุณจินตนา (หนิง) เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท
39. คุณนวชนม์ อินทนะ 519 บาท
40. คุณสัจจา หมายเคียงกลาง  3,000 บาท
41. คุณสันติ (จากจันทบุรี) 3,000 บาท
42. ผศ.ดร.ชีวิน เปสตันยี  500 บาท
43. อ.อิสราภรณ์ สมบุญวัฒนกุล, ดช.อธิวัฒน์-ดญ.พีรญา สมมาตย์ 1,000 บาท
44. นางกรุณา-นายณัฐพล นามวัตร์ 5,000 บาท
45. คุณศิริพร ชีวปัญญาโรจน์  1,000 บาท
46. คุณอรญา คณาพรชัย 509 บาท
47. คุณธนาวรรณ ริยะกุล (จันทบุรี)  1,000 บาท
48. คุณกัญญารัตน์และครอบครัว "สมกิจศิริ" แห่งบุรีรัมย์  100,000 บาท
49. คุณสิรินทร์รัต อัศวจารุวรรณ 2,000 บาท
50. คุณนันทนี ณ สงขลา 1,000 บาท
51. คุณกมลพร สุทธิสุขศรี คำแฝด 1,000 บาท
52. คุณดวงพร กอบเกิด 500 บาท
53. คุณสุกานดา กอบเกิด 500 บาท
54. คุณพิไลพร วิจารณ์ปรีชา 500 บาท
55. คุณศุทรา ละม่อม 500 บาท
56. คุณอาทิตย์ สืบศิริวิริยะกุล 300 บาท
57. คุณปราณี พิมลพันธุ์ 300 บาท
58. คุณปติมา ศรีสวัสดิ์ 200 บาท
59. คุณสายรุ้ง สัตยาลักษณ์ 100 บาท

60. คุณรุ่งเรือง สารวิจิตร และครอบครัว 200 บาท
61. คุณจักรพรรดิ 3,000 บาท
62. ไม่ทราบนาม 1,000 บาท
63. คุณสุภัทรา และครอบครัว "ดีวรกิจ" 60,000 บาท

64. พ.อ.สมยศ นิ่มอนงค์ และครอบครัวมี อ.อรอนงค์, พ.ญ.ปภิศา, ภ.ญ.ปราณิศา นิ่มอนงค์ 5,000 บาท
65. คุณจำเรือง
เวียงอินทร์ 200 บาท
66. คุณตะวัน ศุภกรวิวรรธน์ (ครั้งที่ 1)  12,000 บาท
67. คุณธนดุลย์-คุณอารีย์ ทรัพย์มงคลไท 1,000 บาท

68. คุณกุญณิภารัศมิ์ - ยุรชัย นานานุกุล และครอบครัว 1,250 บาท
69. คุณอัญรัตน์ นิมิตมงคล และคุณชูเกียรติ ไชยเฉลิม 3,000 บาท
70. คุณธิดารัตน์ เกิดร่วม และครอบครัว 1,000 บาท
71. คุณพรพิศ สิทธิคำ 1,000 บาท
72. คุณมานัส - พิสมัย - ผกามาศ วีระกุล 10,000 บาท
73. คุณเสวลักษณ์ - ณัฏฐ์ คงธนัยรุ่งโรจน์ 10,000 บาท
74. คุณสุรีรัตน์ เฮ็งลี้ 10,000 บาท
75. คุณเอ็กโม้ว แซ่โค้ว 5,000 บาท
76. คุณปริญญา - จตุพร สุธีโสภณ และบุตร 2,500 บาท
77. คุณกิตติ - วาทินี ศันสนียชีวิน และบุตร 2,500 บาท
78. คุณวรวุฒิ - จิรนันนท์ กรกิตติชัย และบุตร 2,500 บาท
79. คุณเกรียงไกร - ศิริวรรณ จงเจริญรุ่งโรจน์ และบุตร 2,500 บาท
80. คุณชัยยศ - วันดี เตชะหัสดิน และครอบครัว 10,000 บาท
81. พ.ต.ต.จำรัส - อรจิรา ศิริเลี้ยง และครอบครัว 3,000 บาท
82. ด.ช.ณวัสพล ตัณฑศิลป์ และครอบครัวตัณฑศิลป์ 2,000 บาท
83. คุณไพบูลย์ - จรรยา สมกิจศิริ และครอบครัว 2,000 บาท
84. คุณศิริชัย - ชุติมา สมกิจศิริ ละครอบครัว 1,000 บาท
85. คุณวีระเดช สรินญา ตั้งตรงเวชกิจ และครอบครัว 53,880 บาท
86. คุณวิวรรธน์ - จิตภินันท์ คงธนัยรุ่งโรจน์ 12,000 บาท
87.พนักงานบริษัท เคเอ็มไอ ฟอเรสต์ จำกัด 4,870 บาท
88. คุณปอนด์ - จิตติมา รัตนพันธ์ศักดิ์ 10,000 บาท

89. คุณต้อยจัง  500 บาท
90. คุณพลัฏฐ์ อนันต์โชคปฐมา และครอบครัว  200 บาท
91. คุณเทพนิมิตร แสนตระกูล และครอบครัว  1,000 บาท
92. คุณประจักร์-คุณปุ้ย วินิจนัยภาค (ครั้งที่ 2) 500 บาท
93. คุณครรชิต มั่นคงหัตถ์, ครอบครัวสร้อยจุฑา และครอบครัวสมัปปิโต  1,500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
94. คุณอภิวัชร์ เมธาสวัสดิ์  1,000 บาท
95. คุณสุภัทรา ดีวรกิจ  50,000 บาท (ครั้งที่ 2)
96. คุณตะวัน ศุภกรวิวรรธน์ และครอบครัว นายวิชญพล ศุภกรวิวรรธน์ 2,000 บาท, นางสาวพรตะวัน ศุภกรวิวรรธน์ 500 บาท และ ด.ญ.พลอยตะวัน ศุภกรวิวรรธน์ 1,333 บาท รวม 3,833 บาท
97. คุณตะวัน ศุภกรวิวรรธน์ และครอบครัว(ครั้งที่ 3) 20,000 บาท
98. คุณปกรณ์ ศรีเรือนทอง (ครั้งที่ 3) 10,000 บาท
99. คุ
ณสามารถ ทองถาวร (สระบุรี) 500 บาท
100. คุณพันรบ - คุณมานพ กองราชา (ไต้หวัน) 3,500 บาท
101. คุณชยุต วรพิริยะกุล 2,000 บาท

102. คุณไพศาล  ฉัตรบัณฑิตกุล  1,000 บาท
103. คุณนันธนัฐ อัศวโกวิททกรณ์  500 บาท
104. ภูมิธรรม โฮมสเตย์แอนด์รีสอร์ท  599 บาท
105. ด.ต.ศุภณัฏฐ์ วาดวงษ์ศรีภู และครอบครัา 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
106. ครอบครัวคุณลุงเฉลียว ทองศรี 3,034 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)

107. คุณสมบูรณ์ เฉียงเมือง  2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
108. ป้าสี นามมนตรี และครอบครัว 1,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)

109. นายปัญญา(ผู้ใหญ่ทัศน์) -นางประกอบ ทองชา 3,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
110. ดาบตำรวจไม่ออกนาม 3,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
111. คุณแม่ย้อย คินาพิศ  2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
112. คุณมาดา ลุพา และครอบครัว  500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
113. คุณพุดซา คิดรัมย์  500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
114. คุณกนกนิภา กันหาประกอบ 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
115. คุณกนกวรรณ ทาเอื้อ  500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
116. คุณปิยะมน อยู่แช่ม และครอบครัว 500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)

117. น.ส.รุจาวดี- ด.ญ.สิริมา เกตุแก้ว  500 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
118. ครอบครัวคุณแสงดาว ศรีสุวรรณ  2,000 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
119. ไม่ออกนาม  140 บาท (ถวายที่หลวงพ่อ)
120. คุณวิไลลักษณ์ สว่างคำ และเพื่อนจากเนเธอร์แลนด์ 11,940 บาท
121. จ.ส.อ.เทพอักษรณรงค์ ชมศิลป์ และครอบครัว 4,990 บาท
122. คุณรังสี ชาญนุวงศ์  500 บาท
123. คุณมานะ พิพัฒน์พรพันธ์ และครอบครัว 1,000 บาท
124. ไม่ทราบนาม  100 บาท

125. พระอาจารย์ธนินธร คุณแม่ประยงค์ และลูกหลาน 6,980 บาท
126. คณะของคุณอภิชนจากลำปาง ป
ระกอบด้วย 1) นายอภิชน ประมุข 2) นายสุรัชณพ สิงห์หาคำ 3) นางมณภาศิษฏ บริบูรณ์ 4) นายวิญญธิ อินโต 5) นายสะอาด ปิ่นไชย 6) นายฐปกร ทองใบ 7) นายพงษกร สิงห์ไชย นายประสิทธิ์ ตามเดช 9) นายสรทรรศ สุภาสอน รวม 2,516 บาท
127. คุณณฐกฤต เศรษฐากร 2,000 บาท
128. คุณอัษฌา ชลอทอง และครอบครัว 1,200 บาท
129. คุณวีรชัย - คุณสุปรีดา วุฒิเลิศเดชา และค...
รอบครัว 1,000 บาท
130. คุณสุรศักดิ์ ภัทรพงศ์เกษม - คุณชนัญชิดา ขวัญใจ และครอบครัว 1,000 บาท

131. คุณปิยะมน รักษาวงศ์  300 บาท
132. ร.ต.อ.ศุภชัย อุดหนองเลา  1,000 บาท
133. ครอบครัวสร้อยจุฑา และครอบครัวสมัปปิโต  200 บาท
134. คุณศักดิ์ชัย หวลกสินธุ์  10,000 บาท


รวม  692,898 บาท

ต้องขอนุโมทนาในบุญกุศลที่ทุกท่านและครอบครัวได้ร่วมกันกระทำในครั้งนี้และที่ผ่านมาทุกประการ ผลานิสงส์ได้บังเกิดขึ้นมากมายจนมิมีประมาณ และคงเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ร่วมกันสร้างบุญบารมีกับหลวงพ่อเฉพาะวาระนี้เท่านั้น เพราะหลวงพ่อท่านได้แจ้งกับผมและลูกศิษย์คนอื่นๆว่า ท่านจะอนุญาตให้สร้างเสนาสนะเฉพาะกุฏิหลังนี้เท่านั้น เพราะท่านไม่อยากรบกวนเวลาและปัจจัยของลูกศิษย์ ท่านอยากให้เจริญรอยตามหลวงปู่มั่น คือการแจกแจงธรรมะ และการสอนกรรมฐานแก่บรรดาลูกศิษย์เท่านั้น แต่หากเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน เช่น การสร้างถนนเข้าวัด หรือถนนเชื่อมต่อหมู่บ้าน ท่านก็เห็นดีด้วย ท่านบอกว่า การนำเงินมาสร้างโบสถ์สร้างศาลา สร้างพระพุทธรูปเสียใหญ่โต ไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์มากเท่ากับการสอนธรรมและการปฏิบัติธรรม มีแต่จะสนองกิเลสทั้งพระทั้งโยมเสียมากกว่า หากนำเงินไปช่วยสร้างโรงเรียน หรือโรงพยาบาลยังจะได้กุศลและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า นี้คือเจตนารมย์ของหลวงพ่อผู้ติดดินครับ

ท้ายนี้ ขอผลานิสงส์ทั้งหลายที่ท่านได้กระทำมาทั้งหมดแล้ว และผลานิสงส์ทั้งหลายที่ผมได้บำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่ต้นธาตุ อดีตชาติและปัจจุบัน จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ท่านและครอบครัว จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ
หมายเหตุ ตัวเลขและรายชื่อผู้ร่วมทำบุญจะนำมาลงเพิ่มเติม เพื่ออัพเดตเป็นระยะๆ จนกว่าจะได้งบประมาณพอแล้ว (1,000,000 บาท) จึงจะปิดโครงการนี้ และจะไม่สร้างเสนาสนะอะไรอีก (ยกเว้นถนนหนทาง) เพราะเกรงจะกระทบต่อความเป็นสมถะของพระกรรมฐาน จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ใจบุญนะครับ

สามารถร่วมทำบุญได้ โดยการโอนเงินผ่านบัญชีของ ดร.นนต์ หรือจะไปทำบุญที่วัดโดยตรงก็ได้ หากโอนหรือร่วมทำบุญแล้ว กรุณาแจ้งมาที่ผมด้วยนะครับ เพื่อจะได้บอกอนุโนทนาบุญต่อไป 

ชื่อบัญชี  นายณัฐนนต์ สิปปภากุล
เลขที่บัญชี  503-269483-3
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครราชสีมา ประเภทออมทรัพย์


ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
22 สิงหาคม 2556



ความคืบหน้าและลำดับในการก่อสร้างกุฏิ




 


 



 
 
สถานที่ก่อสร้างกุฏิหลวงพ่อผู้ติดดิน วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา















 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 




วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(276) "ความเชื่อเรื่องการกรวดน้ำ" และอนุโมทนาบุญกับผู้ร่วมสร้างกุฏิหลวงพ่อ(เพิ่มเติม)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล




สนทนาธรรม "ความเชื่อเรื่องการกรวดน้ำ"
และอนุโมทนากับผู้ร่วมสร้างกุฏิหลวงพ่อผู้ติดดิน (เพิ่มเติมอีกครั้ง)


จดหมายจากคุณสิรินทร์รัต อัศวจารุวรรณ (ข้อความเดิม)

สวัสดีค่ะ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

ดิฉันได้อ่านเวปต์ของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ซึ่งรู้จักเวปต์นี้โดยบังเอิญจากพลังจิต และได้อ่านบทความของ ดร. มากมาย ขออนุโมทนากับการปฏิบัติของ ดร. ด้วยนะคะ จากที่ ดร. ได้กรุณาเสียสละเวลาลงถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ได้ประสบมา และการปฏิบัติของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช และได้ลงถึงช่องทางที่จะได้ร่วมสร้างกุศลกับครูบาอาจารย์ฯ ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสสร้างกุศลกับท่าน โดยโทรศัพท์แจ้งไปที่คุณแม่บุญชม

และครั้งนี้ดิฉันขอทำบุญร่วมกับ ดร.ในการสร้างที่พักให้ครูบาอาจารย์(หลวงพ่อฉลวย) ที่ จ.นครราชสีมา ดิฉันได้โอนเงินเพื่อร่วมสร้างกุศลกับท่าน เมื่อเช้านี้ (25 เมย.56) จำนวนเงิน 3,000 บาท

ดิฉันเป็นศิษย์ของหลวงพ่อจรัญ ที่จ.สิงห์บุรีปฏิบัติตามแนวหลวงพ่อฯ แต่มาตอนหลังดิฉันไม่ค่อยปฏิบัติเท่าไหร่ เนื่องจากคุณหมอสั่งห้ามนั่งขัดสมาธิ เพราะดิฉันเป็นโรคเข่าเสื่อม ไม่สามารถนั่งขัดสมาธิได้ ก่อนหน้านี้ดิฉันฝืนมาตลอด จนทำให้เป็นมากขึ้นถึงกับเข่าโค้งแล้ว คงเหลือแต่ไหว้พระสวดมนต์ ให้ทาน หมั่นดูจิตเพื่อไม่ให้เผอ แต่ก็มักจะดูไม่ทันจิต ไม่สมกับเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเลย รู้สึกผิดอยู่เสมอ แต่ทุกวันนี้ดิฉันก็จะอธิฐานจิตขอให้คุณหมอรักษาให้หายกลับมาปฏิบัติได้เหมือนเดิม รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเกิดแล้ว แต่สำหรับดิฉันคงจะยาวไกล ยังไม่ถึงไหนเลย แต่ก็จะทำให้ชาติหน้าดีกว่าชาตินี้แน่ สาธยายมาเสียยืดยาวรบกวนเวลาของ ดร. ขอจบเพียงเท่านี้นะคะ ขออนุโมทนากับบุญกุศลทุกๆ อย่างที่ ดร. สร้างอีกครั้งคะ และขอให้ ดร. สมปรารถนากับสิ่งที่มุ่งหวังไว้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
สิรินทร์รัต อัศวจารุวรรณ



จดหมายตอบจาก ดร.นนต์
 

เรียนคุณสิรินทร์รัต
ผมต้องขออนุโมทนาในบุญกุศลที่ท่านได้กระทำแล้วทุกประการ ผู้มีบุญ ผู้มีปัญญา มักเสาะแสวงหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์ และรู้จักเฟ้นหาว่า มีสถานที่ใด มีครูบาอาจารย์ใด มีกัลยาณมิตรใดบ้าง ที่จะนำพาให้ตนเองสร้างบุญบารมีได้ถูกต้อง จะได้ไม่หลงในบุญในบาปอีกต่อไป คุณสิรินทร์รัตก็นับเป็นผู้มีบุญมากอีกผู้หนึ่ง จึงได้พยายามเสาะแสวงหาครูอาจารย์ และมีใจใฝ่ในการสร้างบุญกุศลอย่างที่กระทำอยู่นี้

     

ส่วนปัญหาเรื่องสุขภาพนั้น มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของธาตุขันธ์ เพราะมันมิใช่ของเรา เราจึงบังคับไม่ให้มันเจ็บมันปวดได้ ขอให้ใช้โอกาสในความเจ็บป่วยนี้ มาพิจารณาถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา พิจารณาแยกขันธ์ห้าออกมาเป็นกองๆ แล้วจะเห็นว่าทุกอย่างมันไม่มีตัวตน ความเวทนาเขาก็ไม่รู้ว่าเขาคือเวทนา แต่ใจของเราต่างหากที่ไปบอกว่าเขาคือเวทนา พิจารณาซ้ำบ่อยๆ ประเดี๋ยวมันก็วางอาการนั้นลงได้ เพราะกายกับจิตมันคนละอันกัน ให้ใช้วิกฤตเป็นโอกาส เพราะพระพุทธเจ้าให้พวกเรานั่งภาวนาเพื่อค้นหาความทุกข์ มิใช่ให้พวกเราไปนั่งค้นหาความสุข
 
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่สามารถนั่งสมาธิได้ในท่าปรกติแบบเดิม เราก็สามารถภาวนาได้ทุกอริยาบท จะนอน จะนั่งตะแคง จะนั่งเอนบนเก้าอี้ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียวคือให้มีสติระลึกรู้ในกาลปัจจุบันตลอดเวลา หรือพยายามให้ต่อเนื่องมากที่สุด จะเผลอลืมไปบ้างก็ไม่เป็นไร เมื่อระลึกได้ก็กลับมาที่คำภาวนาตามเดิม หลักการนี้ คุณคงเข้าใจมาดีแล้ว เพียงแต่อาจยังขาดกำลังใจและเป็นทุกข์กับโรคภัยที่เป็นอยู่

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
25 เมษายน 2556



จดหมายจากคุณสิรินทร์รัต อัศวจารุวรรณ (ข้อความใหม่)

สวัสดีค่ะ คุณ ดร.ณัฐนนต์
ดิฉันขอร่วมทำบุญกับ คุณ ดร.เพิ่มเติม พร้อมกับเพื่อนร่วมงาน โดยมีรายชื่อดังนี้นะค่ะ


1.   คุณสิรินทร์รัต  อัศวจารุวรรณ     2,000  บาท
2.   คุณนันทนี ณ สงขลา              1,000    "
3.   คุณกมลพร สุทธิสุขศรี  คำแฝด  1,000    "
4.   คุณดวงพร  กอบเกิด                 500    "
5.   คุณสุกานดา  กอบเกิด               500    "
6.   คุณพิไลพร    วิจารณ์ปรีชา          500    "
7.   คุณศุทรา  ละม่อม                    500    "
8.   คุณอาทิตย์  สืบศิริวิริยะกุล           300    "
9.   คุณปราณี  พิมลพันธุ์                 300    "
10. คุณปติมา  ศรีสวัสดิ์                   200    "
11. คุณสายรุ้ง  สัตยาลักษณ์             100    "


ขอแสดงความยินดีกับ คุณ ดร. ด้วยนะค่ะ ที่มีผู้มีบุญมาขอเป็นเจ้าของพระต่อจากคุณ ดร. ซึ่งทำให้คุณ ดร. จะได้เข้าไปอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์เร็วขึ้น ดิฉันขอขอบพระคุณที่คุณ ดร.ได้เป็นสะพานบุญให้กับเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในการตัดภพ ตัดชาติให้สั้นลง ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคุณ ดร.ได้เข้าไปอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ คงจะยังเป็นสะพานบุญให้กับพวกเราอยู่นะค่ะ ดิฉันอยากไปกราบหลวงพ่อฉลวยฯ สักครั้งหนึ่ง  ถ้าหลวงพ่อได้ขึ้นมากรุงเทพฯ รบกวนคุณ ดร.ช่วยบอกให้เรารู้ด้วยนะค่ะ ดิฉันมีเรื่องรบกวนถามคุณ ดร. เพราะได้ยินคนเขาเถียงกันมามากแล้ว ถ้าเราทำบุญทุกครั้งจะต้องกรวดน้ำเสมอ ผู้ที่เราอุทิศให้ถึงจะได้รับบุญกุศลนั้น แต่สำหรับดิฉันไม่เคยกรวดน้ำเลย เพราะคิดว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ใจของเรา เพราะเวลาเราทำไม่ดี หรือทำบาปเราไม่ได้บอกใครยังต้องรับกรรมนั้นเลย แต่เวลาเราทำความดีทำไมถึงต้องมีพิธี ทุกอย่างถ้าจิตเราถึงผู้นั้นเขาก็จะได้รับเอง มันขึ้นอยู่ว่าขณะที่เราอุทิศให้จิตเรานิ่งแค่ไหน ดิฉันเข้าใจแบบนี้ถูกต้องไหมค่ะ

ทุกวันนี้ดิฉันพยายามรักษาสติให้ทันกับปัจจุบันมากที่สุด แต่ก็ทำยากเหลือเกิน แต่คิดว่าทำไปบ่อย ๆ ก็จะเริ่มชินเอง อยู่ที่การฝึกใช่ไหมค่ะ ทุกวันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับดิฉันจะเป็นเรื่องดี หรือไม่ดี ดิฉันจะพยายามขึ้นเสมอว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยกรรมที่เราสร้างมา ดิฉันจะยอมรับมันแล้ว การหมั่นเติมน้ำสีขาวเข้าไปในน้ำสีดำ สักวันหนึ่งน้ำนั้นก็จะสีขาวเอง ดิฉันมีบทปลงสังขารณ์อยู่บทหนึ่ง ครั้งแรกที่ดิฉันได้สวดถึงกับน้ำตาไหลเลย สงสารตัวเองที่ยังเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้อีกเมื่อไหร่ กี่ภพ กี่ชาติ ถึงจะหลุดพ้น บทนั้นมีเนื้อหาดังนี้
  
โอ้โอ๋อนิจจา,  สังขารามันบ่เที่ยง, ยังวนเวียนในวัฏฏะ, การเวียนว่าย ตายเกิด, รู้ไม่จริง รู้ไม่แน่, "ก็ต้องเกิด" "เพราะได้เกิดมาใช้กรรม", ในภพนี้ รู้จริง รู้แน่, รู้ประเสริฐ แห่งสังขาร, มีอะัไร ในสังขาร, มีขันธ์ห้า อยู่ในสังขาร, อยู่ในกาย ของเรานี้, เข้าใจแล้ว จะหลุดพ้น, แห่งความทุกข์ การเวียนว่าย, ในวัฏฏะ ความสงสาร, เกิดแก่ และเจ็บตาย, มาใช้กรรม ในชาตินี้, หมอก็ช่วย หายไม่ได้, "ในชาตินี้"  รบกวนเวลาอันมีคุณค่าของคุณ ดร. มากแล้ว ขอยุติเท่านี้ก่อนนะค่ะ แล้วเราคงจะได้มีโอกาสสร้างความดีด้วยกันอีกนะค่ะ

แสดงความนับถืออย่างสูง
สิรินทร์รัต (ตุ่ย)


จดหมายตอบจาก ดร.นนต์

เรียนคุณสิรินทร์รัตน์
ผมขออนุโมทนาบุญกับท่านและชาวคณะญาติธรรมทุกท่าน ทุกประการ
ผมขอตอบคำถามของคุณตามภูมิที่ผมมีอยู่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมดนะครับ


1.การที่ผมจะได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์หรือไม่นั้น หรือจะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาบารมี หากเต็มเมื่อไหร่ก็คงเป็นเมื่อนั้น แม้ปัจจุบันจิตที่หายใจเข้าหายใจออกของผมก็คือ การได้ออกบวชเพื่อถือพรหมจรรย์ให้ถึงที่สุดตามประเพณีของพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกอรหันต์ แต่ก็นั้น เพราะบุพกรรมทางโลกของผมยังไม่สิ้น จึงต้องรออีกสักระยะ แม้ขณะนี้จะมีผู้ใจบุญเข้ามาช่วยปลดเปลื้องภาระบางส่วน แต่ก็ยังเหลือภาระอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีผลมาจากการเตรียมปัจจัยสี่ให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ได้ดำรงชีพอยู่ตามควรแห่งโลกสมมุติของเขา หากปลดล็อคสุดท้ายนี้ได้ บุพกรรมของผมจึงจะสิ้นครับ

2. การกรวดน้ำอุทิศบุญกุศล.....ข้อนี้มีผู้เข้าใจผิดกันมากว่า เวลาจะอุทิศบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น จะต้องกรวดน้ำเท่านั้นจึงจะได้รับบุญ....แต่ความเป็นจริงแล้ว แม้จะกรวดน้ำหรือไม่กรวดน้ำนั้นก็ไม่ได้มีปัญหา การอุทิศบุญด้วยใจอย่างที่คุณเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว เวลาพระอรหันต์หรือพระธุดงค์อยู่ในป่า ท่านก็ไม่เห็นต้องไปหาน้ำมากรวด ท่านก็ใช้ใจแผ่ออกไปมิมีประมาณ บุญนั้นก็สำเร็จแล้ว หลวงพ่อท่านก็เคยตอบปัญหาญาติโยมเป็นประจำว่า... "เวลาเราทำบาปไม่เห็นต้องกรวดน้ำ แต่ทำไมบาปนั้นจึงมาอยู่กับเรา แล้วบุญก็เช่นกัน เวลาเราทำแล้วไม่ต้องกรวดน้ำหรอกบุญนั้นก็มาอยู่กับเราแล้ว".... จากคำของหลวงพ่อดังกล่าว แสดงว่าบุญและบาปนั้นเขาทำงานอย่างซื่อสัตย์ซื่อตรงและอย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง

3. การฝึกสติให้ทำไปเรื่อยๆ แล้วปัญญาทางธรรมจะค่อยๆงอกเงยขึ้นตามสตินั้น จนถึงที่สุดคือ มหาสติและมหาปัญญาที่จะทำให้เข้าถึงที่สุดแห่งธรรมได้ในที่สุด

สุดท้ายนี้ ขอผลานิสงส์ทั้งหลายที่ผมได้กระทำมาทั้งหมดตั้งแต้ต้นธาตุจนถึงปัจจุบันชาติ และผลานิสงส์แห่งบุญที่ทุกท่านได้กระทำในครั้งนี้ จงเป็นปัจจัยหนุนให้ท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังเป็นอยู่ เพื่อจะได้มีกำลังในการสร้างบุญบารมีสืบต่อไป และขอให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญ สงบสุขร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 มิถุนาย 2556

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(275) พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดและให้กำลังใจเหล่านักภาวนา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

 

คืนวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2556 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 นับเป็นวันมหามงคลแลความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ของเหล่านักภาวนาและผู้ติดตามหลวงพ่อผู้ติดดินไปภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ณ บริเวณโรงเรียนบ้านหนองนกเขา ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ก็คือ ขณะที่ทุกคนกำลังภาวนาและฟังธรรมหลวงพ่อ ปรากฏว่า พระพุทธองค์แลเหล่าสาวกเสด็จมาจำนวนมาก เรื่องนี้มีลูกศิษย์ไปกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า เกิดอะไรขึ้น และจริงหรือไม่ที่วันก่อนจะไปที่แห่งนี้ คุณน้ามิตรได้นิมิตเห็นผู้ภาวนา เหล่าเทวดา และพระอรหันต์ประทับนั่งอยู่เป็นชั้นๆ เสด็จมากันจำนวนมาก เพื่อรอรับเสด็จพระพุทธองค์ ขณะเดียวกันคุณเป๊กผู้มีบุญและญาณในได้นิมิตเห็นในเรื่องเดียวกัน หลวงพ่อตอบว่า "จริง"

ขณะเดียวกัน บุรุษผู้หนึ่ง เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณโรงเรียนราวทุ่มกว่าๆ ก็ปรากฏมีคลื่นสัมผัสและรับรู้ได้ว่า มีเหล่าเทวดาและชาวโลกทิพย์มากันเป็นจำนวนมาก จึงได้เอ่ยบอกกับหลายๆคนว่า วันนี้แปลกมีเบื้องบนมากันเยอะ นอกจากนั้น ขณะนั่งภาวนาสมาธิก็ปรากฏว่า จิตสงบดีแม้จะมีสิ่งเข้ามารบกวนก็ตาม จิตตื่นแลเบิกบานตลอดทั้งคืนและล่วงเลยข้ามวันอย่างอัศจรรย์

ท่านทั้งหลาย การที่ผมนำเอาเรื่องอจินไตยที่ไกลจากการรับรู้ของผู้คนทั่วไป มาสาธยายในหน้านี้ มิมีเจตนาให้ผู้ใดลุ่มหลงในปาฏิหาริย์ แต่มีเจตนาเพื่อจะสร้างกำลังใจให้แก่นักภาวนาและเหล่านักสร้างบุญบารมีทั้งหลายว่า พวกเราไม่ได้อยู่ตามลำพัง หากเราประพฤติปฏิบัติดี เจริญรอยตามเบื้องบาทของพระพุทธองค์ ย่อมได้รับความเมตตาจากพระเบื้องบนอย่างหาที่สุดมิได้ จึงขออนุโมทนาร่วมกันทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 มิถุนายน 2556

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(274) "ความเคารพในธรรม" สืบเนื่องมาจากการเจริญภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล






ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา หลวงพ่อผู้ติดดินได้รับนิมนต์จากปลัดจุ๋มและเจ้าหน้าที่ อบต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ให้ไปโปรดญาติธรรม ตลอดจนชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ณ บริเวณโรงเรียนบ้านหนองนกเขาที่อยู่ติดกับ อบต. ค่ำคืนนี้ปรากฏมีญาติธรรมทั้งเก่าและใหม่มากันมากประมาณนับร้อยคน รวมทั้งมีนักเรียนอีกหลายสิบคนมาร่วมด้วย นอกจากนั้น ชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณก็มากันจำนวนมาก

จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ในค่ำคืนนี้ ราวสามทุ่มกว่าๆ กลับปรากฏมีสิ่งรบกวนขณะที่ทุกคนกำลังนั่งภาวนาสมาธิ กล่าวคือ เมื่อทุกคนเริ่มนั่งภาวนาสมาธิและเงียบสงบลงไม่ทันไร กลับปรากฏว่า นักเรียนที่มา(ป.5-6) ส่งเสียงคุยกันเหมือนนกกระจอก บ้างก็เดินกวัดไกวไปมา บ้างก็ส่องไฟไปมา บ้างก็กระทำบางอย่าง เสมือนเป็นการขาดสติไม่รู้ชั่วดี แม้จะมีผู้ใหญ่บอกเตือนก็ไม่ฟัง จนในที่สุดหลวงพ่อก็บอกเตือนว่าจะตกนรกนะ เขาก็ไม่ฟัง มันอะไรกันนี่ ถ้าหากเป็นสภาวะปรกติวิสัย วัยขนาดนี้ ก็น่าจะเชื่อฟังผู้ใหญ่อยู่บ้าง นอกจากนั้น ยังปรากฏมีผู้ปกครองขับรถยนต์และรถมอเตอร์ไซเข้ามา พร้อมทั้งส่งเสียงเรียกกันกลับบ้านก็มี อึกทึกครึกโครมประหนึ่งมิใช่สถานที่ปฏิบัติธรรม แต่ทุกคนก็ทนนั่งสมาธิต่อไปจนครบชั่วโมง พร้อมกับเสียงนั้นก็เงียบลง เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ท่านทั้งหลาย แม้ผมจะไม่สามารถหยั่งรู้จิตใจและสภาวะภายในของนักภาวนาแต่ละคนได้ แต่ผมเชื่อว่า หลายๆคนคงไม่สงบแน่ๆ คงรำคาญและตำหนินักเรียนเหล่านี้ต่างกันไป แต่คงมีอีกหลายๆท่าน ได้พลิกโอกาสนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นธรรม และดับเสียงที่ใจ เพราะเข้าใจได้ว่า นักภาวนาที่ดีจะต้องเผชิญกับทุกสภาวะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะที่เงียบสงบ หรือสภาวะอึกทึกครึกโครม ก็ต้องทนอยู่ให้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของคู่โลก ผู้ที่เจริญในธรรมและมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ก็นั่งเงียบเฉย พิจารณาทีไรก็เห็นแต่ความทุกข์ของสัตว์โลก ได้แต่สงสารพวกเขาว่า พวกเธอยังหลงอยู่หนอ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยหนอ จะเกิดดับอีกกี่ภพกี่ชาติกันหนอ หรือหากจะมีใครก็ตามที่มีฤทธิ์ มาดลให้นักเรียนเหล่านี้รบกวนสมาธิของผู้กำลังเพียรภาวนาอยู่นั้น จะมีกรรมเป็นเช่นไรหนอ

ท่านทั้งหลาย พอออกจากการนั่งภาวนาสมาธิแล้ว บุรุษผู้หนึ่งอุทานขึ้นมาว่า “สงสารสัตว์โลกหนอ ไม่รู้จะได้บุญหรือบาปกันแน่ ชั่งสุดจะอธิบายได้” หลังจากนั้น หลวงพ่อจึงได้เมตตาแสดงธรรมต่อว่า ใครก็ตามที่มารบกวนหรือส่งเสียงดัง ขณะที่มีการแสดงธรรมหรือภาวนาสมาธินั้น นับว่าเป็นบาปที่ทำให้ตกนรกได้ แม้แต่ในสมัยครั้งพุทธกาล ครั้งหนึ่งขณะที่สามเณรน้อยรูปหนึ่งกำลังแสดงธรรม พระพุทธองค์ก็ยังหยุดฟังธรรมด้วยอาการสงบ เพราะพระพุทธองค์เคารพในธรรมที่สามเณรกำลังแสดงอยู่ นอกจากนั้น หลวงพ่อยังเคยเตือนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ขณะที่มีผู้กำลังแสดงธรรมอยู่นั้น ไม่ควรจะถ่ายภาพอะไร และไม่ควรส่งเสียงใดๆเป็นการรบกวน เพราะจะทำให้ธรรมนั้นสะดุดลงได้ หรือจะทำให้ผู้ฟังธรรมไม่มีสมาธิ และการกระทำเหล่านี้จะทำให้เกิดบาปกรรมได้ หรือแม้แต่การนั่งภาวนาสมาธิก็ต้องระมัดระวัง แม้จะเจ็บปวดทรมานกายเพียงใดก็ต้องอดทน หรือหากอดทนไม่ได้ ก็ต้องพลิกร่างกายให้เงียบสงบมากที่สุด หากจะไอก็ให้ฝืนมันพยายามกลืนน้ำลายลงไป หรือหากแม้นทนไม่ได้จริงๆ ก็ควรย่องออกไปจากหมู่ขณะ นักภาวนาต้องเข้าใจวิถีปฏิบัติให้ดี เพื่อจะได้ไม่เกิดกรรม

ท่านทั้งหลาย มีกรรมหนึ่งที่อยากจะเล่าสู่กันฟังก็คือ บุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้ที่ตั้งใจฟังธรรมหลวงพ่ออยู่เสมอ ด้วยการจ้องมองหน้าหลวงพ่อเพื่อจะได้ฟังธรรมจากท่านอย่างถนัดๆ เป็นความตั้งใจที่มิมีเจตนาอื่นแอบแฝง มีแต่ความปีติและบริสุทธิ์แห่งจิตใจทุกครั้ง ฟังทีไรก็น้ำตาไหลทุกที แต่ทว่า บุรุษผู้นี้กลับไม่รู้ตัวว่า กำลังมีกรรมบางอย่างเกิดขึ้นแก่เขาแล้ว กรรมนั้นก็คือ ดวงตากำลังพร่าพราย เกิดแสงระยิบระยับ แม้ยามหลับตาหรือลืมตาก็ตาม แม้บุรุษผู้นี้จะไม่มีอาการวิตกต่ออาการที่เกิดขึ้น เพราะละสักกายทิฏฐิได้มากแล้ว จนกระทั่งมีอริยบุคคลผู้มีญาณรู้ท่านหนึ่งมาจากหนองคาย เอ่ยขึ้นเป็นนัยว่า “เจ้าซิมีปัญหาเรื่องสายตาเด้อ” หลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่บุรุษผู้นี้นั่งภาวนาจึงได้ทบทวนสาเหตุจนจิตผุดรู้ขึ้นมาว่า “เพราะเราจ้องตาหลวงพ่อขณะนั่งฟังธรรม แม้จะด้วยความบริสุทธิ์แห่งจิตใจก็ตาม หรือแม้จะเข้าถึงกระแสธรรมแล้วก็ตาม แต่กรรมนี้ก็มิมีละเว้น เพราะกรรมของการจ้องตาพระอรหันต์นั้น จึงทำให้เกิดกรรมนี้ขึ้น” หลังจากนั้น บุรุษผู้นี้จึงได้เอ่ยขอขมาในจิตขณะก้มลงกราบเพื่อรับพรจากหลวงพ่อ แล้วก็เกิดอัศจรรย์ อาการดังกล่าวหายไป หรือเพราะว่า นี่เป็นเศษกรรมที่ล่วงเกินพ่อแม่ครูอาจารย์แบบไม่ได้ตั้งใจเป็นแน่

ท่านทั้งหลายเรื่องเล่านี้ คงเป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายๆท่านได้ตระหนักบ้าง ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นนานาจิตตัง แต่อย่างน้อย เรื่องนี้ก็ได้แสดงออกถึงการเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน หรือความเคารพในกาลเทศะซึ่งกันและกัน หรือแม้เกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นแล้ว ก็อภัยให้กัน ไม่ตำหนิกัน มีเมตตาต่อกัน จึงจะเป็นคนดีของโลกได้ สุดท้ายนี้ ผมก็ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านเจอ จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดเรื่องเล่า
17 มิถุนายน 2556 

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(273) ขออนุโมทนาบุญกับครอบครัว "สมกิจศิริ" ที่ร่วมสร้างกุฏิหลวงพ่อผู้ติดดิน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

ขออนุโมทนาบุญกับครอบครัว "สมกิจศิริ"
ที่ได้ร่วมสมทบทุนสร้างกุฏิหลวงพ่อพระอรหันต์ 100,000 บาท


ท่านทั้งหลาย ทานบารมีที่ทุกๆท่านได้ร่วมกันสร้างเสนาสนะถวายหลวงพ่อผู้ติดดิน ผู้สิ้นกิเลสแล้ว ย่อมมีผลานิสงส์มิมีประมาณ และการได้ร่วมกันกระทำในภพนี้ ก็มิใช่ด้วยเหตุบังเอิญ แต่ด้วยเหตุแห่งพวกเราเคยสร้างสมบุญบารมีมาด้วยกันตั้งแต่อดีตชาติ เมื่อเกิดมาในภพในชาตินี้ ก็ยังต้องเวียนมาพบกันด้วยเหตุดังว่า เมื่อมีท่านผู้หนึ่งผู้ใดในคณะได้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ท่านผู้นั้นก็ได้เอาธรรมนั้นมาสอนหมู่คณะเพื่อให้พ้นทุกข์ตามกันไป ดังที่หลวงพ่อท่านได้กระทำอยู่ในขณะนี้ และหากมีผู้หนึ่งผู้ใดจะบรรลุธรรมตามหลวงพ่อในกาลข้างหน้า บุคคลนั้นๆก็ต้องดำเนินตามรอยธรรมนั้นเช่นกัน หรือแม้บุคคลอื่นๆในคณะจะยังไม่ถึงกาลบรรลุธรรมอันสูงสุดก็ตาม แต่ภพชาติก็จะหดสั้นลงตามบุญบารมีถ้วนทั่วกัน เมื่อทานบารมีเต็มแล้ว ก็เหลือแต่การภาวนาสมาธิเท่านั้น ที่จะทำให้พวกเราพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

ท่านทั้งหลาย คุณเอ็ม หรือคุณกัญญารัตน์ และครอบครัวบุญ "สมกิจศิริ" แห่งจังหวัดบุรีรัมย์ เธอเคยติดตามและร่วมสร้างบุญกุศลกับผมหลายครั้งแล้ว และเคยร่วมถวายปัจจัยเพื่อสร้างกุฏิหลวงพ่อผ่านผมมาแล้วครั้งหนึ่ง นำไปถวายหลวงพ่อที่วัดด้วยครั้งหนึ่ง และยังเคยติดตามผมไปร่วมทำบุญกับพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ที่ภูดานไหมาแล้วเช่นกัน.....เธอและครอบครัวนับเป็นผู้มีบุญมาก มีปัญญามาก จึงรู้เลือกที่จะสร้างสมบุญบารมีอย่างไร....ด้วยเหตุแลปัจจัยที่สร้างสมมาดีตั้งแต่อดีตชาติ จึงส่งผลมาถึงกาลปัจจุบัน ทำให้เธอและครอบครัวเกิดมาสว่าง เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ยังได้พบกับพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่มีความประมาท กาลภพข้างหน้าของเธอและครอบครัวก็ยิ่งจะสว่างไสว และเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมได้ในที่สุด

เธอบอกผมว่า "จะขอติดตามสร้างบุญบารมีกับอาจารย์ด้วยนะคะ" นั่นจึงเป็นคำที่ผมต้องนำมาเป็นข้อเตือนใจตนเองเสมอว่า "เรามีดีแล้วหรือยัง ความเลวของเราลดน้อยไปบ้างหรือยัง ความเพียรของเรามีมากหรือยัง เรามีบุญมากพอที่จะพาผู้อื่นสร้างคุณงามความดีหรือยัง" แต่อย่างน้อยผมก็ทำหน้าที่เป็น "สะพานบุญ" ให้ทุกท่านได้เลือกที่จะกระทำ ตามเหตุและวาระอันควรของแต่ละคน ก็คงจะพอแก่ฐานะและบุญบารมีที่ผมมีอยู่ในขณะนี้





ในภาพคณะลูกศิษย์ได้ช่วยกันขุดหลุมเสากุฏิของหลวงพ่อ ผู้ฉลาดย่อมเลือกที่จะสร้างสมบุญบารมีทุกโอกาสที่ตนพึงกระทำได้ ไม่บ่ายเบี่ยงบุญกุศล ไม่ประมาทในบุญกุศล เมื่อมีโอกาสที่บุญจะบังเกิดขึ้นต่อหน้า ก็รีบลงมือทำด้วยไม่ลังเลสงสัยในบุญ จึงขออนุโมทนา (ด้านหลังจะเห็นกุฏิหลังน้อยของ ดร.นนต์ อยู่ห่างกุฏิหลวงพ่อ 40 เมตร)



ท้ายนี้ ผมขออัญเชิญบุญบารมีทั้งหลายที่ผมได้กระทำมาดีแล้วตั้งแต่ต้นธาตุ อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ และธรรมใดๆที่ได้บังเกิดขึ้นแล้วและกำลังจะบังเกิดขึ้นในอนาคต ผมขอให้ผลานิสงส์ทั้งหมดได้โปรดแผ่ไปยังทุกท่านที่ได้ร่วมกันกระทำคุณงามความดีในครั้งนี้ และผู้ที่เข้ามาอ่านเจอและอนุโมทนา จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

อนึ่ง...เธอยังเกื้อหนุนช่วยปลดเปลื้องภาระบางอย่าง ที่จะทำให้ผมมีโอกาสได้ออกบวชได้เร็วขึ้น เป็นเรื่องอจินไตยที่ผมได้อธิษฐานจิตไว้ จึงขออนุโมทนากับเธออีกครั้งครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
13 มิถุนายน 2556

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(269) อัศจรรย์อดีตชาติเมื่อครั้งหนึ่งร้อยล้านปีที่แล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

นิทานธรรม

นิทานธรรมเรื่องนี้ ถูกเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน 2556 ขณะที่พวกเราได้ติดตามหลวงพ่อผู้ติดดินไปปฏิบัติธรรมและเจริญภาวนาเพื่อโปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ณ บริเวณป่าช้าบ้านหนองแวงน้อย ต.เมืองพลับพลา อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นเนินป่าคล้ายเนินเมืองโบราณอยู่ท้ายหมู่บ้าน ที่ ดร.นนต์ ใช้เป็นเส้นทางสัญจรข้ามป่าช้าไปไร่ไปนาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก


ค่ำคืนนี้ ปรากฏมีญาติธรรมบ้านหนองแวงน้อยมากันนับร้อยคน พวกเราก็ได้เจริญกรรมฐานและภาวนาแผ่เมตตาเช่นเคย บางคนก็เดินจงกรมอยู่รอบๆป่าช้า บางคนก็เดินจงกรมเข้าไปในป่าช้าอันกว้างใหญ่ เงียบวังเวงชวนขนหัวลุก บางคนก็ไปเป็นกลุ่ม บางคนก็อาจหาญไปคนเดียว ต่างเก็บเกี่ยวผลบุญและสะสมบารมีกันอย่างเต็มที่







ท่านทั้งหลาย ด้วยบุญบารมี ด้วยอาสวักขยญาณอันกว้างไกลที่สุดของพระผู้พ้นแล้วในยุคนี้ จึงทำให้ทราบว่า โลกใบนี้ ใบที่พวกเราอาศัยอยู่นี้ มีอายุยืนยาวถึง 6 หมื่นล้านปี และปัจจุบันโลกของเราเพิ่งมีอายุได้เพียง 3 หมื่นล้านปี และยังเหลืออายุอีก 3 หมื่นล้านปี โลกใบนี้จึงจะแตกสลายไป และจะวนมาเกิดเป็นโลกขึ้นใหม่อีกครั้งตามวัฏฏจักรนั่นเอง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสยืนยันกับหลวงพ่อในวันที่หลวงพ่อสิ้นอาสวกิเลสว่า "เราก็รู้อย่างที่เธอรู้นั้น โลกก็เหมือนกับสรรพสัตว์ที่มีอายุขัย แต่อายุของโลกมันยืนยาวนัก แล้วเธอยังอยากจะรู้อะไรอีก"


ขณะที่พวกเราเจริญกรรมฐานอยู่นั้น ปรากฏว่า มีชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณมากันจำนวนมาก ต่างคนต่างประสบพบเจอเรื่องราวอจินไตย บ้างก็เห็นในญาณ บ้างก็เห็นด้วยตาเปล่าตาเนื้อ เป็นปัจจัตตังเฉพาะตัว ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของนักภาวนา แต่ที่น่าสนใจและน่าอัศจรรย์ก็คือ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ณ สถานที่แห่งนี้ เมื่อประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว พวกเราหลายๆคนที่มาภาวนาอยู่ในค่ำคืนนี้ ต่างเคยเกิดเป็นลิงร้องเจื้อยจ้าวอยู่ในป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ หลวงพ่อบอกว่า ท่านเป็นหัวหน้าฝูง ส่วนลิงตัวใดเป็นใครบ้างนั้น ท่านก็รับรู้ได้หมด ต่างเคยเกิดสร้างสมบุญบารมีติดตามกันมาก็หลายภพหลายชาติ บางชาติก็แตกแยกกันไปคนละทิศละทางบ้าง บางชาติก็เคยเกิดเป็นผัว เป็นเมีย แม่ พ่อ ลูก ครูอาจารย์ ลูกศิษย์ และเป็นเพื่อนสลับกันไปมา หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า เมื่อมีผู้หนึ่งได้บรรลุธรรมสูงสุดแล้ว ผู้นั้นก็ต้องนำเอาธรรมมาสอนชาวคณะเพื่อให้พ้นทุกข์ตามกันไป หลวงพ่อพูดต่อไปว่า "มีคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในที่นี้ ก็เคยเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อ และหลวงพ่อก็รับรองว่า จะมีผู้สำเร็จและบรรลุธรรมเช่นเดียวกันกับหลวงพ่อแน่นอน ไม่ต้องห่วง เพราะจะมีผู้สอนธรรมหมู่คณะสืบต่อไป"


นอกจากนั้น หลวงพ่อยังเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่หลวงพ่อสิ้นกิเลส เห็นโลกธาตุสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กิเลสพังถล่มทลายต่อหน้าต่อตา เห็นธรรมจักรหมุนติ้วห้ำหั่นกิเลสขาดสะบั้นแหลกสลาย ไม่มีสิ่งใดทัดทานธรรมจักรได้ และเมื่ออาสวักขยญาณบังเกิดขึ้น ท่านเห็นโลกธาตุสว่างไสว เหล่าเทวดาสาธุการต่อๆกันไปทุกชั้นฟ้า ท่านเห็นโลกมีขนาดเล็กเท่ากำมือ มองเห็นทะลุไปทุกหนทุกแห่งอย่างแจ่มแจ้งไม่มีสิ่งใดปิดกั้นได้ ท่านเห็นจักรวาลของพรหมนั้นมีขอบเขตใหญ่กว่าจักรวาลของเทวดา จักรวาลของนรกนั้นคับแคบที่สุด สัตว์นรกยัดเยียดเบียดเสียดกันดั่งเมล็ดข้าวสารอยู่ในกระสอบ ส่วนแดนพระนิพพานนั้น ไม่มีขอบเขตแลกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ เป็นแดนเกษมศานต์ มีพระพุทธเจ้ามากมาย แลเหล่าสาวกอรหันต์ก็ประมาณมิได้ แดนวิมุตินี้ พระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกอรหันต์ทั้งหลายมีลักษณะเช่นเดียวกันทุกประการ ไม่แตกต่างกัน แต่หลวงพ่อก็สามารถรู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นคือพระองค์ใด อัครสาวกพระองค์นั้นพระนามใด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด และที่สำคัญ พระพุทธเจ้ามีความสง่างามกายสว่างไสวเป็นสีทอง ใครเห็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่รีบก้มลงกราบเป็นไม่มี


วันที่หลวงพ่อสิ้นกิเลสแล้วนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จมา หลวงพ่อก้มกราบพระพุทธองค์ เสร็จแล้วก้มกราบพระธรรม เสร็จแล้วก้มกราบพระอริยสงฆ์ หลังจากนั้น หลวงพ่อได้ก้มลงกราบร่างกายของตัวเอง เพราะเห็นความสำคัญของร่างกายที่มีคุณค่ามหาศาล ถ้าไม่มีร่างกายท่านก็จะไม่เห็นธรรมได้ การก้มลงกราบร่างกายของตัวเองนี้ แม้แต่พระพุทธองค์ก็ตรัสกับหลวงพ่อว่า "เราก็ทำเช่นเดียวกันกับที่เธอทำ" และอีกหลายเรื่องที่หลวงพ่อทูลถามพระพุทธองค์ และหลายๆเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงธรรมกับหลวงพ่อ

ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้ ยังจะต้องมีตอนต่อไป และบุรุษผู้หนึ่งและอีกหลายๆคนก็กำลังเรียนรู้วิชชาของพระพุทธเจ้า เจริญรอยตามบาทของพระพุทธองค์ และเจริญรอยตามรอยธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ จะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาบารมีที่สั่งสมมา และกาลเวลาแห่งความเพียร เมื่อเกิดมาเพื่อเป็นสิ่งใดก็ย่อมเป็นสิ่งนั้น และท้ายสุดนี้ ขอให้ผู้เข้ามาอ่านเจอนิทานเรื่องนี้ จงมีแต่ความสุขความเจริญ สงบสุขร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ


ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดนิทานธรรม
11 มิถุนายน 2556    

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(268) "ทานบารมี" ท่านได้แต่ใดมา "สร้างกุฏิพระผู้พ้นแล้ว"

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

"ทานบารมี" นี้ได้แต่ใดมา

ท่านทั้งหลาย ทานบารมีสำหรับผู้มีปัญญานั้น คือทานที่ออกจากใจอันบริสุทธิ์ ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ และถวายแด่พระสงฆ์หรือผู้ที่มีศีลอันบริสุทธิ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อถ
วายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ทานทั้งหลายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสนาสนะ ถวายแด่พระอริยเจ้าหรือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ย่อมมีผลานิสงส์มากมายมหาศาลเหนือกว่าทานแก่ผู้ไม่มีศีล ดั่งที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างเสนาถวายพระพุทธองค์ เพื่อยังประโยชน์ต่อเหล่าสาวกแลเหล่าอุบาสกอุบาสิกาเมื่อครั้งพุทธกาล ด้วยทานนั้นเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ ออกจากใจ มิใช่ทานที่พระสงฆ์เป็นผู้ขอร้องมา หรือมิใช่ทานเพื่อสนองกิเลสของพระสงฆ์ และมิใช่การแข่งขันกันสร้างบุญบารมีหรืออวดกันเฉกเช่นในปัจจุบัน

ท่านทั้งหลาย กาลใดที่มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ใช้เสนาสนะนั้นๆ เพื่อการเจริญภาวนาก็ดี เพื่อการแสดงธรรมก็ดี บุญกุศลทุกครั้งทุกกองก็จะแผ่ไปถึงผู้ที่มีส่วนในการสร้างหรือผู้มีจิตอนุโมทนาด้วยทุกครั้งไป หรือที่สุดก็คือ กาลใดที่มีผู้ใช้เสนาสนะนั้นปฏิบัติธรรม จนสามารถบรรลุธรรม หรือเกิดสภาวธรรมใดสภาวธรรมหนึ่งขึ้น บุญมหาศาลก็ยิ่งจะแผ่ไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างและอนุโมทนามิมีประมาณ

บัดนี้ ด้วยน้ำจิตน้ำใจของผู้มีบุญทั้งหลาย ที่ได้ร่วมกันบริจาคทานปัจจัยเพื่อสร้างกุฏิถวายหลวงพ่อผู้ติดดิน ผู้สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว โดยปัจจัยเบื้องต้นได้มาแล้วประมาณ แสนกว่าบาท ทางคณะลูกศิษย์จึงได้ขออนุญาตหลวงพ่อเริ่มลงมือก่อสร้างกุฏิตั้งแต่เมื่อวาน โดยได้วางผังและแนวฐานราก ส่วนช่างได้อาศัยบรรดาลูกศิษย์ช่วยกันทำ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายลง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดคาดว่าประมาณ แปดแสนบาท ฉะนั้น ผมจึงบอกบุญมายังพุทธสานิกชนทั้งหลาย ได้ร่วมบริจาคทานมาจนกว่าจะครบและแล้วเสร็จ ผมจึงจะปิดโครงการนี้ และอาจไม่ก่อสร้างอะไรอีก เพราะเกรงจะกระทบกับความเป็นสมถะของครูอาจารย์และสถานที่ จึงขออนุโมทนาทุกประการครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
6 มิถุนายน 2556
 
 


สถานที่ก่อสร้างกุฏิหลวงพ่อผู้ติดดิน วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา

 

(267) ภาวนาบูชาครูอาจารย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

เมื่อวาน 5 มิถุนายน 2556 ผมได้ไปอนุโมทนากับท่านอาจารย์สุภาพ รัตน์นราทร ซึ่งเป็นอาจารย์ทางโลกของผม เมื่อครั้งที่เรียนอยู่แผนกวิชาศิลปกรรม เทคโนฯโคราช (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานในปัจจุบัน) ท่านเป็นผู้มีจริยาวัตรที่งดงาม สงบเยือกเย็นและมีเมตตาต่อศิษย์ วันนี้ท่านมีบุญวาสนา จึงได้ออกบวชเพื่อเจริญภาวนาตามรอยบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมในกาลข้างหน้า ผมเองในฐานะศิษย์และมีความผูกพันโดยส่วนตัวกับท่าน เคยสนทนาธรรมกันบ้างพอสมควร เมื่อทราบวาระบุญในครั้งนี้ ผมจึงรีบเดินทางไปร่วมอนุโมทนาและร่วมปฏิบัติธรรมกับท่าน ณ วัดป่าไตรสิกขาภาวนา บ้านโนนสาวเอ้ ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา การอยู่ปฏิบัติธรรมของผมในวาระนี้ ก็เพื่อเป็นการถวายบุญกุศลหรือเป็นการตอบแทนพระคุณของครูอาจารย์ที่ประเสริฐที่สุด ที่ลูกศิษย์พึงกระทำได้

ณ สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ มีภูมิเป็นที่สัปปายะ เทวดาก็มาก แลเงียบสงบ เป็นสถานปฏิบัติธรรมที่สอนกรรมฐานโดยคุณแม่ พรหมจาริณีจิราภรณ์ ผู้มีบุญบารมีมากอีกท่านหนึ่ง ค่ำคืนนี้ ผมจึงมีโอกาสได้ฟังธรรมจากท่าน และท่านได้ช่วยแนะวิถีสมาธิบางอย่างแก่ผม จึงขออนุโมทนาทุกประการครับ สถานที่แห่งนี้ นอกจากจะเหมาะกับสุภาพสตรีแล้ว สำหรับที่พักสงฆ์ และฆราวาสก็มีความสะดวกดี หากใครผ่านไปทางนั้น ก็ลองแวะเข้าไปดูนะครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
6 มิถุนายน 2556
 
 

 

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

(266) ธรรมปฏิบัติและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล



1 มิถุนายน 2556 หลวงพ่อผู้ติดดินและคณะลูกศิษย์ ได้เดินทางไปภาวนาและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ อ่างเก็บน้ำบ้านเชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ตามการนิมนต์ของดาบตำรวจโก๋ ซึ่งประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปราสาท ด้วยเหตุที่ชาวโลกทิพย์ได้สื่อสัญญาณผ่านมาทางดาบโก๋หลายครั้งแล้ว ดังนั้น จึงขออนุโมทนากับดาบตำรวจโก๋และญาติธรรมบ้านแสรโบราณ ที่ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพนิมนต์และเลี้ยงอาหารแก่คณะทุกประการ
 

 

 
คุณพิเชฐ พันธุ์สุข และครูเล็กผู้เป็นภรรยา ได้มากราบนมัสการหลวงพ่อที่ปราสาทบ้านพลวง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์


คณะของพวกเราออกเดินทางจากวัดโคกปราสาทตั้งแต่เก้าโมงเช้า ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็เดินทางไปถึงปราสาทบ้านพลวง หลวงพ่อให้คณะแวะพักผ่อนและโปรดชาวโลกทิพย์ ณ ที่แห่งนี้ราวชั่วโมงกว่า หลังจากนั้นจึงเดินทางไปยังตลาดช่องจอมเพื่อให้ลูกศิษย์แวะซื้อเต้นท์ในการภาวนา หลังจากนั้นได้เดินทางไปยังปราสาทบ้านไพล และแวะพักผ่อนที่บ้านญาติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกสาวและหลานสาวของหลวงปู่พลวง ซึ่งเป็นพระอรหันต์ศิษย์ของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล หลังจากนั้น จึงมุ่งหน้าไปยังอ่างเก็บน้ำบ้านเชื้อเพลิง อ.ปราสาท ที่อยู่ไม่ไกลนัก การมาอำเภอปราสาทในครั้งนี้ ก็ได้ปรากฏมีฝนตกตลอดเส้นทางที่คณะของพวกเราไป เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแต่ละแห่งฝนก็จะหยุดทันที และเมื่อก้าวขึ้นรถและออกเดินทางฝนก็จะตกลงมาอีกครั้ง มักเป็นเช่นนี้





 
ณ ปราสาทบ้านไพล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ หลวงพ่อบอกว่า ฤาษีที่เคยสร้างบารมีที่กู่ฤาษีแห่งนี้ ได้มาเกิดในหมู่บ้านแสรโบราณที่อยู่ใกล้ๆ และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์และละสังขารไปแล้วคือ หลวงปู่พลวง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล และคณะของพวกเราก็ได้รับการต้อนรับและถวายการรับรองจากลูกสาวและหลานสาวของหลวงปู่อย่างบังเอิญ จึงอนุโมทนาด้วยทุกประการครับ



ท่านทั้งหลาย ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านเชื้อเพลิงแห่งนี้ เมื่อราว 40 ปีที่แล้ว เป็นสถานที่แขวนคอนักโทษจำนวนมาก และเป็นสถานที่ที่โด่งดังว่า มีวิญญาณคอยหลอกหลอนผู้คนที่ผ่านไปมา รวมถึงพระธุดงค์ก็เคยอยู่ได้ไม่ตลอดคืน แต่คณะของพวกเราก็ไม่ได้หวาดหวั่นใดๆ มีแต่ที่จะมุ่งไปเพื่อโปรดพวกเขา ....ค่ำคืนนี้ นอกจากคณะของพวกเราจะได้โปรดชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณแล้ว พวกเรายังได้ต้อนรับคุณพิเชฐ พันธุ์สุข (ศิษย์องค์ พ.สุรเตโช) ที่ได้เดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกัน หลวงพ่อบอกว่า อดีตฤาษีสองตนมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง (ดร.นนต์และคุณพิเชฐ) หลังจากเคยสร้างบารมีมาด้วยกันหลายภพ รวมทั้งเคยอยู่ด้วยกันที่ปราสาทกู่น้อย เมืองนาดูนเมื่อราวสามพันปีที่แล้ว จึงมิใช่เหตุบังเอิญในการมาพบกันอีกครั้งในชาตินี้ ยังเหลือแต่ว่า ใครจะยังหลงในฤทธิ์อภิญญาอยู่อีกหรือไม่ จะเดินทางธรรมตามบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถอดถอนกิเลสอย่างจริงจังหรือไม่ จะทำให้ภพชาติจบสิ้นลงหรือสั้นลงหรือไม่ จะเดินทางตรงหรือไม่ หรือยังสนุกสนานอยู่กับของเล่นซึ่งพระอริยเจ้าท่านละวางไปหมดแล้วอยู่หรือไม่ (หลวงพ่อบอกว่า ผู้หนึ่งพบแสงสว่างและละวางได้แล้ว แต่อีกผู้หนึ่งจะเดินตามหรือไม่ ใจของท่านจะเป็นผู้ทราบคำตอบเอง)
 
 
 
อ่างเก็บน้ำบ้านเชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ถ่ายยามเช้าวันที่ 2 มิถุนายน 2556
 


ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนนี้้ หลวงพ่อบอกให้ทุกคนตั้งใจภาวนาเอาเด้อ เพราะผลานิสงส์จะบังเกิดขึ้นมากมาย ใครปฏิบัติตลอดทั้งคืนก็จะได้ผลานิสงส์มากมายมหาศาล ซึ่งหลายๆคนก็ได้ปฏิบัติตามที่หลวงพ่อบอก ขณะเดียวกันชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณก็มากันจำนวนมาก อาทิเช่น ป้าหวังอริยบุคคลเล่าให้ฟังว่า ขณะที่เดินจงกรมอยู่วิญญาณที่อยู่บริเวณนี้มานานกว่าสองร้อยปี ได้มาอนุโมทนาและขอส่วนบุญ และขอให้ป้าหวังได้ถวายทานเป็นขนมจีนน้ำยาปลาดุกให้ด้วย เพราะพวกเขาอดอยากมานานจึงอยากกินมาก ป้าหวังจึงรับปากพวกเขาไป ส่วนหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท้าวสักกะเทวราชก็เสด็จลงมากราบหลวงพ่อ และได้สรรเสริญและอนุโมทนาในการมาภาวนาของคณะญาติธรรมในครั้งนี้ด้วย ท้าวสักกะกราบรายงานหลวงพ่อว่า พวกเทวดาเขาไปรายงานท้าวสักกะ ท่านจึงเสด็จมาเพื่ออำนวยความสะดวกหรือมาต้อนรับคณะของหลวงพ่อในครั้งนี้อีกครั้ง นอกจากนั้น เหล่าพรหมและเทวดาก็มากันจำนวนมาก รวมทั้งเหล่าวิญญาณทั้งหลาย ก็แซ่ซ้องสรรเสริญและมาคอยรับส่วนบุญส่วนกุศลกันจำนวนมาก
 



ดวงจิตญาณพากันมามากมายขณะที่ภาวนาจงกรม ณ อ่างเก็บน้ำบ้านเชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
 

หลวงพ่อเล่าให้ฟังต่อไปว่า เหล่าวิญญาณที่ถูกแขวนคอตายเมื่อราวสี่สิบปีที่แล้ว มาแสดงตนให้เห็นเมื่อครั้งถูกแขวนคอว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร หลวงพ่อเห็นพวกเขาถูกแขวนคอบนต้นไม้จำนวนมาก เห็นในขณะที่พวกเขาถูกถีบให้ห้อยโตงเตง ดิ้นทุรนทุรายจนลูกตาถลนและลิ้นห้อยออกมา น่าสมเพชเวทนาเป็นยิ่งนัก หลวงพ่อถามพวกเขาว่า พวกท่านทำไมถึงถูกฆ่าตายเช่นนี้ พวกเขาเล่าให้ฟังว่า พวกเขาเป็นโจรเป็นอันธพาลเที่ยวปล้นจี้ฆ่าฟันชาวบ้านไปทั่ว จึงถูกนายอำเภอในขณะนั้น จับแล้วสำเร็จโทษด้วยวิธีนี้ เป็นวิธีฟันต่อฟัน หรือวิธีโจรปราบโจร เพราะพวกเขามีวิชาอาคม หนังเหนียว และเล่นไสยศาสตร์มนต์ดำ หลวงพ่อจึงถามพวกเขาว่า มีดีอย่างนี้แล้วทำไมถึงตายหละ พวกเขาตอบว่า แม้ปืนมีดจะยิงและฟันไม่เข้า แต่โดนแขวนคออย่างนี้ก็เลยต้องตายเพราะหายใจไม่ได้ นอกจากนั้น หลวงพ่อยังเห็นภาพที่พวกเขาถูกนำไปทรมานในเมืองนรกอีกด้วย เพราะด้วยกรรมหนักที่พวกเขาได้ร่วมกันกระทำไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งยังมีชีวิต แม้แต่ท่านพยายมราช ท่านก็ยังกล่าวกับหลวงพ่อว่า ท่านช่วยพวกเขาไม่ได้หรอกเพราะกรรมพวกนี้หนักมาก หลวงพ่อจึงได้แต่สงสารและเวทนาเป็นยิ่งนัก ท่านจึงได้แต่แสดงธรรมแผ่บุญกุศลให้แก่ดวงวิญญาณเหล่านี้ เพื่อหลังจากที่พ้นกรรมแล้ว บุญกุศลที่เขาได้ฟังธรรมและอนุโมทนาในครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยเป็นบุญกุศลติดตัวพวกเขาไปในภายภาคหน้า
 
 
 
หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และสามเณรไนล์ ที่อ่างเก็บน้ำบ้านเชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
 

 
ที่ปราสาททนง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
 


ท่านทั้งหลาย ดังที่ผมได้เล่ามานี้ ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกท่านว่า การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้มิใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อเกิดมาแล้วเรายังมีความหลงและประมาทอยู่หรือไม่ เรายังสร้างกรรมดีพอหรือยัง เรายังเพลิดเพลินอยู่กับโลกสมมุตินี้มากน้อยเพียงใด พวกเราเหล่าท่านที่พอมีปัญญาแลบุญกุศล จึงเห็นโทษเห็นภัยแห่งกรรมชั่ว จึงพากันออกแสวงธรรม เจริญภาวนาและแผ่เมตตา ซึ่งนับเป็นกรรมดี กรรมที่จะพาให้พวกเราดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นได้ในที่สุด ท่านทั้งหลาย ขอผลานิสงส์ที่ทุกท่านได้อ่านเจอข้อความเหล่านี้ เป็นปัจจัยให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ สงบร่มเย็น มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ ผู้ถ่ายทอดธรรมทาน
3 มิถุนายน 2556