ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

(353) สุบินนิมิต ปริศนาธรรม บุรุษนักภาวนาพบคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร


🌸 สุบินนิมิต ปริศนาธรรม 🌸
🌼  บุรุษนักภาวนา  🌼
🌼 พบคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร 🌼

      🔸 ท่านทั้งหลาย มีเรื่องราวหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อตอนตีสามของคืนวันพระใหญ่ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันที่ 26 ตุลาคม 2554  บุรุษผู้หนึ่งได้นั่งภาวนาสมาธิ แล้วต่อด้วยการนอนภาวนาต่อเนื่องจนหลับไป แล้วเกิดภาพนิมิตเห็นคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร ครบทั้งห้าพระองค์  ท่านได้มาแสดงปริศนาธรรมแก่เขาหลายอย่าง โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

      🔸 ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งเดินท่องไป พลันได้แลเห็นพระเถระรูปหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ใจก็รู้ว่า คือ "พระฌาณียะเถระเจ้า" หรือที่รู้จักกันในนาม "หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า" ท่านเรียกให้บุรุษผู้นี้เข้าไปหา พร้อมกับคายคำหมากทิ้งไว้ แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ท่านกลับหายตัวไป เหลือแต่เนินดินกองใหญ่กลายเป็นขี้เถ้า ประหนึ่งให้เขาพิจารณาว่า ทุกสิ่งล้วนไร้สาระ หาแก่นสารไม่ได้

     🔸 ต่อมา เขาจึงรีบเดินตามหาท่าน แต่กลับเห็นพระเถระอีกองค์หนึ่ง เดินอยู่ข้างหน้าไวๆ ใจก็รู้ว่า คือ "พระภูริยะเถระเจ้า" หรือที่เรียกกันว่า "หลวงปู่หน้าปาน" ท่านได้เดินนำหน้า เขาจึงเดินตามท่านไปอย่างรวดเร็ว จนไปถึงกุฏิเล็กๆหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ท่ามกลางป่า แล้วหลวงปู่ก็หายไป บุรุษผู้นี้จึงเดินอ้อมไปทางด้านข้างของกุฎี จึงได้พบกับพระอุปัฏฐากพระเถระรูปหนึ่ง ท่านพาเดินไปทางด้านหน้าของกุฎี แล้วจึงได้พบกับ "พระโสณเถระเจ้า"

      🔸 พระโสณเถระ ยืนรออยู่บนกุฏิ เมื่อได้พบกันแล้ว ท่านได้ถามบุรุษผู้นี้ว่า... "เธออยากรู้อะไร"...  เขายังไม่ทันได้ตอบคำถามของท่าน ทันใดนั้น ท่านก็ได้โยนพระรูปหนึ่งลงจากกุฏิมาที่บุรุษ เขาจึงต้องรีบรับร่างนั้นเอาไว้ พระองค์ที่ถูกโยนลงมานั้น กลับกลายเป็น "พระอุตรเถระเจ้า" ที่ร่างกายซีดเผือดและแข็งทื่อ เสมือนศพแช่แข็ง พระโสณเถระได้ถามบุรุษต่อไปว่า... "จะพิจารณาว่าอย่างไร"...  เขาตอบท่านไปว่า ... "พิจารณาอสุภะข้าน้อย"...  พระโสณเถระเมตตาบอกต่อไปว่า... "ให้พิจารณาอวิชชานะ"...  บุรุษผู้นี้จึงเอ่ยตามท่านว่า... "พิจารณาอวิชชา ข้าน้อย"...

      🔸 หลังจากนั้น บุรุษผู้นี้หันไปเห็นลูกศิษย์พระเถระ นั่งเฝ้าเรือลำเก่าที่วางอยู่ข้างกุฏิพระโสณเถระเจ้า เขาเชื้อเชิญให้บุรุษเข้าไปพิจารณา บุรุษจึงเข้าไปดูที่เรือ ในเรือนั้นมีหีบพระไตรปิฎกเก่าอยู่หีบหนึ่ง เขาพิจารณาว่า เรือนั้นเปรียบเสมือนพาหนะ ที่บรรทุกพระธรรมหรือพระไตรปิฎก เมื่อได้อาศัยนั่งเรือ (ศึกษาพระธรรม)ไปจนถึงฝั่งแล้ว ไม่มีใครแบกเอาเรือไปด้วย พระธรรมก็เช่นเดียวกัน เพราะพระธรรมเป็นของโลก  อย่างไรก็ตาม ขณะที่บุรุษผู้นี้ กำลังพิจารณาเรือและหีบพระไตรปิฎกอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงปีติยินดีขึ้นมาว่า... "จะยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแบบนี้อยู่อีกหรือ"...

      🔸 หลังจากนั้น บุรุษผู้นี้ ได้เดินวนไปยังอีกสถานที่แห่งหนึ่ง จึงได้พบกับพระหนุ่มรูปหนึ่ง ท่านพาเขาเดินไปหาพระเถระอีกรูปหนึ่ง คือ "พระมุนียะเถระเจ้า" หรือที่รู้จักกันในอีกนามว่า "หลวงปู่อิเกสาโร" แล้วพระหนุ่มองค์ที่พาเขาไป พูดเป็นปริศนากับหลวงปู่ว่า "เหมือนกับกระผมตอนเป็นหนุ่มเมื่อสองร้อยกว่าปี" (คล้ายกันกับว่า ในยุคสมัยนั้น อดีตชาติของบุรุษผู้นี้ ก็เคยเกิดเป็นพระกัมมัฏฐาน เป็นพระสังฆราชา และเป็นผู้นำทำสังคายนาพระไตรปิฎก)

       🔸 หลังจากพระหนุ่มพูดจบลง หลวงปู่อิเกสาโร หันมามองบุรุษแล้วก็พูดว่า... "เออยังหนุ่มยังแน่น และเอาจริง เดี๋ยวจะสงเคราะห์นะ"... แล้วท่านก็พาบุรุษผู้นี้ ไปยังบริเวณข้างลำธาร ที่มีน้ำใสไหลเย็น เพื่อไปฝึกวิชากัมมัฏฐาน หลังจากนั้น เขาก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เพราะจิตและกายของเขา เกิดปีติซาบซ่านไปทั้งตัว จนต้องลุกขึ้นมานั่งภาวนาต่อ พร้อมกับได้นำเอาธรรมนิมิตนั้น มาพิจารณา เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติต่อไป

    🔸 ขอเจริญในธรรม
    🔸 ดร.นนต์ บันทึกแทนบุรุษผู้นั้น
    🔸 27 ตุลาคม 2554

     🍂 ขอขอบคุณเจ้าของภาพเขียน (ไม่ทราบที่มา)

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

(350) โอวาทธรรม หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม




โอวาทธรรม หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ผมได้ไปรับพระมอสเพื่อเดินทางกลับวัดโคกปราสาท หลังจากที่ท่านได้เดินธุดงค์ไปกราบพระอุปัฏฌาจารย์เจ้า หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม ณ วัดกระดึงทอง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ จึงมีโอกาสได้กราบและฟังธรรมหลวงปู่อย่างใกล้ชิด หลวงปู่มีเมตตาแสดงธรรมพอสรุปได้ว่า

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร? คนเราเกิดมามีหน้าที่อยู่สองอย่างคือ 1) เกิดมาทำหน้าที่เพื่อตัวเอง 2) เกิดมาทำหน้าที่เพื่อผู้อื่น จะทำงานการอาชีพอะไร ก็ขอให้ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หากเป็นองค์กรหรือหน่วยงาน ต่างคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เมื่อคนในองค์กรต่างช่วยกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ไม่ขัดขวางหรือถ่วงกัน องค์กรนั้นก็จะมีความเจริญ คนเราทำหน้าที่สองอย่างมิใช่จะสำเร็จได้ดีทั้งร้อยเปอร์เซ็น แต่ขอให้ได้อย่างละ 70-80 เปอร์เซ็นก็ดีแล้ว คนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์นั้นแหละ ทำงานก็เหมือนกลไก หากชิ้นส่วนชำรุดเสียหายไป เครื่องยนต์นั้นก็ทำงานไม่ได้ ทั้งระบบมันต้องไปด้วยกัน เกื้อกูลกัน

อนึ่ง... หากพิจารณาโอวาทธรรมของหลวงปู่ มีใจความดุจดังปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดา ที่แสดงไว้ในวันปรินิพพาน ซึ่งมีใจความว่า....

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา 
พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด(อปปมาเทน สมปาเทต)

หลวงปู่เมตตาแสดงธรรมต่อไปว่า ทุกวันนี้คนคอรัปชั่นมีมาก ระบบราชการและการเมืองก็วุ่นวาย ใครได้อำนาจก็แก้ไขกฎระเบียบใหม่ให้พอใจแก่ตัวเอง ยุคใครยุคมัน มันเปลี่ยนแปลงไปตามสมัย หากว่าของเก่าไม่ดีก็แก้ไขให้มันดี หากผู้มีอำนาจรู้จักนำเอาหลักการ "อนุโลม และปฏิโลม" มาใช้ คงลดความวุ่นวายไปได้มาก ข้าราชการหรือนักการเมือง หากใครรู้ตัวว่าตัวเองทำผิด ก็ยอมรับแล้วแก้ไขตัวเองใหม่ให้ถูกต้องเสีย ก็สามารถแต่งตั้งให้มาทำงานใหม่ ก็คงยอมรับกันได้ ผิดก็แก้ให้ถูก ถูกแล้วก็รักษาให้ดีต่อไป "บางครั้งถูกแบบทางโลก แต่ไม่ถูกทางธรรม" ก็อย่าไปทำ ถูกทางธรรมก็คือ ต้องมีความยุติธรรม บ้านเมืองถึงจะเจริญก้าวหน้า

นี่คือโอวาทธรรมของหลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม ที่นับว่าเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างดี ก็ลองพิจารณาตามท่านดูนะครับ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอโอกาสหลวงปู่อธิบายเพิ่มเติมตามปัญญาที่มีอยู่ว่า โอวาทของหลวงปู่นี้ คงตอบปุจฉาของพระมอสที่ท่านถามพวกเรามาหลังจากที่ท่านได้ฟังธรรมหลวงปู่มาแล้ว ว่า  "เกิดมาเพื่ออะไร?"  จะว่าไปแล้ว วิสัชนานี้ คงเหมาะกับเรื่องทางโลก คือตอบผู้ที่ยังมีหน้าที่ทางโลกอยู่ แต่ปุจฉาจริงๆ ที่หลวงปู่ถามพระมอสก็คือ "บวชมาเพื่ออะไร?" วิสัชนาก็คงไม่ต่างจากทางโลกก็คือ 1) ทำหน้าที่เพื่อตัวเอง เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็มีหน้าที่เพียรละกิเลสของตัวเองให้หมดไป  2) ทำหน้าที่เพื่อผู้อื่น คือ หน้าที่การงานอะไรที่สงฆ์ควรทำในวัดก็ให้ช่วยกันทำ ทำแบบมีสติก็นับเป็นการฝึกสมาธิได้เช่นกัน และเมื่อมีธรรมแล้ว ก็เอาธรรมและบุญกุศลนั้นให้แก่ผู้อื่น อนุเคราะห์สงเคราะห์กันไปตามกำลังที่มี อันนี้ก็คงพอตอบคำถามของพระมอสในเรื่องทางธรรมได้ครับ

หมายเหตุ ผู้เขียนสรุปเรียบเรียงและตกแต่งคำใหม่ คำอาจไม่ตรงกับที่หลวงปู่แสดงมาทั้งหมด แต่ข้อความหลักยังอยู่มากที่สุด จึงขอขมากรรมต่อหลวงปู่ครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
20 พฤศจิกายน 2557


ดร.นนต์ ถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่หลวงปู่เหลือง เมื่อ 1 กันยายน 2555

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

(328) "ธรรม" หน้าที่สุดท้าย ของบุรุษผู้หนึ่งที่มีต่อบิดามารดา



"ธรรม" หน้าที่สุดท้าย 
ของบุรุษผู้หนึ่ง ที่มีต่อ บิดา-มารดา

             ท่านทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ผู้ที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นสุดแสนยาก แต่คนทั้งหลายกลับไม่เข้าใจ จึงได้แต่หลงผิดคิดกระทำชั่วมิเว้นวัน จะมีสักกี่คนที่ได้พิจารณาตามพระพุทธองค์ว่า การที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ชั่งแสนยาก เมื่อเกิดมาแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้พบกับพระพุทธศาสนา เมื่อได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้ทำบุญรักษาศีล เมื่อได้ทำบุญรักษาศีลแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้เจริญภาวนากัมมัฏฐาน เมื่อได้เจริญภาวนากัมมัฏฐานแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้พบครูอาจารย์พระอริยเจ้า เมื่อได้พบครูอาจารย์พระอริยเจ้าแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้สำเร็จมรรคผลและนิพพาน นั้นยิ่งยากแสนยากเข้าไปอีก ผู้มีปัญญา จึงจักพิจารณาได้ เมื่อพิจารณาได้แล้ว จึงแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ หนทางแห่งความพ้นทุกข์ คือ การเดินตามคำสอนของพระพุทธองค์ อาจช้าหรือเร็ว ก็ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมาต่างกัน แต่สุดท้ายก็จะไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ ความพ้นทุกข์จากวัฏฏะ อันน่าสงสารนี้ไปได้ในที่สุด

             ท่านทั้งหลาย ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็เพราะบุรุษผู้หนึ่ง ได้พิจารณาแล้วเห็นจริงตามนั้น จึงได้แสวงหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์ ค้นหามานานก็หลายปีแล้ว เริ่มด้วยการปฏิบัติเองแบบลองผิดลองถูก มีทั้งถูกทางและหลงทางบ้างก็เป็นธรรมดา ครั้นต่อมา มีบุญได้พบกับครูอาจารย์ และพระอริยเจ้าก็หลายท่าน ได้พบกับกัลยาณมิตรก็หลายคน ได้พบกับญาติธรรมก็มากหน้าหลายตา ต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพราะเราต่างฝากตัวเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เพื่อสร้างบุญบารมี วิถีชีวิตจึงต้องเป็นไปตามนี้

              ท่านทั้งหลาย หน้าที่หนึ่งของนักสร้างบุญก็คือ นอกจากจะทำหน้าที่หลัก ด้วยการเพียรละกิเลสออกไปจากใจของตัวเองแล้ว ก็ยังมีหน้าที่อื่นๆ ที่ต้องกระทำไปพร้อมๆกัน คือ การอนุเคราะห์ หรือสงเคราะห์สัตว์โลก ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญ ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมงคลทั้ง 38 ข้อนั้นว่า เป็นผู้ประเสริฐยิ่ง โดยเฉพาะความกตัญญูต่อบิดามารดา ก็นับว่า เป็นมงคลอันสูงสุด หากนักภาวนาขาดคุณธรรมในข้อนี้ จักไม่มีวันเห็นธรรมได้เป็นอันขาด ด้วยเหตุดังกล่าว บุรุษผู้ยังโง่เขลา จึงได้พยายามปฏิบัติต่อบิดามารดา ตามสติปัญญา และความสามารถ เท่าที่มีอยู่ ให้ดีที่สุด ดังตัวอย่าง ที่พอจะเล่าเป็นนิทานธรรมให้ทุกท่านฟังดังนี้


แจกแจงธรรมแก่มารดา 
ก่อนท่านละสังขาร

            ท่านทั้งหลาย มารดาของบุรุษผู้หนึ่ง ท่านมีจริตนิสัยชอบเข้าวัดทำบุญ รักษาศีล และเจริญภาวนามาตั้งแต่วัยเด็ก ครั้นวันใดไปวัดไม่ได้ ท่านก็จะผลัดให้ลูกหลานไปแทนมิเคยขาด นิสัยนี้กระมัง ที่ได้ตกทอดมาสู่ผู้เป็นบุตรชายและบุตรสาวในเวลาต่อมา เมื่อบุรุษผู้เป็นบุตรชายได้ดิบได้ดี ด้วยสองมือของบิดามารดาที่เลี้ยงดูมา เมื่อมีบุญวาสนา จึงได้กลับมาตอบแทนท่านทั้งสอง ด้วยคุณธรรมที่บังเกิดขึ้นที่ใจ มีสิ่งใดจักอำนวยความสุขทางกายก็หามาให้ มีสิ่งใดจักส่งผลความสุขทางใจ ก็พาท่านสร้างทำ คือ การพากันไปเจริญภาวนาตามกาลอันควร เมื่อเวลาของมารดาเหลือน้อยลง ผู้เป็นบุตรชายจึงเร่งพามารดาไปฟังธรรม และภาวนาอยู่กับหลวงพ่อ เพราะตระหนักว่า ทุกสิ่งนั้นไม่แน่นอน จึงต้องทำกาลปัจจุบันให้ดีที่สุด



แม่ภาวนาจงกรม ณ วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา


            ท่านทั้งหลาย ก่อนที่มารดาจะละสังขารเพียงสองวัน บุรุษผู้หนึ่งได้ไปรับมารดา เพื่อไปเจริญภาวนาแบบสัญจร กับคณะของหลวงพ่อ เมื่อไปถึง มารดาได้กล่าวกับผู้เป็นบุตรชายว่า "เงินที่ลูกให้แม่มานั้น แม่ได้นำไปทำบุญที่วัด(ใกล้บ้าน) เพื่อจองที่ใส่กระดูกของแม่แล้ว" ผู้เป็นบุตรชาย จึงได้พูดหยอกมารดาไปว่า "แม่กลัวเขาไม่ให้ไปอยูวัดด้วยหรือ หากเขาไม่ให้อยู่ด้วย ลูกจะนำเอากระดูกของแม่ไปไว้วัดป่าด้วยก็ได้"  มารดาพูดตอบว่า "แม่ไม่ไปหรอก อยากอยู่ใกล้ๆลูกหลาน" ผู้เป็นบุตรจึงรีบทักท้วงว่า "แม่ยังอยากวนเวียนอยู่กับลูกกับหลานอีกหรือ แม่ก็ฟังธรรมของหลวงพ่อ อยู่เป็นประจำมิใช่รึ หลวงพ่อบอกไม่ให้หลงยึดติดในลูกในหลาน ในข้าวของเงินทอง มันเป็นกิเลส จะกลายเป็นห่วงผูกวิญญาณไว้ไม่ให้ไปผุดไปเกิด นี่แม่ก็ทำบุญ สร้างสมบุญบารมีมามาก ก็ต้องไปเสวยบุญ มิใช่มาเสวยบาป" แม่ยิ้มพร้อมกับพูดตอบว่า "แม่ไม่รู้ว่าแม่จะมีบุญมากแค่ไหน แต่แม่กลัวอยู่อย่างเดียวก็คือ อย่าให้แม่ไปเมืองนรก"

            ท่านทั้งหลาย ณ เวลานั้น เสมือนมีสิ่งมาดลใจ ให้ผู้เป็นบุตรชาย ได้ยกเอาธรรมมาปลอบใจผู้เป็นมารดาว่า "ตั้งแต่ลูกเกิดมาก็ไม่เคยเห็นแม่ทำบาปกรรมอะไรแม้แต่น้อย เห็นมีแต่ทำบุญมาตลอด จึงไม่มีทางไปนรกได้ หากแม่ยังไม่สามารถไปนิพพานได้ ก็มีสวรรค์เป็นที่ไปอย่างแน่นอน แม่อย่าหลงเพลินอยู่บนสวรรค์เสียล่ะ"  ผู้เป็นมารดานั่งยิ้มและตั้งใจฟัง ผู้เป็นบุตรชายจึงพูดต่อไปว่า "เอาอย่างนี้ เพื่อเป็นการไม่ประมาท ขอให้แม่ตั้งจิตอธิษฐานเอานะ ขอให้แม่อธิษฐานว่า หากแม้นแม่เกิดในภพภูมิใด ก็อย่าได้หลงได้ลืมบุญกุศลที่สร้างมา หากเสวยบุญอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ก็ขออย่าได้หลงได้ลืมพระพุทธศาสนา อย่าได้หลงลืมการรักษาศีลและภาวนา และก็ขออย่าได้เพลิดเพลินอยู่บนสวรรค์นาน ขอให้ตั้งจิตลงมาเกิดเป็นมนุษย์โดยไว จะได้ทันพระพุทธศาสนา เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็ขออย่าได้หลงได้ลืมพระพุทธศาสนา อย่าได้ลืมการรักษาศีลภาวนา และขอให้ได้ฟังธรรมพระอริยเจ้า เพื่อจะได้ไปนิพพานเร็วที่สุด" มารดายิ้มรับด้วยความปีติสุข

           หลังจากนั้น ทั้งมารดา ผู้บุตรชาย บุตรสาว และบุตรเขย ได้ร่วมเดินทางไปปฏิบัติธรรม กับคณะของหลวงพ่อ ที่อำเภอเสิงสาง และอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2557 และระหว่างที่ไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน ทั้งบุตรชาย บุตรสาว บุตรเขย และญาติธรรม ต่างเกื้อกูลแม่ ต่างมีจิตใจต่อท่านแบบปีติสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เสมือนเป็นการสร้างความดีต่อกัน เป็นวาระสุดท้าย ส่วนมารดาท่านก็ดูเพลิดเพลิน และมีความสุขกับการฟังธรรม ด้วยสติด้วยพลังเท่าที่ท่านมีอยู่ การเจริญภาวนาก็สงบนั่งนิ่งได้นานเป็นพิเศษ การกินอยู่หลับนอนก็สุขสบายดี ไม่มีเหตุบอกล่วงหน้าใดๆ ให้เห็นว่า ท่านจะจากไป แม้ที่ผ่านมา หลวงพ่อจะได้บอกทุกคนแล้วว่า ผู้ที่มาภาวนาอยู่กับหลวงพ่อได้หมดอายุขัยแล้วก็มี แต่หลวงพ่อบอกใครไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นแต่เพียงการรับรู้เบื้องต้น เพราะหลวงพ่อไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ใด จึงปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมดาจักดำเนินไป 


            อย่างไรก็ตาม มารดาผู้จากไป ท่านได้ฟังธรรมบทหนึ่ง ที่หลวงพ่อตั้งใจเทศน์สอนพิเศษก็คือ การไม่ให้หลงยึดติดในลูกในหลาน ในข้าวของเงินทอง เพราะจะทำให้จิตผูกพันเมื่อตายไปแล้ว วิญญาณจะมาเฝ้าสิ่งนั้นทันที และจะหลงไปอีกนานแสนนาน หลวงพ่อได้ยกเอาเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษของคุณรี่ ที่เฝ้าสวนหมากอยู่ที่ซับมะรัว และในอนาคต จะมีผู้มาเฝ้าสถานแห่งนี้อีกยาวนาน นับเป็นพันๆปี เพื่อเป็นการเตือนสติเป็นครั้งสุดท้าย 

            และหลังจากนั้น ระหว่างการเดินทางกลับ ผู้เป็นพี่สาวได้บอกว่า "แม่ได้อธิษฐานจิต ตามที่ด็อกเตอร์บอกแล้วเมื่อคืน" นอกจากนั้น ผู้เป็นมารดา ยังได้ยกเอาธรรมคำสอนของหลวงพ่อ เรื่องวิญญาณผู้จะมาเฝ้าสวน ขึ้นมาสนทนากันตลอดเส้นทาง เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม้จะเห็นแม่มีความสุขดี พอจะลาจาก ผู้เป็นบุตรชายได้เข้าไปกราบตักและสวมกอดผู้เป็นมารดา มารดาก็ได้ให้พรผู้เป็นบุตรชายดั่งที่เคยกระทำ จึงนับเป็นหน้าที่ในวาระสุดท้าย ทั้งผู้เป็นมารดาและบุตรชาย ที่ได้แสดงออกต่อกันอย่างดีที่สุด



ภาพสุดท้ายของแม่ ขณะนั่งฟังธรรมหลวงพ่อ 
ณ สวนหมากป่าซับมะรัว อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา 
เช้าวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2557 ก่อนละสังขาร 1 วัน


           ในที่สุด เช้าวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 08.30 น. มารดาได้ละสังขาร โดยไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ยังเป็นปรกติดีทุกประการ เวลาจะสิ้นลม ท่านได้เรียกบุตรสาวคนเล็กที่อยู่ด้วย เพียงสองสามคำ ท่านก็ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ ร่างกายยังอ่อนนุ่มเหมือนคนนอนหลับ เมื่อละสังขารไปแล้ว พ่อแม่ครูอาจารย์บอกว่า ท่านได้ไปจุติบนสวรรค์ชั้นที่หก อันเป็นชั้นสูงสุดทันที 
วิมานของท่าน สวยงามตระการตา และมีข้าบริวารมาก โยมแม่บอกหลวงพ่อว่า "ขอเสวยบุญบนวิมานสักระยะ แล้วจะรีบลงมาเกิดเพื่อจะได้ทันหลวงพ่อ" และยังได้บอกต่อไปว่า ท่านได้มาพบหลวงพ่อช้าไป บุญจึงยังไม่มากพอที่จะเห็นธรรมได้ ส่วนบาปในภพนี้ก็ไม่มีอะไร นอกจากได้เลี้ยงหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อทอผ้าขายส่งลูกเรียน เพราะเป็นหน้าที่ของมารดาที่มีต่อลูกๆ และก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ส่วนบาปอื่นไม่มี จึงได้ละสังขารแบบสบาย

             ขอเจริญในธรรม
             ดร.นนต์
            14 มีนาคม 2557





อัฐิของแม่ขาวบริสุทธิ์ดั่งจิตใจของท่าน








แจกแจงธรรม 
เมื่อครั้งบิดาสิ้นอายุขัย ปี 2555

           ท่านทั้งหลาย ผมขอยกเอาตัวอย่าง การทำหน้าที่สุดท้ายของบุรุษผู้หนึ่ง ที่มีต่อบิดา เมื่อครั้งที่บิดาได้สิ้นอายุขัย เมื่อกลางปี 2555 ตามภูมิธรรมและสติปัญญา ที่เขามีอยู่ในขณะนั้น มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง และขอให้อ่านเป็นแต่เพียงนิทานธรรมเท่านั้น ดังข้อความจดหมายตอบคุณพร  เมื่อกลางปี 2555 ดังต่อไปนี้ครับ




            สวัสดีครับพร
            ต้องขอบคุณที่คอยให้กำลังใจด้วยดีเสมอมา คงเป็นเช่นนี้มาหลายภพแล้ว

            ผมเองไม่ได้บอกใครเท่าใดนัก เนื่องจากเกรงจะลำบากกัน คิดว่าเสร็จงานแล้วจึงจะแจ้งให้ทราบทีเดียว

            ผมเองได้เรียนรู้สภาวะธรรม ที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เป็นสภาวะจริงๆ ที่พ่อได้แสดงให้ผมได้พิจารณา ตั้งแต่อาการเจ็บป่วย อาการเวทนา อาการของลมหายใจสุดท้าย ที่สงบมากจริงๆ และสภาวะอจินไตยต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ผมเองไม่ได้มีอาการเศร้าโศกเสียใจ หรือยินดียินร้ายในสภาวะต่างๆ มีแต่อาการอุเบกขาล้วนๆ ทรงอยู่แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ เมื่อผมได้พิจารณาธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น กลับปรากฏว่า ภายในจิตใจของผม ได้ตัดความห่วงใยแบบพ่อลูกออกไป ยังเหลือแต่ความเคารพเมตตาที่ผมมีต่อท่าน ภพชาติได้ตัดออกจากกัน ยังเหลือแต่ความกตัญญูในวาระสุดท้าย เหลือแต่การงานชอบ คือการดูแลชอบ จนถึงวาระสุดท้ายของท่าน ใครจะเห็นไม่เห็น หรือจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ในการกระทำของผมก็ชั่ง ความบริสุทธิ์แห่งจิตใจ ที่ทุ่มเทให้กับท่าน ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น

            เมื่อคราใด ที่พ่อเกิดอาการเวทนา ผมเป็นผู้พิจารณาอาการอยู่ เมื่อเห็นที่สุดแห่งอาการนั้น จิตใจอันกล้าหาญของผม ก็บังเกิดขึ้น ในการที่จะยกเอาธรรม ที่เพิ่งบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา และยกเอาธรรมตามสัญญา ด้วยคำสอนของพระพุทธองค์ และคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ ในเรื่อง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การเสื่อมสลายของธาตุขันธ์ การมิมีตัวตนในเรา การทำงานของกายและของจิต การยึดมั่นถือมั่น และการปล่อยวางในธาตุขันธ์ เมื่อคราใด ที่ผมได้ยกเอาธรรมขึ้นมาแสดง เมื่อคราใด ที่ผมอธิษฐานจิตรวมพลังบุญทั้งหลาย เพื่อช่วยบรรเทาอาการเวทนาของท่าน ก็จะปรากฏคลื่นแห่งความเย็น จนทำให้ท่านอยู่ในอาการสงบอย่างน่าอัศจรรย์ ท่ามกลางญาติพี่น้องที่รายล้อมอยู่ เมื่อคราใด ที่ผมอาราธนาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ แลครูอาจารย์ ได้เมตตาแผ่ฉัพพรรณรังสี แลแสงสว่าง ปกคลุมมายังบิดาของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องนำทางท่านไปสู่สุคติภูมิด้วยเถิด ก็ปรากฏว่า พ่อได้เห็นแสงสว่างนั้นจริงๆ พร้อมกับได้ยกมือขึ้นพนมมือ เพื่อเป็นการยืนยันว่า ท่านเห็นแสงสว่างจริงๆ 


            เมื่อใกล้สิ้นลมหายใจหลายชั่วโมง ผมได้ยกเอาธรรมขึ้นมาแสดง และถามพ่อว่า ยังห่วงธาตุขันธ์อยู่หรือไม่ พ่อตอบว่า "ไม่" พ่อยังมีสิ่งใดยังห่วงอยู่อีกหรือไม่ ท่านก็ตอบว่า "ไม่" ผมก็บอกพ่อว่า "จงทิ้งมันเสีย กายเน่าๆนี้ ให้เหลือแต่จิตที่ใสๆ เบาสว่างไสวนะ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์นะ ให้ภาวนาพุทโธนะ" พ่อพยักหน้า และคลายอาการเวทนาลง จนในที่สุด ท่านก็เข้าสู่ความสงบจนนาทีสุดท้ายแห่งชีวิต ไม่มีผู้ใดเห็นกับผม ไม่มีผู้ใดทราบว่า ผมได้เพ่งมองอาการสุดท้ายของท่าน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าผม ได้กำหนดลมหายใจแบบแผ่วเบาไปกับท่าน ผมบอกท่านเบาๆว่า ใจเบาๆ นึกถึงความใสความเย็น ตามแสงสว่างนะ นี่คือหน้าที่สุดท้ายของผม ที่มีต่อพ่อในภพสุดท้ายนี้

            นอกจากนั้น ความมหัศจรรย์หลายๆเรื่อง ได้บังเกิดขึ้นระหว่างผมกับพ่อนั้น ยากที่บุคคลอื่นจะเข้าใจได้ แม้ท่านจะเกิดอาการเวทนาที่สุดประมาณ แต่พลังแห่งบุญที่ท่านสั่งสมมา และพลังบุญของผมผู้เป็นลูก ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ต่างประคับประคองกันจนวาระสุดท้าย มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ เมื่อใกล้วาระท่านจะสิ้นลมหนึ่งวัน ผมได้กระทำหน้าที่เป็นสะพานบุญสุดท้ายให้ท่าน ด้วยการนำปัจจัยส่วนตัวของผมและบรรดาลูกๆ จำนวนหนึ่ง ไปให้ท่านอธิษฐานจิตยกขึ้นเหนือหัว แล้วได้นำไปถวายหลวงพ่อ ที่พวกเราเคารพศรัทธา เพื่อปรับปรุงถนนทางเข้าวัด เพื่อเป็นการสร้างผลานิสงส์ เป็นสะพานบุญนำท่าน ไปสู่ภพภูมิที่สว่างไสว ปรากฏว่า ขณะที่ผมได้ถวายปัจจัย และถวายภัตตาหารเช้าใกล้เสร็จแล้ว ได้มีโทรศัพท์จากหลานสาวว่า พ่อได้เสียชีวิตแล้ว ทันใดนั้น เสียงจั๊กจั่นร้องดังลั่นสนั่นหวั่นไหวไปทั้งวัด อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับมีคลื่นบางอย่างแผ่เข้ามาที่ตัวผม ผมได้ฟังก็นิ่งเฉย ไม่ได้แสดงอาการใดๆ หลวงพ่อก็ได้แสดงธรรมให้ฟัง 


            แต่เมื่อผมกลับไปถึงบ้าน กลับปรากฏว่า พ่อได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว ผมก็ยังงงๆอยู่ว่า เมื่อเกือบชั่วโมงที่แล้ว ท่านละสังขารไปแล้ว ผมจึงคาดว่า ท่านมารับอานิสงส์ด้วยจิตของท่านเอง แต่อายุขัยยังไม่สิ้น จึงต้องหวนคืนสู่ร่างอีกครั้ง รวมทั้งเรื่องนิมิตของผม ที่เห็นภาพล่วงหน้า เห็นอาการก่อนละสังขารของท่าน ก็เกิดขึ้นจริงตามนิมิต แม่ของผมก็เกิดนิมิตเห็นขบวนของเทวดา ตั้งแถวมารับ ตั้งแต่หน้าวัดมาจนถึงบ้านในวันที่ท่านจะสิ้นใจ อีกทั้งพ่อเองก็ฝันว่า มีเทวดามารับท่านขณะที่นอนอยู่โรงพยาบาล และที่แปลกคือ เนื้อหนังมังสาของท่าน ก็ยังอ่อนนุ่มเหมือนยังมีชิวิตอยู่ เหมือนกับนอนหลับอยู่ และมีอีกหลายๆอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้

           อย่างไรก็ตาม การเจ็บป่วย และการสิ้นอายุขัยของพ่อในครั้งนี้ ทำให้ผมมีอินทรีย์ที่แข็งแกร่งขึ้น มีโอกาสได้เรียนรู้สภาวะธรรมที่หาจากที่อื่นไม่ได้ และได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อ ประหนึ่งหลวงพ่อจะรู้ว่า ผมต้องใช้อินทรีย์ที่เข้มแข็ง ในการดูแลพ่อตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ แบบไม่ได้หลับได้นอน ท่านจึงพานั่งภาวนา เดินจงกรม และฟังธรรม ตลอดคืนจนสว่างคาตา เสมือนท่านกำลังฝึกอินทรีย์ให้กับผม ซึ่งก็ได้ผล เมื่อผมนำมาใช้กับการดูแลพ่อ ถือวิกฤติเป็นโอกาส ในการฝึกความอดทน และถือโอกาสทดแทนบุญคุณบิดาเป็นที่สุด ก็ปรากฏมีคลื่นพลังบุญ คลื่นแห่งความปีติ คลื่นพลังประหลาดแบบอิ่มเอิบบอกไม่ถูก นี่คือผลที่ได้ปฏิบัติธรรมกับพระอริยเจ้า ได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ครูอาจารย์ รวมถึงการมีกัลยาณมิตรธรรมที่ดี จึงทำให้เราผ่านพ้นวิกฤติของชีวิตมาได้ อย่างสง่างาม

          ขอคุณงามความดีทั้งหลาย ที่ผมได้กระทำมาดีแล้ว ได้ย้อนกลับไปที่คุณพรและครอบครัว จงสว่างไสวทั้งทางโลก และทางธรรม จนกว่าพรจะเข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ ในภพในชาตินี้ ด้วยเทอญ

           ขอเจริญในธรรม
           ดร.นนต์ พรรณาแทนบุรุษผู้หนึ่ง
           19 มิถุนายน 2555

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

(321) อัศจรรย์ย้อนรอยธรรม ป่าหุบใหญ่ เมืองลับแล




ตอนที่ 1
"ป่าหุบใหญ่" ดินแดนลับแล
22 มกราคม 2557

        ท่านทั้งหลาย มีนิทานธรรมเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คือ ในขณะที่บุรุษผู้หนึ่งนอนภาวนา จิตสงบคล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตได้ออกไปท่องเที่ยวในภพภูมิอีกมิติหนึ่ง ถึงเมืองบังบด หรือที่รู้จักกันในนาม "เมืองลับแล" ภาพแรกที่เห็น คือ มีทางเดินตัดลึ
กเข้าไปในพื้นดิน เดินเข้าไปเห็นทางสามแพร่ง จึงเลือกที่จะเดินเข้าไปทางด้านซ้ายก่อน เดินเข้าไปสักพัก จึงเจอหมู่บ้าน แต่จิตบอกว่า สถานที่นี่ มิใช่บ้านเมืองของมนุษย์แน่ จึงเดินต่อไป ไม่นานก็ได้พบกับชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ดูหน้าตาผิวพรรณงดงามแบบมาตรฐาน กิริยาก็ดูแตกต่างจากชาวมนุษย์ จึงถามพวกเขาไปว่า "ที่นี่ที่ไหน" เขาตอบว่า "เมืองบังบด" บุรุษผู้นี้จึงถามเขาต่อไปว่า "แล้วความเป็นอยู่ ยังทำมาหากิน และทำบุญใส่บาตรเหมือนกันกับมนุษย์ไหม" ชาวบังบดตอบว่า "เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงมิติของภพภูมิที่อยู่" 


        ต่อมา บุรุษผู้นี้เหลือบไปเห็นข้าวของมากมาย คล้ายกันกับพิพิธภัณฑ์ ในนั้นเห็นมีภาพคล้ายโปสเตอร์อยู่จำนวนหนึ่ง จึงเดินเข้าไปดู เห็นมีภาษาเป็นตัวอักษรอยู่ในภาพด้วย แต่เป็นตัวอักษรที่ไม่มีอยู่ในโลกมนุษย์ ต่อมา เห็นมีภาพขนาดใหญ่แขวนอยู่ จะว่าเป็นเจดีย์อยู่บนทุ่งนาก็ไม่เชิง บุรุษผู้นี้สงสัยจึงถามพวกเขาไปว่า "เป็นภาพอะไร" เขาตอบว่า "เป็นภาพบอกตำแหน่งสำคัญของเมือง" เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงลาพวกเขาเดินย้อนกลับมาทางเดิม แล้วเดินไปสำรวจอีกเส้นทางหนึ่งที่ยังไม่ได้ไป ก็ได้ไปเจอเรื่องราวอัศจรรย์อีกแบบหนึ่ง พอวันต่อมา จึงนำเรื่องราวไปเล่าให้หลวงพ่อแห่งโคกปราสาทฟัง ท่านบอกว่า "นิมิตดีนะ ในวันข้างหน้า อาจได้ลงไปจริงๆ"

        ที่เล่านิทานมาเสียยืดยาว เพื่อจะบอกทุกท่านว่า เมื่อวานนี้ 22 มกราคม 2557 "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้รับการเชื้อเชิญจากญาติธรรมท่านหนึ่งคือ คุณเสนีย์ ซึ่งเป็นข้าราชกรมพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดนครราชสีมา เราเคยเป็นเพื่อนกันเมื่อครั้งเรียนศิลปกรรมเทคโนโคราช (2527-2528) หลังจากได้พบกันไม่นาน วิถีชีวิตของเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงมาทางธรรม ดังนั้น เมื่อวาน เขาจึงชวนให้ไปสำรวจพื้นที่ "ป่าหุบใหญ่" ซึ่งเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ ในเขตบ้านงิ้ว ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เพื่อจะได้ไปฝึกภาวนากัมมัฏฐานต่อไป  


        เมื่อไปถึงที่นั่น ในราวบ่ายโมง จึงได้พบกับพระอาจารย์สุวิทย์ ท่านเป็นพระมหานิกายและบวชมาแล้วหลายพรรษา เมื่อเจอกันแล้ว ต่างก็ทักทายกันประหนึ่งว่า เคยสร้างบุญบารมีมาด้วยกันหลายภพหลายชาติ ท่านดูมีกิริยาอ่อนน้อม และเคารพในผู้มีธรรม ท่านดีใจและปีติในใจ ด้วยการแสดงออกมาทางวาจาและกิริยา เมื่อทักทายกันพอสมควรแล้ว ท่านจึงพาเดินสำรวจพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ประมาณพันกว่าไร่ ตั้งแต่บ่ายสองโมงจนถึงหกโมงเย็น ใช้เวลาสำรวจพื้นที่โดยการเดินผ่านป่าไม้ ขึ้นเนิน ลงหุบ และเดินรอบแหล่งน้ำ ราว 4 ชั่วโมง สภาพของพื้นที่ป่าแห่งนี้ ดูแปลกกว่าที่อื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ เพราะสภาพพื้นที่ทั่วไปของอำเภอโชคชัย ที่อยู่ติดกับฝั่งอำเภอเฉลิมพระเกียรตินั้น จะเป็นพื้นที่ราบไม่มีภูเขา แต่บริเวณป่าแห่งนี้ กลับมีพื้นที่คล้ายกับหุบเขา มีหุบ มีเนิน ลดหลั่นกันไป ดูสลับซับซ้อนสมกับนามเมืองลับแล และที่แปลกสุดๆก็คือ มีช่องก้อนหินน้ำตก เหมือนอยู่ในภูเขาซุกซ่อนอยู่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "หุบผาหินหัก" พระอาจารย์สุวิทย์บอกว่า เคยพาเณรมาภาวนาที่นี่ และเณรบอกว่า เป็นปากทางเข้าเมืองลับแล และเห็นประตูกำแพงตั้งอยู่บริเวณช่องน้ำตกนี้ 






        ท่านทั้งหลาย ขณะที่พวกเราเดินสำรวจพื้นที่ต่างๆนั้น บางแห่ง บางเนิน บางหุบ เสมือนได้สื่อสารคลื่นบางอย่าง เช่น กลิ่นหอมออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งผู้รู้บอกว่า ภูมินั้นเป็นของพวกเทวดา ภูมิใดของพญานาคก็จะมีน้ำผุดไหลออกมาจากหุบหน้าผา เป็นลำธารไหลทั้งปี 



"หุบผาหินหัก เมืองลับแล"








        พอตกกลางคืน ได้มีชาวบ้านพากันมาสวดมนต์ที่ศาลาชั่วคราว ราวสิบกว่าคน เมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว ในป่าแห่งนี้ จึงเหลือแต่พระอาจารย์ บุรุษผู้หนึ่ง และคุณเสนีย์ บรรยากาศก็เงียบสงบลง ต่างคนก็เข้าที่ภาวนา แม้อากาศจะหนาวเหน็บสักปานใด แต่บุรุษผู้นี้ก็ตั้งใจภาวนาทั้งคืน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ ดั่งที่เคยปฏิบัติมา ก็ปรากฏว่า มีความสงบและรู้สึกที่ดีต่อภพภูมิแห่งนี้ ในโอกาสต่อๆไป คงจะได้มาอาศัยสถานที่แห่งนี้ เป็นที่ปลีกเร้นภาวนา จึงขออนุโมทนา และกราบขอบคุณพระอาจารย์สุวิทย์ และอนุโมทนากับคุณเสนีย์ ด้วยทุกประการ

        ขอเจริญในธรรม
        ดร.นนต์
        23 มกราคม 2557




ตอนที่ 2
"ป่าหุบใหญ่" 
ดินแดนมหัศจรรย์สำหรับนักภาวนา
1 กุมภาพันธ์ 2557




         ต่อมา เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้ถือโอกาสไปปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่อีกครั้ง โดยมีเพื่อนคือคุณเสนีย์ได้ร่วมไปภาวนาด้วย พอตกค่ำคืน ก็มีชาวบ้านเกือบสิบคนมาสวดมนต์ด้วย คืนนี้พระอาจารย์สุวิทย์ ท่านเชิญบุรุษผู้นี้คุยเรื่องธรรมะ และการภาวนาให้ญาติโยมฟัง แม้ว่าบุรุษผู้นี้ จะยังเป็นผู้เรียนรู้อยู่ก็ตาม แต่เมื่อเบื้องหน้า มีผู้ใฝ่ในธรรม สนใจอยากจะฟังเรื่องราวจากเขา จึงจำเป็นต้องเมตตาแสดงออกไปตามภูมิที่มีอยู่  ธรรมทั้งหลายที่แสดงออกไปนั้น แม้อาจไม่บริบูรณ์ดั่งพ่อแม่ครูอาจารย์ แต่ธรรมทั้งหลายก็หลั่งออกมาจากใจเป็นอัตโนมัติ จึงนับเป็นกำลังใจแก่กันได้พอควรแก่เหตุ การสนทนาธรรมใช้เวลานานนับชั่วโมงจึงยุติลง 




         ท่านทั้งหลาย "บุรุษผู้นี้" ตั้งจิตขึ้นต้นธรรมบาทแรก ด้วยภาษาธรรมที่หลั่งออกมาจากใจว่า... "คงมิใช่เหตุบังเอิญที่พวกเราได้มาพบปะสนทนาในวงธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ ท่านลองคิดดูซิ ในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่ได้เกิดในเมืองไทย เมื่อเกิดในเมืองไทยแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อได้นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้ทำบุญเข้าวัดฟังธรรม เมื่อได้เข้าวัดฟังธรรมแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้สวดมนต์ภาวนาสมาธิ เมื่อได้สวดมนต์ภาวนาสมาธิแล้ว จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้พบกับครูอาจารย์พระอริยเจ้า เมื่อได้พบกับครูอาจารย์พระอริยเจ้า ผู้เป็นของจริงของแท้แล้ว จะมีสักกี่คนที่จะได้ร่วมปฏิบัติภาวนากับท่าน เมื่อได้ปฏิบัติภาวนากับท่านแล้ว จะมีสักกี่คนที่จะสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าและพระอรหันต์ ซึ่งนับว่ามีน้อยเอามากๆ 

         ฉะนั้น พวกเราที่พากันดั้นด้นมานั่งสวดมนต์ภาวนาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ จึงนับว่าหายากมากๆ พวกเราจึงนับว่าเป็นผู้ทวนกระแสของชาวโลก เพราะว่า ในยามค่ำคืนแบบนี้ ชาวโลกเขากำลังเพลิดเพลินสนุกสนานอยู่กับอาหารการกิน เพลิดเพลินอยู่กับการหนังการละคร เพลิดเพลินอยู่กับการหลับการนอน ในฟูกหมอนอันแสนสบาย หรือแม้แต่ความวุ่นวายของบ้านเมือง ที่เขากำลังต่อสู่กันอยู่ในขณะนี้ พวกเขาก็กำลังเพลิดเพลินกัน เพราะต่างฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือเสื้อหลากสี ต่างก็คิดว่าเป็นความดี จึงต้องการเอาชนะกัน แต่ความดีที่ว่านั้น มันเป็นแต่เพียงความดีของชาวโลกที่เขา "หลง" กัน ความดีแบบของชาวโลก จึงเดือดร้อนวุ่นวาย ซึ่งต่างจากความดีของชาวธรรม ที่มีแต่ความสงบร่มเย็น แม้ชาวโลกเขาจะตำหนิชาวธรรมไปบ้างว่า เป็นผู้เห็นแก่ตัว ไม่รักชาติรักแผ่นดิน ไม่มาร่วมกันสร้างชาติ  ฉะนั้น ความดีแบบชาวธรรม จึงประหนึ่งว่าทำได้ยาก เพราะความดีของชาวธรรม มีหลักพรหมวิหารสี่ มีความเป็นกลาง และมีความเมตตาต่อสัตว์โลกอย่างเสมอและเท่าเทียมกัน แม้ใครจะผิดจะถูก จะร้ายแสนชั่ว หรือจะดีสุดๆ หรือใครจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม พระธรรมท่านจะเมตตาอย่างเสมอเหมือนกัน ดังนั้น พระธรรมจึงขัดกันกับความปรารถนาของชาวโลก ที่ต้องการเอาชนะและทำลายล้างกันด้วยทิฏฐิ"... 

         และอีกหลายๆเรื่อง ที่พวกเราแลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกัน จึงนับว่าเป็นค่ำคืนแห่งความปีติยินดี ขณะเดียวกัน คุณป้าท่านหนึ่งที่อยู่ชายป่าหุบใหญ่ ได้เล่าเรื่องราวบางอย่างให้ฟังว่า บิดาของท่าน รู้เห็นภายในจากเทวดาว่า ต่อไปจะมีผู้เป็นมงคล ครูอาจารย์ระดับใหญ่บารมีมาก ตลอดจนผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะมาในที่แห่งนี้ และเขายังได้บอกเป็นปริศนาต่อไปว่า ในอนาคต พระพุทธเจ้าจะเสด็จมา ณ ที่แห่งนี้ (ในความหมาย ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระตถาคต) เรื่องนี้เป็นแต่เพียงเรื่องเล่า คงเอาไว้พิสูจน์กันต่อไป 

         อย่างไรก็ตาม ในตอนเช้า พระอาจารย์สุวิทย์ ก็ยังได้เล่าเรื่องราวอาถรรพ์ที่เกิดขึ้นในป่าหุบใหญ่นี้เช่นกันว่า มีชาวบ้านเห็นงูตัวใหญ่มาก อยู่ในป่าแห่งนี้ แต่มีบางคนไม่กลัว จึงไปจับงูซึ่งเป็นบริวารไปขาย ไม่นานชาวบ้านคนนั้น ก็ประสบกับความตาย จึงไม่มีใครกล้ากล้ำกรายเข้าไปทำอะไรในป่าแห่งนี้อีก ป่าและธรรมชาติ จึงเหลือรอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้




         ท่านทั้งหลาย เมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่บุรุษผู้หนึ่ง พระอาจารย์สุวิทย์ และคุณเสนีย์ จึงได้แยกย้ายกันออกไปภาวนา ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบวังเวง "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้อาศัยกระท่อมน้อยอยู่ริมหน้าหุบผาเป็นที่นั่งภาวนา พร้อมกับอธิษฐานจิตว่า จะขอภาวนาตลอดทั้งคืน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับภพภูมิแห่งนี้ และมีเรื่องราวรับรู้เป็นปัตจัตตังบางอย่างเกิดขึ้น อาทิ ในช่วงหัวค่ำ เมื่อบุรุษผู้นี้ได้กางเต็นท์แล้ว ปรากฏว่า มีนกต่างๆ และสัตว์ป่านานาร้องระงม เสียงดังสนั่นตีวงล้อมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พอตกดึกราวตีหนึ่งตีสอง ขณะที่บุรุษผู้นี้ออกไปเดินจงกรมในลานกว้าง ก็ปรากฏมีเสียงสุนัขเห่าหอนระงมดังเป็นทอดๆ จากหมู่บ้านนี้ ไปยังอีกหมู่บ้านที่อยู่ติดกับชายป่า ประหนึ่งว่ามีเหล่าวิญญาณมาขอส่วนบุญ เมื่อแผ่เมตตาไปแล้ว เสียงสุนัขก็เงียบลง ความสงบวังเวง ก็ได้กลับมาปกคลุมผืนป่าอีกตลอดทั้งคืน

          ขอเจริญในธรรม

          ดร.นนต์ 
          3 กุมภาพันธ์ 2557





ตอนที่ 3
นิทานธรรม "อดีตชาติ" ในดินแดนแห่ง
พระกกุสันโธพระพุทธเจ้า
และพระกัสสปพระพุทธเจ้า

         ท่านทั้งหลาย มีพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านหนึ่ง เล่านิทานธรรมให้ฟังว่า "ป่าหุบใหญ่" เคยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาของ "พระกกุสันโธพระพุทธเจ้า" ที่เจริญถึงขีดสุด และมีพระอรหันต์สาวกหลายพระองค์ ได้พากันสร้างวัด ณ ดินแดนแห่งนี้ จนเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา รวมทั้งเคยเป็นเมืองหลวงใหญ่โต อีกทั้งยังเป็นที่รวมของภพภูมิต่างๆ ซ้อนกันอยู่หลายมิติ ดังจะเห็นได้ว่า ด้านหลังกระท่อมน้อยของบุรุษผู้หนึ่ง เป็นหุบผามีลำธารไหลทั้งปี ซึ่งเป็นที่อยู่ของพญานาคสีดำ และธิดาพญานาคอาศัยอยู่ เมื่อชาวบ้านหรือผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เข้าไปในบริเวณแห่งนี้ ต่างก็ได้พบกับงูตัวใหญ่ออกมาปรากฏกายให้เห็น ซึ่งเป็นที่โจษขานกันมาตั้งแต่อดีต จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปจนกระทั่งบัดนี้ 

         อย่างไรก็ตาม ในค่ำคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ อุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้มาบำเพ็ญภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่ด้วย และได้พบกับเรื่องราวที่รับรู้ได้เฉพาะตนว่า พญานาคได้เข้ามากราบไหว้อุบาสิกา ทั้งในร่างของพญานาคและร่างมนุษย์ พร้อมกับเล่านิทานให้ฟังว่า "ณ ที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของพวกเรา ถ้าไม่ใช่พวกท่าน ไม่มีใครอยู่ได้ เพราะดินแดนนี้เคยเป็นบ้านเมืองของท่าน ส่วนบุคคลอื่น หากใครจิตใจไม่ดีเข้ามาในบริเวณแห่งนี้ เราจะปรากฏกายให้เห็น ดังที่ชาวบ้านเล่าขานนั่นเอง"  

         นอกจากนั้น  "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้นิมิตเห็นภาพย้อนไปในอดีตว่า ณ ดินแดนแห่งป่าหุบใหญ่นี้ ชาติหนึ่งเคยเกิดเป็นนายบ้าน และอีกชาติหนึ่ง เป็นผู้นำกลุ่มชนผู้มีอายุยืนยาว และมีร่างกายสูงใหญ่ (ยุคคนแปดศอก) และได้เป็นผู้นำกระทำพิธีอธิษฐานจิต มอบกายถวายชีวิต แด่พระสมณโคดมพุทธเจ้า แรงอธิษฐาน ทำให้ท้องฟ้าสะเทือน พร้อมกับเกิดท้องฟ้าสีทองหมุนวนเต็มท้องฟ้า และเปิดลำแสงสว่างไสว ส่องลงสู่พื้นปฐพีอย่างน่าอัศจรรย์ ดังคำพรรณาต่อไปนี้


อัศจรรย์แห่งป่าหุบใหญ่
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต

อธิษฐานบารมี
ถวายชีวีแด่พระโคดม
พุทธกาลพระกัสสปพุทธเจ้า


 🔹   ณ ยามรุ่งทิวาราตีหนึ่ง
บุรุษผู้ซึ่งภาวนาหนา
ในป่าหุบใหญ่พงไพรพนา
ไปตามประสามาตามลำพัง
ภาวนาไปใกล้เวลาแจ้ง
จิตสำแดงธรรมนิมิตเมื่อครั้ง
ย้อนอดีตกาลเป็นปัตจัตตัง
ว่าเมื่อครั้งพุทธกาลผ่านมา
     🔸 ในอดีตพุทธกาลองค์ก่อน
ประชากรร่างใหญ่สูงสง่า
สูงแปดศอกดั่งโบราณว่ามา
อีกพรรษาอายุสองหมื่นปี
เมื่อครั้งกระนั้น "บุรุษผู้หนึ่ง"
ผู้ซึ่งเป็นผู้นำธรรมวิถี
กล่าวคำสัตย์ "อธิษฐาน" พิธี
ขอถวายชีวีแด่พระโคดม
     🔹 เมื่อกล่าวคำจบพบอัศจรรย์
เสียงลั่นครันพลันคล้ายฟ้าถล่ม
เมฆสีทองวนมาเป็นวงกลม
เหนืออาศรมเขตมณฑลพิธี
ไม่นานพลันเมฆาท้องฟ้าเปิด
ส่องแสงเลิศเพริดพรายลงในที่
สว่างจ้าลงสู่ปฐพี
ต่างปีติยินดีสาธุการ
     🔸 อันว่าธรรมนิมิตลิขิตนี้
คือความดีในวัฏสังสาร
ที่สร้างสมไว้ในบรรพกาล
"อธิษฐาน" หนึ่งใน "ทศบารมี"
ครั้นครามาถึงกึ่งพุทธกาลนี้
ถึงคราวความดีมีตามวิถี
อีกทั้ง "แสนกัป" นับว่าพอดี
นิมิตนี้จึงแสดงออกมา
     🔹 อันว่าที่มาแห่งป่าหุบใหญ่
หลวงพ่อฉลวย ช่วยไขปริศนา
ว่าอดีตกาลนมนานผ่านมา
คราศาสนาพระกกุสันโธ
ดินแดนแว่นนี้คือแผ่นดินทอง
ชนแส้ซ้องในธรรมนำสุขโข
พุทธศาสนารุ่งเรืองเติบโต
วัดวาโอ่อ่าประชาอยู่ดี
     🔸 แผ่นดินนี้มีธรรมคำ้แผ่ปรก
เจริญแล้ววกเสื่อมตามสัจวิถี
สลับเปลี่ยนไปหลายอสงไขยปี
วัฏวนนี้คือสัจธรรม
หลวงพ่อว่า มีวัดเก่าใต้พื้นดิน
เคยเป็นถิ่นพระอรหันต์ค้ำ
ผู้เพียรกล้ามาปฏิบัติธรรม
อาจพบธรรมล้ำในแดนพระสัทธา

        ดร.นนต์ รจนาแทนบุรุษผู้หนึ่ง
       🔸 เหตุเกิด ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
           🔸 ณ ป่าหุบใหญ่ ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา


ตอนที่ 
"สภาวธรรม" วันปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่
13 กุมภาพันธ์ 2557

          ท่านทั้งหลาย มีนิทานธรรมเรื่องหนึ่ง เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ของนักภาวนา เสมือนว่า "เป็นความจริงและไม่จริง" ดังบันทึกต่อไปนี้ 

          ในค่ำคืนแห่งวันโกน 13 กุมภาพันธ์ 2557 ก่อนวันพระใหญ่ มาขบูชา... "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้ถือโอกาสไปปลีกวิเวกภาวนา ณ "ป่าหุบใหญ่" ดินแดนมหัศจรรย์ โดยมีเพื่อนได้ร่วมเดินทางไปภาวนาด้วย ในค่ำคืนแห่งวันโกนนี้ ทั้งป่ามีเพียงแค่บุรุษสองคน ที่อยู่ในป่าลึกลับแห่งนี้ เมื่อค่ำลง ทั้งสองได้แยกย้ายกันออกไปภาวนาตามอัธยาศัย และอยู่ห่างกันมากพอควร บรรยากาศก็เงียบสงบและวังเวงลง โดยบุรุษผู้หนึ่งได้อาศัยกระท่อมน้อยข้างใน ที่อยู่ติดกันกับวังของพญานาค ส่วนคุณเสนีย์เลือกที่จะไปอาศัยกระท่อมข้างนอกเป็นที่ภาวนา เพื่อปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็งเสียก่อน





           ท่านทั้งหลาย การภาวนาในค่ำคืนนี้ มีประสบการณ์หลายอย่างที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยมิมีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมาให้หลงใหล เพียงแต่อยากจะสร้างกำลังใจให้แก่นักภาวนา  ดังปรากฏการณ์ต่อไปนี้

        1) ใจรักษาธรรม ธรรมรักษาใจ 
           ในขณะที่บุรุษผู้หนึ่ง กำลังสวดมนต์และแผ่เมตตา ก็ปรากฏคลื่นสัมผัสแผ่เข้ามามากมาย แม้จะไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน แต่จิตเสมือนรับรู้ถึงผู้มาเยือน "เสมือนว่า" เป็นภูมิเจ้าถิ่น เข้ามาหาระลอกแล้วระลอกเล่า แม้การรับรู้จะยังไม่ชัดแจ้งในความเป็นจริง แต่อาการขนลุกขนพองก็บังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้นี้ ไม่ได้มีความหวาดกลัว มีแต่ความสำรวมในกายวาจาใจ  ความไม่มีดีอะไร เพราะไม่มีอะไรจะไปอวดเก่งใส่ผู้ใด มีแต่ความเมตตา มีแต่ความอ่อนน้อม และนับถือในความเป็นธรรมชาติของกันและกัน จิตจึงตั้งมั่นอยู่กับการภาวนา แม้จะมีสิ่งใดปรากฏขึ้นมา จิตก็เฝ้าระวังความคิดว่า จะหวาดหวั่นไปกับสิ่งรอบข้างหรือไม่ แม้บางช่วง จะมีลมกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง มีกิ่งไม้หักหล่นใส่เต็นท์เสียงดัง และมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมา แม้เต็นท์จะเปิดรับลมและฝนอย่างเต็มที่ หรือจะเปียกปอนก็ตาม แต่ขณะนั้น จิตได้รวมลงอย่างหนักแน่น จิตจึงไม่หวาดหวั่น เปียกเป็นเปียก ไม้จะหล่นใส่หัวก็ชั่งมัน ให้รักษาสมาธิและรักษาธรรมเอาไว้ แม้จะตายก็ยอม สุดท้าย จิตก็รักษาธรรมเอาไว้ได้ตลอดคืน


          2) ทุกข์ข้ามภพข้ามชาติ 
          ต่อมา ขณะที่จิตตั้งมั่น จิตเกิดวิจารณ์ "เสมือนว่า" มีเธอผู้เป็นธิดาพญานาค ที่อยู่ในวังข้างกระท่อมน้อย มารำพึงรำพันถึงผู้เคยเป็นคู่บารมี ที่กำลังภาวนาอยู่กระท่อมข้างนอก เพราะชายผู้เป็นที่รักของเธอ ยังไม่กล้าเข้ามาภาวนาที่กระท่อมข้างใน เมื่อพิจารณาไป จิต "เสมือน" เห็นสภาวะความทุกข์ของเธอ แม้ข้อเท็จจริงที่สัมผัสได้ด้วยใจ จะยังไม่กระจ่างว่าเท็จจริงแค่ไหน หรือจิตจะปรุงแต่งหรือไม่ แต่บุรุษผู้นี้ ก็ได้ถือโอกาสตามสภาพจิตที่ผุดขึ้นมา ให้เป็นประโยชน์ จึงพิจารณาเรื่องของทุกข์อริยสัจ เพื่อแสดงธรรมสังเวชทั้งต่อ "ตัวเอง" และ "ตัวเธอ" ไปตามสติปัญญา จากสัญญาความจำหมายไปว่า

          "แม้ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นทุกข์ แม้ความรักความเกลียด ความชังก็เป็นทุกข์ แม้ความพลัดพรากจากของรักของเจริญใจก็เป็นทุกข์ แม้ความรำพึงรำพันก็เป็นทุกข์ แม้ความคับแค้นแสนทุกข์ใจก็เป็นทุกข์ แม้ความเศร้าโศกเสียใจก็เป็นทุกข์ แม้ความไม่สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ และแม้แต่ขันธ์ห้าก็เป็นทุกข์ พิจารณาไปเท่าไร ก็เห็นแต่ความทุกข์ทั้งของเรา ของเขา และของเธอ ทุกข์มากแท้หนอ เกิดกี่ภพกี่ชาติ เกิดเป็นอะไรๆ ก็หนีไม่พ้นทุกข์อริยสัจ แม้ตายจากกัน อยู่กันคนละภพภูมิแล้ว จิตก็ยังรำพึงรำพัน จิตยังยึดมั่นหลงใหลอยู่ในความรัก แม้พลัดพรากจากกันไปนานแสนนาน ก็ยังเฝ้ารอกันอยู่ได้ เราก็ไม่ต่างจากเธอหรอก เราก็หลงจนเป็นทุกข์เหมือนกันกับเธอ มาทุกภพทุกชาติ ทุกข์ในความรัก ทุกข์ในกามตัญหาแลราคะ อันเป็นห่วงรัดตรึงใจ จึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสังสารไม่สิ้นสุด 

          ยิ่งพิจารณาไปเท่าไร ก็ยิ่งสงสารทั้งตัวเธอและตัวเองมากเท่านั้น พิจารณาลึกลงไปอีกในกายสังขาร เมื่อแตกดับไปก็กลายไปเป็นดิน ไม่เหลือเป็นตัวเป็นตน เหลือแต่ใจที่ยังหลงใหลในกันและกัน กี่ภพกี่ชาติก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น เกิดใหม่ในร่างใหม่ความทรงจำก็สูญหาย และก็ไปเป็นสามีหรือภรรยาของผู้ใหม่อยู่เรื่อยไป ไม่แน่นอน จึงได้แต่สงสาร พลันน้ำตาก็หลั่งไหลออกมา ระลอกแล้วระลอกเล่า ร้องออกไปไม่อายผู้ใด เพราะได้เห็นสัจธรรมในความเป็นจริงของทุกข์อริยสัจ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาในกาลขณะนั้น จิตจึงมีความห้าวหาญเด็ดเดี่ยว พลันลั่นสัจอธิษฐานออกไปว่า 

          "ข้าพระพุทธเจ้า ขออธิษฐานจิตบารมี หยั่งลงในพื้นปฐพีแห่งนี้ และขอปักลงใจกลางสามแดนโลกธาตุว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะขอเพียรภาวนา เพื่อละกิเลสออกไปจากใจให้ถึงที่สุด ข้าพระพุทธเจ้า จะขอเพียรละกามตัณหาแลราคะ อันเป็นสังโยชน์ทั้งหลาย นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป" 

          พลันจิตเกิดปีติซาบซ่าน แลตื่นเบิกบานอย่างอัศจรรย์ เมื่อรู้เห็นสภาวะนั้นแล้ว จิตก็ "ละวางสภาวะนั้น" ลงในทันที อุปาทานก็ดับลง แม้ความปีติยินดีและน้ำตาที่หลั่งไหลเมื่อสักครู่ ก็เหือดแห้งดับลงไปในทันใด ไม่หลงเหลือความยึดมั่นในสภาวะนั้นอีก ยังเหลือแต่ความทรงจำ เพื่อมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น ส่วนสภาวะความจริงแท้ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นที่ใจ มิสามารถยกออกมาอธิบายเป็นตัวอักษรได้ทั้งหมด


          3) กระท่อมข้าใครอย่าแตะ 
          ต่อมาในช่วงตีสามกว่า ขณะที่บุรุษผู้นี้กำลังนั่งภาวนา ปรากฏว่า เพื่อนละเมอเสียงดังลั่นข้ามป่ามาอยู่นาน จิตพิจารณาเห็นความไม่ปรกติ จึงได้แผ่บุญไปถึง พอตอนเช้าได้สอบถาม จึงได้ความว่า คืนนี้เขาก็ภาวนาดี แต่เผลอหลับไป มารู้สึกตัวว่ามีคนกำลังบีบคอ จึงต้องร้องขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวแล้ว เขาจึงลุกขึ้นมาภาวนาและเดินจงกรมต่อจนสว่าง เมื่อทราบเรื่องราวแล้ว จึงให้กำลังใจเขาไปว่า ภพภูมิเขาคงอยากให้ภาวนากระมัง จึงหาวิธีปลุกเรา เขาคงไม่คิดร้ายหรอก ค่อยๆเรียนรู้ไป แล้วจิตใจจะเข้มแข็งขึ้น  ความจริงมาทราบในภายหลังจากอุบาสิกาท่านหนึ่งว่า มีวิญญาณสองตายายตรงกระท่อมข้างนอกนั้น คือวิญญาณของตาชมกับยายขวัญ เขาหวงสถานที่ และที่ผ่านมา หลายๆคนจึงอยู่กระท่อมนี้ไม่ตลอดทั้งคืน


         4) จิตสว่างไสว 
         ต่อมา ในช่วงตีสี่ ขณะที่บุรุษผู้นี้ภาวนา ปรากฏว่า จิตรวมสงบลง มีแสงสว่างเกิดขึ้นหลายครั้ง ช่วงหนึ่งจิตสว่างไสวจัดจ้า "ดุจอาทิตย์ดวงใหญ่" ส่องแสงสว่างไสวขึ้นเหนือกระท่อม ทางทิศตะวันออก มันเกิดขึ้นในท่ามกลางความมืด ชั่ง "อัศจรรย์" จริงหนอ ต่อมาจิตบอกตัวเองว่า ญาณกำลังจะเกิดขึ้น พลันภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเป็นชั้นๆ เลื่อนไปเหมือนกับภาพสไลด์ แต่ภาพนั้นเคลื่อนไหวได้ จิตมีสติเฝ้าดูอยู่ไม่ปรุงแต่ง จิตเห็นความไม่เที่ยงแล้วจึงปล่อยวาง ต่อมาใกล้สว่าง จิตแยกออกจากกาย สติไม่คลายยังตั้งมั่นอยู่ จิตขอเรียนรู้ จึงกำหนดจะไปในที่ใด แม้จะยังควบคุมทิศทาง และความเร็วยังไม่ได้ ด้วยจิตยังไม่มีพลังพอ แต่จิตก็ได้เรียนรู้พอแล้ว จึงไม่ติดใจหรือหลงใหลในสิ่งนี้อีก จิตจึงหลีกถอยกลับมา และออกจากสมาธิ ในเวลา 05.50 น. เรื่องราวของนิทานธรรมจึงจบลง

         ท่านทั้งหลาย เรื่องเล่านิทานธรรมนี้ เป็นเพียงประสบการณ์ของนักภาวนา และความจริงแท้ทั้งหลาย ก็ยังไม่ชัดแจ้ง จึงโปรดใช้วิจารณญาณกันเอาเอง หรือจะอ่านเล่นเป็นเพียงนิทานธรรม ก็พอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้ จึงขออนุโมทนาครับ

         ขอเจริญในธรรม
         ดร.นนต์
         15 กุมภาพันธ์ 2557



ตอนที่ 5
อัศจรรย์ธรรมปฏิบัติ 
วันปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่
27-30 เมษายน 2557

          ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2557 บุรุษผู้หนึ่ง พร้อมคณะญาติธรรมอีกสามท่าน ได้ไปปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่ ดินแดนแห่งเมืองลับแล ที่น้อยคนนักจะกล้าเข้าไป การไปในครั้งนี้ ก็เพื่อไปฝึกจิตฝึกใจ ดั่งเช่นนักกัมมัฏฐาน ซึ่งบุรุษผู้นี้ ก็เคยไปภาวนาตามลำพังมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์ ก็เคยไปเยือนมาแล้วครั้งหนึ่ง 

          อย่างไรก็ตาม การมาภาวนาในครั้งนี้ จะต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาคือ พวกเราได้เรียนรู้ภูมิเจ้าที่มากขึ้น เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ระหว่างนักภาวนาและชาวโลกทิพย์ว่า จะอยู่อย่างไร จึงจะไม่เป็นการเบียดเบียนกัน นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่นักภาวนาพึงควรเรียนรู้ ดังจะขอเล่านิทานธรรม เพื่อเป็นทั้งอุทาหรณ์ และกำลังใจให้แก่นักภาวนาดังนี้



ความปีติระคนความลำบากใจของภูมิเจ้าถิ่น

          ท่านทั้งหลาย ขอเริ่มเรื่องเล่านี้ว่า ชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนใหญ่จะมีความปีติเบิกบาน เมื่อมีนักภาวนา หรือนักปฏิบัติที่เป็นสัมมาทิฏฐิเข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขา เพราะต่างก็ได้รับกระแสบุญ และความเมตตาแผ่ไปมิมีประมาณ หากโชคดี พวกเขาก็อาจจะได้รับฟังธรรมจากนักภาวนา ดั่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์พระอริยเจ้า ท่านดำเนินปฏิทาเป็นตัวอย่างมาแล้ว 

          เรื่องเล่านี้ก็เช่นกัน กล่าวคือ ณ ดินแดนป่าหุบใหญ่แห่งนี้ ที่ผ่านมาทุกครั้ง ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งเข้าไปภาวนา ณ กระท่อมน้อยที่อยู่หุบผาริมธาร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาคตามลำพัง ก็ได้รับการต้อนรับที่ดี เพราะที่ผ่านๆมา ไม่มีผู้ใดเคยกล้ากล้ำกรายเข้าไปในบริเวณนี้ หรือหากเข้าไป ก็ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดทั้งคืน จำต้องเผ่นออกมาแทบไม่ทัน แต่ด้วยอานิสงส์และบุญเก่าที่บุรุษผู้นี้ อาจเคยเกิดบำเพ็ญบารมีอยู่ในบริเวณแห่งนี้ มาหลายภพหลายชาติ อีกทั้งเป็นผู้ไม่มีดีไปอวดเก่งต่อผู้ใด มีแต่ความเมตตา และความบริสุทธิ์แห่งจิตใจ ที่อยากจะเพียรละกิเลสออกไปจากใจ จึงได้รับไมตรีจิตจากเจ้าของถิ่นเป็นอย่างดี 

           แต่การมาของคณะในครั้งนี้ แม้เขาจะได้รับบุญกุศล และมีความปีติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักภาวนากลับไปสร้างความลำบาก หรือความอึดอัดในวิถีการดำรงอยู่ของพวกเขา ซึ่งว่ากันว่า มีทั้งบริวารลูกเล็กเด็กแดงเช่นกันกับมนุษย์ เพราะหากนักภาวนา ไปอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ก็คงไม่เป็นไร เขาก็น้อมรับด้วยความปีติยินดี เพราะได้รับคลื่นกระแสบุญอันสงบร่มเย็นจากนักภาวนา แต่เมื่ออยู่นานเข้า หรืออยู่หลายวัน เสมือนจะเป็นการไปอยู่แบบถาวร พวกเขาย่อมได้รับความลำบากในการอยู่อาศัย เสมือนกับแขกมาเยือนบ้าน แรกๆเจ้าของบ้านย่อมยินดีต้อนรับให้อยู่ค้างคืนได้ แต่หากอยู่หลายวันหลายคืนเข้า ความเคยชินที่เจ้าของบ้านเคยอยู่แบบสบายๆ ก็กลายเป็นความอึดอัดที่บอกไม่ถูก 

          นี้ก็เช่นกัน แม้ชาวโลกทิพย์ เขาจะเกรงกลัวต่อบาป และไม่กล้าล่วงเกินผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ยิ่งกว่าชาวมนุษย์ แต่เมื่อลูกหลานของพวกเขา ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างปรกติได้ เขาจึงมีอุบายในการที่จะเชิญนักภาวนา ออกไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยของเขา ด้วยวิธีการต่างๆ ดั่งที่เราเคยได้ยินเรื่องราวในพระไตรปิฎก ที่ปรากฏเรื่องราวว่า มีพระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวนหนึ่ง ได้ออกไปปลีกวิเวกอยู่ตามป่าและโคนต้นไม้ แรกๆ รุกขเทวดาเขาก็ปีติยินดี และรีบลงลงมาจากต้นไม้ เพราะเกรงกลัวต่อบาปที่เขาอยู่สูงกว่าพระ แต่พอเหล่าภิกษุสงฆ์คิดจะอยู่จำพรรษา ชาวเทวดาก็เดือดร้อน จึงเนรมิตกลิ่นเหม็นรบกวนพระภิกษุเหล่านั้น จนทนไม่ได้ 

          ท่านทั้งหลาย เมื่อกาลเวลาล่วงมาถึงกึ่งกลางพุทธกาลแล้ว เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ ก็เกิดให้เห็นเป็นประจักษ์อีกครั้ง เมื่ออุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้เข้าไปอาศัยพักภาวนาในกระท่อมน้อย ที่อยู่ข้างหุบผาริมธารด้านใน ซึ่งเป็นกระท่อมที่คุณเสนีย์สร้างไว้ อุบาสิกาเล่าให้ฟังว่า แรกๆเขาก็ยินดี แต่พอวันที่สอง เขากลับคิดหวงสถานที่ขึ้นมา จึงหาวิธีที่จะเชิญให้ท่านออกไป ครั้นจะกระทำด้วยฤทธิ์รบกวนแบบตรงๆ เขาก็คงเกรงกลัวต่อบาป จึงได้แสดงนิมิตให้อุบาสิกาได้ทราบว่า เขาไม่พอใจ เพราะกระท่อมน้อยหลังนี้ เป็นที่อยู่ของธิดาพญานาค และเขาบอกว่า ลูกหลานและบริวารของพวกเขาเดือดร้อน เมื่อทราบเรื่องราวที่คาดไม่ถึงแล้ว อุบาสิกาจึงถอนตัวออกมาภาวนาอยู่ที่ศาลาข้างนอก 

          ส่วนบุรุษผู้หนึ่ง ก็ขอถอนออกมาเช่นกัน ด้วยเกรงพวกเขาจะลำบาก และเกิดกรรมไปมากกว่านี้ เพราะนักภาวนาไม่ยึดติดในสถานที่ ไม่ยึดติดในภูมิใดๆอีกแล้ว ก็เพราะรู้ว่า ความยึดติดในภพภูมิ สถานที่ และสิ่งต่างๆ จึงทำให้มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสารมิสิ้นสุด จึงได้แต่เวทนาและสงสารพวกเขา เมื่อคณะของพวกเราถอนตัวออกมาภาวนาในสถานที่ข้างนอก ซึ่งเคยเป็นวัดเก่าแก่มาแต่ครั้งพุทธกาลก่อนแล้ว ก็ได้รับความสงบโล่งแจ้งดี

           ท่านทั้งหลาย เมื่อคณะของพวกเรา ออกมาภาวนาอยู่ข้างนอกแล้ว อุบาสิกาเล่าให้ฟังว่า พญานาคและธิดาสองพ่อลูกได้สำนึก จึงเข้ามากราบขอโทษขออภัย ที่พวกเขาได้ล่วงเกินผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยมิมีเจตนาจะล่วงเกินไปมากกว่านี้ เมื่อพวกเราทราบแล้ว พวกเราก็ขอโทษพวกเขาด้วยเช่นกัน ที่ไปสร้างความลำบากใจ ให้บังเกิดขึ้นโดยมิมีเจตนา แต่พวกเราก็มาเพื่อการเพียรละกิเลสออกไปจากใจ และหวังว่า จะมาช่วยพวกท่านให้มีความสุขร่มเย็นได้บ้าง ตามบุญวาสนาของพวกเรา จึงไม่มีเจตนาที่จะมายึดภูมิ หรือยึดสถานที่ของผู้ใด เพราะพวกเราเห็นโทษเห็นภัยของการยึดติดทั้งหลายแล้ว ขอให้ท่านจงสบายใจ และให้อยู่อาศัยตามปรกติต่อไปเถิด ส่วนพวกเราก็จะภาวนา โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อกัน 

           เป็นอันว่า เมื่อสื่อสารเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงนับเป็นอุทาหรณ์ และข้อเตือนใจสำหรับนักภาวนาว่า แม้เราจะอยู่ต่างภูมิต่างมิติกัน ก็ควรเคารพในธรรมชาติของกันและกัน ให้มีความเมตตากรุณาและเกื้อกูลต่อกัน ไม่อวดดีอวดเก่งต่อกัน จึงจักสมควรแก่การได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา จึงจะนับว่า ไม่เสียชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกชาติหนึ่ง



วิญญาณผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ

          ท่านทั้งหลาย นอกจากคณะของพวกเรา จะเผชิญกับพญานาค และชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ยังได้เผชิญเรื่องราวของชาววิญญาณ ผู้เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ปะปนอยู่เช่นเดียวกันกับสังคมของชาวมนุษย์ คือ มีกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนเนินข้างริมธาร ที่อยู่ตรงข้ามกับกระท่อมน้อยของบุรุษผู้หนึ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณสองสามีภรรยา คือ วิญญาณของตาชมกับยายขวัญ วิญญาณฝ่ายสัมมาทิฏฐิ ได้มาเล่าให้อุบาสิกาฟังว่า ยายขวัญหวงที่อยู่อาศัยมาก แม้แต่บริเวณลานบ้าน ก็ไม่อยากให้ใครเข้าไป ซึ่งหลายๆคนได้เผชิญมาแล้ว บางคนก็โดนบีบคอ บางคนก็รีบเก็บกลดเก็บข้าวของแทบไม่ทัน บางครั้ง ก็ดลบันดาลให้มดแดงเข้ามาไต่กัดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สร้างความฉงน และต้องย้ายกลดทันทีมาแล้ว เรื่องราวแบบนี้ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักภาวนา เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้ จะช่วยสร้างนักภาวนา ให้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น ถ้าหากยังไม่สามารถผ่านเรื่องราวแบบนี้ไปได้ ก็จะไม่สามารถเห็นธรรมได้ ดังนั้น นักภาวนา ควรหาโอกาสออกไปปลีกวิเวกภาวนา ในสถานที่ต่างๆ จึงจะรู้ใจของตัวเองมากขึ้นตามลำดับ

กระท่อมภาวนา ภูมิของวิญญาณผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ



"ดวงธรรมสว่าง" 

          ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนที่สามนี้ มีชาวบ้านจำนวนสี่ห้าคน ได้มาสวดมนต์ภาวนาร่วมกันในศาลา โดยมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้นำทำวัตร และพานั่งภาวนาสมาธิ  อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาวนา "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้อธิษฐานบารมีว่า "หากข้าพเจ้ามีบุญบารมี ก็ขอให้บังเกิดสิ่งอัศจรรย์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ชาวคณะ เพื่อเป็นสักขีพยาน" เมื่อเริ่มภาวนา สมาธิก็ตั้งมั่น จิตเข้าสู่สภาวะสว่างและโล่งสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จิตได้พิจารณาธรรมบางอย่าง ขณะที่จิตรำพึงรำพันถึงบุญบารมีที่เคยสร้างสมมา จิตก็ผุดระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ พ่อแม่ครูอาจารย์ จึงอธิษฐานจิต ขอปฏิบัติเพื่อบูชาคุณพระพุทธองค์ และพ่อแม่ครูอาจารย์  พลันจิตก็รับรู้ในกุศลที่ย้อนไหลกลับ แผ่ซ่านไปทั้งกายและใจ จิตจึงตื่นเบิกบานเป็นที่สุด

          อย่างไรก็ตาม ขณะที่ภาวนากันอยู่นั้น คุณเสนีย์ที่ภาวนาอยู่ข้างนอกศาลา ได้แลเห็นดวงไฟสว่าง ขนาดเท่ากำปั้นด้วยตาเนื้อ "ดวงสว่าง" ลอยเคลื่อนตัวมายังศาลา ขณะที่คณะกำลังภาวนาอยู่ ขณะเดียวกันอุบาสิกาก็ได้เห็น "ดวงธรรม" สีฟ้าครามใสสว่างไสวขนาดใหญ่ พุ่งออกมาจากพระพุทธรูป พุ่งตรงเข้าไปในกายของบุรุษผู้หนึ่ง ส่วนคุณครูท่านหนึ่ง ก็เห็นพ่อแม่ครูอาจารย์ เมตตามาโปรดชาวคณะ ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกันกับที่บุรุษผู้หนึ่งอธิษฐานจิต

ชาวบ้านมาร่วมสวดมนต์และภาวนาสมาธิ


          เมื่อบุรุษผู้หนึ่ง มีจิตใจที่ตื่นเบิกบาน จึงออกไปเดินจงกรมต่อ จิตเห็นสิ่งใด ก็พิจารณาสัจธรรมไปตามปัญญาและสัญญาที่มี ตาแลเห็นความมืดทะมึนทึม จิตผุดรู้พิจารณาตามทันทีว่า อ๋อ...ความมืดเป็นธรรมชาติของเขา เขาทำหน้าที่ของเขาอยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าผู้ใดกำลังกลัวความมืดอยู่ และเขาก็ไม่รู้ว่าเขาคือความมืด แต่มนุษย์ไปสมมุติเขาขึ้นมาว่า เป็นความมืด แล้วใจก็ไปยึดมั่นเอา พร้อมกับปรุงแต่งขึ้นมาว่า ในความมืดนั้น มีสิ่งน่ากลัวมากมาย ชั่งโง่เง่าจริงหนอเรา เอ้าแล้วที่กลัวผีกลัววิญญาณ กลัวงู กลัวเสือ กลัวช้าง กลัวสัตว์สารพันนั้นเล่า มันเพราะเหตุอะไร เอ้าก็เราเคยเกิดเป็นผีเป็นวิญาณ เป็นพญานาค เป็นพรหม เป็นเทวดา และสิงสาราสัตว์นานาแทบทุกชนิดมาแล้ว แล้วเรายังไปหลงกลัวตัวเองอยู่ทำไม โอ้...เรามันโง่มาตั้งนาน โง่มาตั้งกี่ภพกี่ชาติกันแล้ว โง่หลง "กลัวตัวเอง" อยู่ได้ เพราะเราถูกอวิชชาครอบงำเอาไว้ จึงไม่รู้ไม่เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว เราก็เคยเกิดเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้มาแล้วทั้งนั้น ก็เพราะร่างกายสังขาร และภพภูมิต่างๆ ที่เราเคยเกิด เคยตาย และเคยเป็น มันไม่เที่ยง เพราะมันเป็น อนิจจัง และเป็น อนัตตา ตายไปแล้วก็ไม่เหลือเป็นตัวเป็นตน แม้พื้นดินที่เรากำลังเหยียบและเดินจงกรมอยู่นี้ ก็เคยเป็นที่ฝังร่างและกระดูกของเรามาหลายภพหลายชาติ เมื่อกลายเป็นดินไปแล้ว มันก็ยังหาตัวตนไม่เจอ ยังเหลือแต่วิญญาณ เร่ร่อนไปเกิดในภพภูมิต่างๆ วิญญาณนี้เอง เป็นที่รวมของทุกข์ เมื่อไปเกิดในภพภูมิใด ใจก็เป็นผู้ไปยึดเอา "ทุกขัง" ทุกข์จึงมาขังอยู่ที่ใจไม่สิ้นสุด เพราะอวิชชาเป็นผู้ครอบงำจิตใจของเราไว้นี้เอง จึงรู้ไม่เท่าทันกิเลส 

          เมื่อพิจารณาไป จิตเสมือนรู้ทันกิเลส ใจก็ห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวขึ้นมา พร้อมกับปรากฏสิ่งอัศจรรย์บังเกิดขึ้นที่ใจ ความสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหว  ดังครืนๆ เคลื่อนมาปะทะที่ใจ เสมือนกิเลสถูกทำลายออกไปจากใจ แล้วเหลือไว้แต่ความโล่งเบาสบาย แม้ "สภาวธรรม" ที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นอะไรก็ชั่งเถอะ มันก็เป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตา ใจจึงได้ละวางในสภาวะนั้นลง ยังเหลือแต่ความทรงจำ ที่พอจะนำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม เรื่องราวนิทานธรรมที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เป็นแต่เพียงประสบการณ์หนึ่ง ของผู้ที่ยังไม่สิ้นกิเลส อย่าได้เอาไปเป็นครูอาจารย์ ให้เอาพระพุทธเจ้าเป็นครูอาจารย์เท่านั้น ก็ขอให้อ่านเล่นเป็นแต่เพียงนิทานธรรม ก็พอจะอนุโลมเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันได้ และท้ายสุด ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย มีความสุขเพลิดเพลินในการอ่าน ทุกท่านเทอญ

          ขอเจริญในธรรม
          ดร.นนต์ 
          1 พฤษภาคม 2557


ตอนที่ 6
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต
"ป่าหุบใหญ่" เกิดตายมาหลายชาติ

        ๓๑ มกรา ๒๕๕๘              
คราแสงแดดแผดน้อยแล้วหนา
สองหนุ่มแก่ชวนกันไปภาวนา      
ในดงป่าหุบใหญ่ไร้ผู้คน
หนึ่งนี้ เคยไปมาก็หลายครั้ง        
สองนั้น ทั้งที่ไปก็หลายหน
พากันไปอีกครั้งเพื่อฝึกตน          
ต่างคนค้นหากิเลสในใจ
     
        คืนนี้มีแต่เราในไพรป่า          
อีกหนึ่งหลวงตาภาวนาอยู่ใกล้
ต่างคนต่างภาวนาตามใจ            
อัธยาศัยของใครของมัน
คนใกล้แก่แต่ใจหนุ่มมุ่งมั่น          
ทุกคืนวันหมั่นภาวนาหนา
ขี้เกลียดขยันก็ภาวนา                
ตามครูบาอาจารย์ท่านพาทำ

       คนใกล้แก่ภาวนาใกล้แจ้ง       
จิตสำแดงแจ้งใจเลิศล้ำ
จิตสงบพบกับสภาวธรรม             
ระลึกย้ำอดีตชาติที่ผ่านมา
โอ้ว่า ป่าหุบใหญ่ แห่งนี้              
ไม่รู้กี่ปีกี่ชาติแล้วหนา
เวียนว่ายตายเกิดสลับไปมา          
ไม่รู้ว่าจะกี่หมื่นล้านปี

        เห็นภาพภพภูมิสมัยก่อนเก่า     
เสมือนเราเคยเกิดในภูมินี้
ตั้งแต่มนุษย์ในป่าพงพี                
ดำรงวิถีในป่าดงดอย
มนุษย์โบราณหากินเร่ร่อน            
หาบแบกคอนไปเป็นกลุ่มย่อย
ไม่มีศาสนาจึงหลักลอย               
สังคมน้อยในป่าพนาไพร

        ภพภูมิเก่าแก่อีกสมัยหนึ่ง        
ยังคงพึ่งพาพืชผลนาไร่
เห็นผู้คนคาดไถไร่นาไป              
ทุกข์สุขสบายในบรรพกาล
ภพหนึ่งซึ่งเคยเกิดเป็นสุนัข          
มีถิ่นพำนักในป่าสังสาร
ไม่รู้ว่าทุกข์หรือสุขสำราญ            
ชั่งมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

        ภพต่อมาเห็นว่าเจริญขึ้น        
ผู้คนดาษดื่นมีบ้านอาศัย
ผู้คนจอแจผ่านมาผ่านไป             
อัธยาศัยมีมิตรไมตรี
บ้านหนึ่งเห็นว่ามีรูปวาดแต้ม         
รูปคนแกมอักษรภาพวาดสี
ตื่นตา ต้องใจ แต่งแต้มงามดี        
อันตัว “เรา” นี้คือศิลปิน

       จิตท่องอดีตไปในอีกมิติ         
สติ สมาธิ รู้ตัวสิ้น
ภาพเคลื่อนเลื่อนไปในแผ่นดิน       
ภพภูมถิ่นอดีตบรรพกาล
เห็นภาพ “อดีต” ขีดเส้นเวลา        
ภาพ “อนาคต” ผุดมาเป็นพยาน
บังเกิดในตอนเช้าเป็นหลักฐาน      
ว่าทัศนญาณนั้นเป็นความจริง

       เมื่อหนังฉายได้เวลาอวสาน     
จิตสำราญกลับสู่กายสุขยิ่ง
จิตตื่น กายตื่น ในความเป็นจริง      
ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปธรรมดา         
ล้วนว่าอนัตตา แลทุกขัง
รู้ทุกขัง อริยสัจจัง                     
นิพพานัง ปัจจโย โหตุ

       ขอเจริญในธรรม
       ดร.นนต์ รจนาแทนบุรุษผู้นั้น
       ณ ป่าหุบใหญ่ บ้านงิ้ว 
       ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา
       เหตุเกิด 31 มกราคม 2558