ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรมทาน

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ทางธรรม

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

(321) อัศจรรย์ย้อนรอยธรรม ป่าหุบใหญ่ เมืองลับแล




ตอนที่ 1
"ปฐมบท" แห่งป่าหุบใหญ่
22 มกราคม 2557
ท่านทั้งหลาย มีนิทานธรรมเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คือ ในขณะที่บุรุษผู้หนึ่งนอนภาวนา จิตสงบคล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตได้ออกไปท่องเที่ยวในภพภูมิอีกมิติหนึ่ง ถึงเมืองบังบด หรือที่เรียกกันว่า "เมืองลับแล" ภาพแรกที่เห็น คือ มีทางเดินตัดลึกเข้าไปในพื้นดิน เดินเข้าไปไม่นาน ก็เห็นทางสามแพร่ง จึงเลือกเดินเข้าไปทางซ้ายก่อน เดินเข้าไปได้สักพัก จึงเจอหมู่บ้าน แต่ภายในใจบอกว่า สถานที่นี่ มิใช่บ้านเมืองของมนุษย์ จึงเดินต่อไป ไม่นานก็ได้พบกับชาวบ้าน แต่แปลกที่ผู้คน ดูหน้าตาผิวพรรณงดงาม กิริยาก็ดูแตกต่างจากชาวมนุษย์ จึงถามพวกเขาไปว่า "ที่นี่ที่ไหน" เขาตอบว่า "เมืองบังบด" บุรุษผู้นี้จึงถามเขาต่อไปว่า "แล้วความเป็นอยู่ ยังทำมาหากิน และทำบุญใส่บาตรเหมือนกันกับมนุษย์ไหม" ชาวบังบดตอบว่า "เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงมิติของภพภูมิที่อยู่"
พอเดินไปถึงกลางหมู่บ้าน ก็ปรากฏภาพถ่ายพระเกจิแขวนอยู่ แต่ก็แปลก เพราะภาพพระเกจินั้น เคลื่อนไหวได้ ท่านหมุนกายหันหน้ามองตาม บุรุษผู้นี้จึงเอ่ยในใจว่า "เราจะไม่เป็นพระเกจิผู้มีฤทธิ์เช่นท่าน" พระนั้นถึงกับทำหน้าสลด แล้วบุรุษจึงเดินจากไป
ต่อมา บุรุษผู้นี้เหลือบไปเห็นข้าวของมากมาย คล้ายกันกับพิพิธภัณฑ์ ในนั้นเห็นมีภาพคล้ายโปสเตอร์อยู่จำนวนหนึ่ง จึงเดินเข้าไปดู เห็นมีภาษาเป็นตัวอักษรอยู่ในภาพด้วย แต่เป็นตัวอักษรที่ไม่มีอยู่ในโลกมนุษย์ ต่อมา เห็นภาพคล้ายเจดีย์อยู่บนทุ่งนา บุรุษผู้นี้สงสัยจึงถามพวกเขาไปว่า "นั่นคืออะไร" เขาตอบว่า "เป็นตำแหน่งสำคัญของเมือง" เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงลาพวกเขาเดินย้อนกลับมาทางเดิม แล้วเดินไปสำรวจอีกเส้นทางหนึ่ง ที่ยังไม่ได้ไป ก็ได้ไปเจอเรื่องราวอัศจรรย์อีกแบบหนึ่ง พอวันต่อมา จึงนำเรื่องราวไปเล่าให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟัง ท่านบอกว่า "นิมิตดีนะ ในวันข้างหน้า อาจได้ลงไปจริงๆ ก็ได้"
ที่เล่านิทานมาเสียยืดยาว เพื่อจะบอกทุกท่านว่า เมื่อวานนี้ 22 มกราคม 2557 "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้รับการเชื้อเชิญจากญาติธรรมท่านหนึ่งคือ คุณเสนีย์ ซึ่งเป็นข้าราชกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก จังหวัดนครราชสีมา เราเคยเป็นเพื่อนกัน ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนศิลปกรรม ที่เทคโนโคราช (2527-2528) หลังจากได้พบกันไม่นาน วิถีชีวิตของเขา ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาทางธรรม ดังนั้น เมื่อวาน เขาจึงมาชวน เพื่อไปสำรวจพื้นที่ "ป่าหุบใหญ่" ซึ่งเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ ในเขตบ้านงิ้ว ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เพื่อจะได้ไปฝึกภาวนากันต่อไป
เมื่อไปถึงที่นั่น ในราวบ่ายโมง จึงได้พบกับพระอาจารย์สุวิทย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านงิ้ว ท่านเป็นพระมหานิกายและบวชมาแล้วหลายพรรษา เมื่อพบกัน ต่างก็ทักทายกัน ประหนึ่งว่า เคยสร้างบุญบารมีมาด้วยกันหลายภพหลายชาติ ท่านดูมีกิริยาอ่อนน้อม และเคารพในผู้ปฏิบัติธรรม ท่านดีใจและปีติในใจ จึงได้แสดงออกมาทางวาจาและกิริยา เมื่อทักทายกันพอสมควรแล้ว ท่านจึงพาเดินสำรวจพื้นที่ป่า ที่เหลืออยู่ 1,400 กว่าไร่ ตั้งแต่บ่ายสองโมง ล่วงเลยไปจนถึงหกโมงเย็น ใช้เวลาสำรวจพื้นที่ โดยการเดินผ่านป่าไม้ ขึ้นเนิน ลงหุบ และเดินรอบแหล่งน้ำ ราว 4 ชั่วโมง

สภาพของพื้นที่ป่าแห่งนี้ ดูแปลกกว่าที่อื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ เพราะสภาพพื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอโชคชัย ที่อยู่ติดกับฝั่งอำเภอเฉลิมพระเกียรตินั้น จะเป็นพื้นที่ราบ ไม่มีภูเขา แต่บริเวณป่าแห่งนี้ กลับมีพื้นที่คล้ายกับหุบเขา มีหุบ มีเนิน ลดหลั่นกันไป ดูสลับซับซ้อน สมกับนามที่เรียกขานกันว่า "เมืองลับแล" และที่แปลกสุดๆก็คือ มีหุบผาที่เต็มไปด้วยก้อนหินคล้ายน้ำตก ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "หุบผาหินหัก" พระอาจารย์สุวิทย์ เล่าให้ฟังว่า ท่านเคยพาเณรมาภาวนาที่นี่ และเณรบอกว่า เป็นปากทางเข้าเมืองลับแล และเห็นประตูกำแพงตั้งอยู่บริเวณช่องน้ำตกนี้ 







        ท่านทั้งหลาย ขณะที่พวกเราเดินสำรวจพื้นที่ต่างๆนั้น บางแห่ง บางเนิน บางหุบ เสมือนได้สื่อสารคลื่นบางอย่าง เช่น กลิ่นหอมออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งผู้รู้บอกว่า ภูมินั้นเป็นของพวกเทวดา ภูมิใดของพญานาคก็จะมีน้ำผุดไหลออกมาจากหุบหน้าผา เป็นลำธารไหลทั้งปี 



"หุบผาหินหัก เมืองลับแล"








        พอตกกลางคืน ได้มีชาวบ้านพากันมาสวดมนต์ที่ศาลาชั่วคราว ราวสิบกว่าคน เมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว ในป่าแห่งนี้ จึงเหลือแต่พระอาจารย์สุวิทย์ บุรุษผู้หนึ่ง และคุณเสนีย์ บรรยากาศก็เงียบสงบลง ต่างคนก็เข้าที่ภาวนา แม้อากาศจะหนาวเหน็บสักปานใด แต่บุรุษผู้นี้ก็ตั้งใจภาวนาทั้งคืน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ชาวโลกทิพย์ และโลกวิญญาณ ดั่งที่เคยปฏิบัติมา ก็ปรากฏว่า มีความสงบ และรู้สึกที่ดีต่อภพภูมิแห่งนี้ ในโอกาสต่อๆไป คงจะได้มาอาศัยสถานที่แห่งนี้ เป็นที่ปลีกเร้นภาวนา จึงขออนุโมทนา และกราบขอบคุณพระอาจารย์สุวิทย์ และอนุโมทนากับคุณเสนีย์ ด้วยทุกประการ

        ขอเจริญในธรรม
        ดร.นนต์
        23 มกราคม 2557




ตอนที่ 2
"ป่าหุบใหญ่" 
แดนมงคลและอาถรรพ์
1 กุมภาพันธ์ 2557




                  กาลต่อมา เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้ถือโอกาสไปปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่อีกครั้ง โดยมีเพื่อนคือคุณเสนีย์ ได้ร่วมไปภาวนาด้วย พอตกค่ำคืน ได้มีชาวบ้านเกือบสิบคนมาสวดมนต์ด้วย คืนนี้ พระอาจารย์สุวิทย์ ท่านเชิญบุรุษผู้นี้ คุยเรื่องธรรมะและการภาวนาให้ญาติโยมฟัง แม้ว่าบุรุษผู้นี้ จะยังเป็นผู้เรียนรู้อยู่ แต่เมื่อเบื้องหน้า มีผู้ใฝ่ในธรรม สนใจอยากจะฟังเรื่องราวจากเขา จึงจำเป็นต้องเมตตาแสดงออกไป ตามภูมิที่มีอยู่ ธรรมทั้งหลายที่แสดงออกไปนั้น แม้อาจไม่บริบูรณ์ดั่งพ่อแม่ครูอาจารย์ แต่ธรรมทั้งหลายก็หลั่งออกมาจากใจ จึงพอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้ 




         ท่านทั้งหลาย "บุรุษผู้นี้" ตั้งจิตขึ้นต้นธรรมบาทแรก ด้วยภาษาธรรมที่หลั่งออกมาจากใจว่า... "คงมิใช่เหตุบังเอิญ ที่พวกเราได้มาพบปะสนทนาในวงธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ ท่านลองคิดดูซิ ในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่ได้เกิดในเมืองไทย เมื่อเกิดในเมืองไทยแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อได้นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้ทำบุญเข้าวัดฟังธรรม เมื่อได้เข้าวัดฟังธรรมแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้สวดมนต์ภาวนาสมาธิ เมื่อได้สวดมนต์ภาวนาสมาธิแล้ว จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้พบกับครูอาจารย์พระอริยเจ้า เมื่อได้พบกับครูอาจารย์พระอริยเจ้าแล้ว จะมีสักกี่คนที่จะได้ร่วมปฏิบัติภาวนากับท่าน เมื่อได้ปฏิบัติภาวนากับท่านแล้ว จะมีสักกี่คนที่จะสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าและพระอรหันต์ ซึ่งนับว่ามีน้อยเอามากๆ ฉะนั้น พวกเราที่พากันดั้นด้นมานั่งสวดมนต์ภาวนาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ จึงนับว่าหายาก พวกเราจึงนับว่าเป็นผู้ทวนกระแสของชาวโลก
💛 แผ่นดินมงคลและอาถรรพ์
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่อง ที่ได้แลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกัน อาทิเช่น... มีอุบาสิกาท่านหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ชายป่าหุบใหญ่ ได้เล่าเรื่องราวบางอย่างให้ฟังว่า... บิดาของท่าน รู้เห็นภายในจากเทวดาว่า... ต่อไปจะมีผู้เป็นมงคล มีครูอาจารย์ระดับใหญ่มากบารมี อีกทั้งผู้ที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะมาในที่แห่งนี้... และเขายังได้บอกเป็นปริศนาต่อไปว่า ในอนาคต พระพุทธเจ้าจะเสด็จมา ณ ที่แห่งนี้ .... นอกจากนั้น เทวดายังได้สื่อผ่านชาวบ้านหลายครั้ง เป็นภาษาโบราณว่า... ต่อไป จะมีพระดงค์เดิน น้อยพรรษา แต่สง่างาม จะมาพาปฏิบัติ และสร้างวัดให้เจริญ พวกชาวบ้านจึงได้แต่เฝ้ารอ... อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เป็นแต่เพียงเรื่องเล่า คงต้องเอาไว้รอพิสูจน์กันต่อไป
ต่อมา ในตอนเช้า พระอาจารย์สุวิทย์ ยังได้เล่าเรื่องราวอาถรรพ์ที่เกิดขึ้นในป่าหุบใหญ่นี้เช่นกันว่า... มีชาวบ้านเห็นงูตัวใหญ่มาก อยู่ในป่าแห่งนี้ แต่มีบางคนไม่กลัว จึงไปจับงูบริวารไปขาย ไม่นานชาวบ้านคนนั้น ก็ถึงแก่ความตาย จึงไม่มีใครกล้ากล้ำกรายเข้าไปทำอะไรในป่าแห่งนี้อีก ป่าและธรรมชาติ จึงเหลือรอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน




            ท่านทั้งหลาย เมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่บุรุษผู้หนึ่ง พระอาจารย์สุวิทย์ และคุณเสนีย์ จึงได้แยกย้ายกันออกไปภาวนา ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบวังเวง "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้อาศัยกระท่อมน้อยอยู่ริมหน้าหุบผา เป็นที่นั่งภาวนา พร้อมกับอธิษฐานว่า จะขอภาวนาตลอดทั้งคืน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับภพภูมิแห่งนี้ และมีเรื่องราวรับรู้เป็นปัตจัตตังบางอย่างเกิดขึ้น อาทิ ในช่วงหัวค่ำ เมื่อบุรุษผู้นี้ได้เข้าที่ภาวนา ปรากฏว่า มีนกต่างๆ และสัตว์ป่านานา ร้องระงม เสียงดังสนั่น ตีวงล้อมใกล้เข้ามา พอตกดึกราวตีหนึ่งตีสอง ขณะที่บุรุษผู้นี้ออกไปเดินจงกรม ก็ปรากฏมีเสียงสุนัขเห่าหอนระงม ดังเป็นทอดๆ จากหมู่บ้านนี้ ไปยังอีกหมู่บ้านที่อยู่ติดกับชายป่า ประหนึ่งว่า มีเหล่าวิญญาณมาขอส่วนบุญ เมื่อแผ่เมตตาไปแล้ว เสียงสุนัขก็เงียบลง ความสงบวังเวง ก็กลับมาปกคลุมผืนป่าอีก จนตลอดทั้งคืน

          ขอเจริญในธรรม

          ดร.นนต์ 
          3 กุมภาพันธ์ 2557





ตอนที่ 3
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต

         ท่านทั้งหลาย มีพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านหนึ่ง ได้เล่านิทานธรรมว่า "ป่าหุบใหญ่" เคยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาของ "พระกกุสันโธพระพุทธเจ้า" ที่เจริญถึงขีดสุด และมีพระอรหันต์สาวกหลายพระองค์ ได้พากันสร้างวัด ณ ดินแดนแห่งนี้ จนเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา รวมทั้งเคยเป็นเมืองหลวงใหญ่โต อีกทั้งยังเป็นที่รวมของภพภูมิต่างๆ ซ้อนกันอยู่หลายมิติ ดังจะเห็นได้ว่า ด้านหลังกระท่อมน้อยของบุรุษผู้หนึ่ง เป็นหุบผามีลำธารไหลทั้งปี ซึ่งเป็นที่อยู่ของพญานาค เมื่อชาวบ้านหรือผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เข้าไปในบริเวณแห่งนี้ ต่างก็ได้พบกับงูตัวใหญ่ออกมาปรากฏกายให้เห็น ซึ่งเป็นที่โจษขานกันมาตั้งแต่อดีต จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปจนกระทั่งบัดนี้ 

         อย่างไรก็ตาม ในค่ำคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ มีอุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้มาบำเพ็ญภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่ด้วย และได้พบกับเรื่องราวที่รับรู้ได้เฉพาะตนว่า พญานาคได้เข้ามากราบไหว้อุบาสิกา ทั้งในร่างของพญานาคและร่างมนุษย์ พร้อมกับเล่านิทานให้ฟังว่า "ณ ที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของพวกเรา ถ้าไม่ใช่พวกท่าน ไม่มีใครอยู่ได้ เพราะดินแดนนี้ เคยเป็นบ้านเมืองของท่าน ส่วนบุคคลอื่น หากใครจิตใจไม่ดีเข้ามา เราจะปรากฏกายให้เห็น ดังที่ชาวบ้านเล่าขานนั่นเอง"  

         ส่วน "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้นิมิตเห็นภาพย้อนไปในอดีตว่า ณ ดินแดนแห่งป่าหุบใหญ่นี้ เคยเกิดตายมาแล้วหลายชาติ และมีอยู่ชาติหนึ่ง เป็นผู้นำกลุ่มชนผู้มีอายุยืนและร่างกายสูงใหญ่ ได้เป็นผู้นำกระทำพิธีอธิษฐานจิต มอบกายถวายชีวิต แด่พระสมณโคดมพุทธเจ้า แรงอธิษฐาน ทำให้ท้องฟ้าสะเทือน พร้อมกับเกิดท้องฟ้าสีทองหมุนวนเต็มท้องฟ้า และเปิดลำแสงสว่างไสว ส่องลงสู่พื้นปฐพีอย่างน่าอัศจรรย์ ดังคำพรรณาต่อไปนี้


อัศจรรย์แห่งป่าหุบใหญ่
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต

บุรุษผู้อธิษฐานบารมี
ถวายชีวีแด่พระโคดม


 🔹   ณ ยามรุ่งทิวาราตีหนึ่ง
บุรุษผู้ซึ่งภาวนาหนา
ในป่าหุบใหญ่พงไพรพนา
ไปตามประสามาตามลำพัง
ภาวนาไปใกล้เวลาแจ้ง
จิตสำแดงธรรมนิมิตเมื่อครั้ง
ย้อนอดีตกาลเป็นปัตจัตตัง
ว่าเมื่อครั้งพุทธกาลผ่านมา
     🔸 ในอดีตพุทธกาลองค์ก่อน
ประชากรร่างใหญ่สูงสง่า
สูงแปดศอกดั่งโบราณว่ามา
อีกพรรษาอายุสองหมื่นปี
เมื่อครั้งกระนั้น "บุรุษผู้หนึ่ง"
ผู้ซึ่งเป็นผู้นำธรรมวิถี
กล่าวคำสัตย์ "อธิษฐาน" พิธี
ขอถวายชีวีแด่พระโคดม
     🔹 เมื่อกล่าวคำจบพบอัศจรรย์
เสียงลั่นครันพลันคล้ายฟ้าถล่ม
เมฆสีทองวนมาเป็นวงกลม
เหนืออาศรมเขตมณฑลพิธี
ไม่นานพลันเมฆาท้องฟ้าเปิด
ส่องแสงเลิศเพริดพรายลงในที่
สว่างจ้าลงสู่ปฐพี
ต่างปีติยินดีสาธุการ
     🔸 อันว่าธรรมนิมิตลิขิตนี้
คือความดีในวัฏสังสาร
ที่สร้างสมไว้ในบรรพกาล
"อธิษฐาน" หนึ่งใน "ทศบารมี"
ครั้นครามาถึงกึ่งพุทธกาลนี้
ถึงคราวความดีมีตามวิถี
อีกทั้ง "แสนกัป" นับว่าพอดี
นิมิตนี้จึงแสดงออกมา
     🔹 อันว่าที่มาแห่งป่าหุบใหญ่
หลวงพ่อฉลวย ช่วยไขปริศนา
ว่าอดีตกาลนมนานผ่านมา
คราศาสนาพระกกุสันโธ
ดินแดนแว่นนี้คือแผ่นดินทอง
ชนแส้ซ้องในธรรมนำสุขโข
พุทธศาสนารุ่งเรืองเติบโต
วัดวาโอ่อ่าประชาอยู่ดี
     🔸 แผ่นดินนี้มีธรรมคำ้แผ่ปรก
เจริญแล้ววกเสื่อมตามสัจวิถี
สลับเปลี่ยนไปหลายอสงไขยปี
วัฏวนนี้คือสัจธรรม
หลวงพ่อว่า มีวัดเก่าใต้พื้นดิน
เคยเป็นถิ่นพระอรหันต์ค้ำ
ผู้เพียรกล้ามาปฏิบัติธรรม
อาจพบธรรมล้ำในแดนพระสัทธา

        ดร.นนต์ รจนาแทนบุรุษผู้หนึ่ง
       🔸 เหตุเกิด ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
           🔸 ณ ป่าหุบใหญ่ ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา


ตอนที่ 4 
"สภาวธรรม" ประสบการณ์นักภาวนา
13 กุมภาพันธ์ 2557

          ท่านทั้งหลาย มีนิทานธรรมเรื่องหนึ่ง เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ของนักภาวนา เสมือนว่า "เป็นความจริงและไม่จริง" ดังบันทึกต่อไปนี้
ในค่ำคืนแห่งวันโกน 13 กุมภาพันธ์ 2557 ก่อนวันพระใหญ่ มาฆบูชา... "บุรุษผู้หนึ่ง" และคุณเสนีย์ ได้ถือโอกาสไปปลีกวิเวกภาวนา ณ "ป่าหุบใหญ่" ดินแดนมหัศจรรย์ ในค่ำคืนแห่งวันโกนนี้ ทั้งป่ามีเพียงแค่บุรุษสองคน เมื่อทั้งคู่ได้แยกกันออกไปภาวนา และอยู่ห่างกันมากพอควร บรรยากาศก็เริ่มเงียบสงัด และวังเวงอย่างรวดเร็ว โดยบุรุษผู้หนึ่งได้อาศัยกระท่อมน้อยข้างใน ที่อยู่ติดกันกับวังของพญานาค ส่วนคุณเสนีย์เลือกที่จะไปอาศัยกระท่อมข้างนอกเป็นที่ภาวนา เพื่อปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็งเสียก่อน





                 ท่านทั้งหลาย การภาวนาในค่ำคืนนี้ มีประสบการณ์หลายอย่างที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยมิมีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมาให้หลงใหล เพียงแต่อยากจะสร้างกำลังใจให้แก่นักภาวนา ดังปรากฏการณ์ต่อไปนี้
💛 1) ใจรักษาธรรม ธรรมรักษาใจ
ในขณะที่บุรุษผู้หนึ่ง กำลังสวดมนต์และแผ่เมตตา ก็ปรากฏคลื่นสัมผัสแผ่เข้ามามากมาย แม้จะไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน แต่จิตเสมือนรับรู้ถึงผู้มาเยือน "เสมือนว่า" เป็นภูมิเจ้าถิ่น เข้ามาหาระลอกแล้วระลอกเล่า แม้การรับรู้จะยังไม่ชัดแจ้งในความเป็นจริง แต่อาการขนลุกขนพองก็บังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้นี้ ไม่ได้มีความหวาดกลัว มีแต่ความสำรวมในกายวาจาใจ ความไม่มีดีอะไร เพราะไม่มีอะไรจะไปอวดเก่งใส่ผู้ใด มีแต่ความเมตตา มีแต่ความอ่อนน้อม และนับถือในความเป็นธรรมชาติของกันและกัน จิตจึงตั้งมั่นอยู่กับการภาวนา แม้จะมีสิ่งใดปรากฏขึ้นมา จิตก็เฝ้าระวังความคิดว่า จะหวั่นไหวไปกับสิ่งรอบข้างหรือไม่ แม้บางช่วง จะมีลมฝนฤดูร้อนกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง มีกิ่งไม้หักหล่นใส่เต็นท์เสียงดัง และมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมา แม้เต็นท์จะเปิดรับลมและฝนอย่างเต็มที่ หรือจะเปียกปอนก็ตาม แต่ขณะนั้น จิตได้รวมลงอย่างหนักแน่น จิตจึงไม่หวาดหวั่น เปียกเป็นเปียก ไม้จะหล่นใส่หัวก็ชั่งมัน ให้รักษาสมาธิและรักษาธรรมเอาไว้ แม้จะตายก็ยอม สุดท้าย จิตก็รักษาธรรมเอาไว้ได้ตลอดทั้งคืน "จึงเห็นพลังแห่งจิตที่อาจหาญได้"
💗 2) กระท่อมข้าใครอย่าแตะ
ต่อมาในช่วงตีสามกว่า ขณะที่บุรุษผู้นี้กำลังนั่งภาวนา ปรากฏว่า เพื่อนละเมอเสียงดังลั่นข้ามป่ามาอยู่นาน จิตพิจารณาเห็นความไม่ปรกติ จึงได้แผ่บุญไปถึง พอตอนเช้า ได้สอบถาม จึงได้ความว่า คืนนี้เขาก็ภาวนาดี แต่เผลอหลับไป มารู้สึกตัวว่ามีคนกำลังบีบคอ จึงต้องร้องขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวแล้ว เขาจึงลุกขึ้นภาวนา และเดินจงกรมต่อจนสว่าง เมื่อทราบเรื่องราวแล้ว จึงให้กำลังใจเขาไปว่า ภพภูมิเขาคงอยากให้ภาวนากระมัง จึงหาวิธีปลุกเรา เขาคงไม่คิดร้ายหรอก ค่อยๆเรียนรู้ไป แล้วจิตใจจะเข้มแข็งขึ้น ความจริงมาทราบในภายหลังจากอุบาสิกาท่านหนึ่งว่า มีวิญญาณสองตายายตรงกระท่อมข้างนอกนั้น คือวิญญาณของตาชมกับยายขวัญ เขาหวงสถานที่ และที่ผ่านมา หลายๆคนจึงอยู่กระท่อมนี้ได้ไม่ตลอดทั้งคืน
💛 3) จิตสว่าง
ต่อมา ในช่วงตีสี่ ขณะที่บุรุษผู้นี้ภาวนา ปรากฏว่า จิตรวมสงบลง มีแสงสว่างเกิดขึ้นหลายครั้ง ช่วงหนึ่ง จิตสว่างไสวจัดจ้า "ดุจอาทิตย์ดวงใหญ่" ส่องแสงสว่างไสวขึ้นเหนือกระท่อม ทางทิศตะวันออก มันเกิดขึ้นในท่ามกลางความมืด ชั่ง "อัศจรรย์" จริงหนอ ต่อมาจิตบอกตัวเองว่า ญาณกำลังจะเกิดขึ้น พลันภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเป็นชั้นๆ เลื่อนไปเหมือนกับภาพสไลด์ แต่ภาพนั้นเคลื่อนไหวได้ จิตมีสติเฝ้าดูอยู่ไม่ปรุงแต่ง จิตเห็นความไม่เที่ยงแล้วจึงปล่อยวาง ต่อมาใกล้สว่าง จิตแยกออกจากกาย สติไม่คลายยังตั้งมั่นอยู่ จิตขอเรียนรู้ จึงกำหนดว่า จะไปในที่ใด แม้จะยังควบคุมทิศทาง และความเร็วยังไม่ได้ ด้วยจิตยังไม่มีพลังพอ แต่จิตก็ได้เรียนรู้พอควรแล้ว จึงไม่ติดใจหรือหลงใหลในสิ่งนี้อีก จิตจึงหลีกถอยกลับมา และออกจากสมาธิ ในเวลา 05.50 น. เรื่องราวของนิทานธรรมจึงจบลง
ท่านทั้งหลาย เรื่องเล่านิทานธรรมนี้ เป็นเพียงประสบการณ์ของนักภาวนาที่ยังเรียนรู้อยู่ และความจริงแท้ทั้งหลาย ก็ยังไม่ชัดแจ้ง จึงโปรดใช้วิจารณญาณกันเอาเอง หรือจะอ่านเล่นเป็นเพียงนิทานธรรม ก็พอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้

         ขอเจริญในธรรม
         ดร.นนต์
         15 กุมภาพันธ์ 2557



ตอนที่ 5
อัศจรรย์ธรรมปฏิบัติ 
วันปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่
27-30 เมษายน 2557

          ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2557 บุรุษผู้หนึ่ง พร้อมคณะญาติธรรมอีกสามท่าน ได้ไปปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่ ดินแดนอาถรรพ์ ที่น้อยคนนักจะกล้าเข้าไป การมาภาวนาในครั้งนี้ จะต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา คือ พวกเราได้เรียนรู้ภูมิเจ้าที่มากขึ้น เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ระหว่างนักภาวนาและชาวโลกทิพย์ว่า จะอยู่อย่างไร จึงจะไม่เป็นการเบียดเบียนกัน นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่นักภาวนาพึงควรเรียนรู้ ดังจะขอเล่านิทานธรรม เพื่อเป็นทั้งอุทาหรณ์ และกำลังใจให้แก่นักภาวนาดังนี้



ความปีติระคนความลำบากใจของภูมิเจ้าถิ่น

          ท่านทั้งหลาย ขอเริ่มเรื่องเล่านี้ว่า ชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนใหญ่จะมีความปีติเบิกบาน เมื่อมีนักภาวนา หรือนักปฏิบัติที่เป็นสัมมาทิฏฐิเข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขา เพราะต่างก็ได้รับกระแสบุญ และความเมตตาแผ่ไปมิมีประมาณ แต่การมาของคณะในครั้งนี้ แม้เขาจะได้รับบุญกุศล และมีความปีติยินดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักภาวนากลับไปสร้างความลำบาก หรือความอึดอัดในวิถีการดำรงอยู่ของพวกเขา เพราะลูกหลานของพวกเขา ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างปรกติได้ เขาจึงมีอุบายในการที่จะเชิญนักภาวนา ออกไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยของเขา ด้วยวิธีการต่างๆ ดังเรื่องราวต่อไปนี้
เมื่ออุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้เข้าไปอาศัยพักภาวนาในกระท่อมน้อย ที่อยู่ข้างหุบผาริมธารด้านใน ซึ่งเป็นกระท่อมที่คุณเสนีย์สร้างไว้ อุบาสิกาเล่าให้ฟังว่า... แรกๆ เขาก็ยินดี แต่พอวันที่สอง เขากลับคิดหวงสถานที่ขึ้นมา จึงหาวิธีที่จะเชิญให้ท่านออกไป ครั้นจะกระทำด้วยฤทธิ์รบกวนแบบตรงๆ เขาก็คงเกรงกลัวต่อบาป จึงได้แสดงนิมิตให้อุบาสิกาได้ทราบว่า เขาไม่พอใจ เพราะกระท่อมน้อยหลังนี้ เป็นที่อยู่ของธิดาพญานาค และเขาบอกว่า ลูกหลานและบริวารของพวกเขาเดือดร้อน เมื่อทราบเรื่องราวที่คาดไม่ถึงแล้ว อุบาสิกาจึงถอนตัวออกมาภาวนาที่ศาลาข้างนอก ส่วนบุรุษผู้หนึ่ง ก็ขอถอนออกมาเช่นกัน ด้วยเกรงพวกเขาจะลำบาก และเกิดกรรมไปมากกว่านี้
ท่านทั้งหลาย เมื่อคณะของพวกเรา ออกมาภาวนาอยู่ข้างนอกแล้ว อุบาสิกาเล่าให้ฟังว่า พญานาคและธิดาสองพ่อลูกได้สำนึก จึงเข้ามาขอขมาลาโทษ ที่พวกเขาได้ล่วงเกินผู้ปฏิบัติดี โดยไม่มีเจตนาจะล่วงเกินไปมากกว่านี้ เมื่อพวกเราทราบแล้ว พวกเราก็ขอโทษพวกเขาด้วยเช่นกัน ที่ไปสร้างความลำบากใจ ให้บังเกิดขึ้นโดยไม่มีเจตนา แต่พวกเราก็มาเพื่อการเพียรละกิเลส และหวังว่า จะมาช่วยพวกท่านให้มีความสุขร่มเย็นได้บ้าง ตามบุญวาสนาของพวกเรา จึงไม่มีเจตนาที่จะมายึดภูมิสถานที่ของผู้ใด เพราะพวกเราเห็นโทษเห็นภัยของการยึดติดทั้งหลาย จึงขอให้ท่านจงสบายใจ และให้อยู่อาศัยตามปรกติต่อไปเถิด ส่วนพวกเราก็จะภาวนา โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อกัน
เป็นอันว่า เมื่อสื่อสารเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงนับเป็นอุทาหรณ์ และข้อเตือนใจ สำหรับนักภาวนาว่า แม้เราจะอยู่ต่างภูมิต่างมิติกัน ก็ควรเคารพในธรรมชาติของกันและกัน ให้มีความเมตตากรุณาและเกื้อกูลต่อกัน



วิญญาณผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ

          ท่านทั้งหลาย นอกจากคณะของพวกเรา จะเผชิญกับพญานาค และชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ยังได้เผชิญเรื่องราวของชาววิญญาณ ผู้เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ปะปนอยู่เช่นเดียวกันกับสังคมของชาวมนุษย์ คือ มีกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนเนินข้างริมธาร ที่อยู่ตรงข้ามกับกระท่อมน้อยของบุรุษผู้หนึ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณสองสามีภรรยา คือ วิญญาณของตาชมกับยายขวัญ วิญญาณฝ่ายสัมมาทิฏฐิ ได้มาเล่าให้อุบาสิกาฟังว่า ยายขวัญหวงที่อยู่อาศัยมาก แม้แต่บริเวณลานบ้าน ก็ไม่อยากให้ใครเข้าไป ซึ่งหลายๆคนได้เผชิญมาแล้ว บางคนก็โดนบีบคอ บางคนก็รีบเก็บกลด เก็บข้าวของแทบไม่ทัน บางครั้ง ก็ดลบันดาลให้มดแดงเข้ามาไต่กัดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สร้างความฉงน จนต้องย้ายกลดทันที เรื่องราวแบบนี้ ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักภาวนา เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้ จะช่วยสร้างนักภาวนา ให้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น

กระท่อมภาวนา ภูมิของวิญญาณผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ



"ดวงสว่าง" 

          ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนที่สามนี้ มีชาวบ้านจำนวนสี่ห้าคน ได้มาสวดมนต์ภาวนาร่วมกันในศาลา โดยบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้นำสวดมนต์และภาวนาสมาธิ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาวนา "บุรุษผู้นี้" ได้อธิษฐานบารมีว่า ... "หากข้าพเจ้าเคยสร้างบุญบารมีในสถานที่แห่งนี้ ก็ขอให้บังเกิดสิ่งอัศจรรย์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ชาวคณะ เพื่อเป็นสักขีพยาน"... เมื่อเริ่มภาวนา สมาธิก็ตั้งมั่น จิตเข้าสู่สภาวะสว่างและโล่งสบาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จิตได้พิจารณาธรรมบางอย่าง ขณะที่จิตรำพึงรำพันถึงบุญบารมีที่เคยสร้างสมมา จิตก็ผุดระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ และพ่อแม่ครูอาจารย์ จึงอธิษฐานจิต ขอปฏิบัติเพื่อบูชาคุณ พลันจิตรับรู้ในบุญกุศลที่ย้อนไหลกลับมา แผ่ซ่าซ่านไปทั้งกายและใจ จิตจึงตื่นเบิกบานเป็นที่สุด
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ภาวนากันอยู่นั้น คุณเสนีย์ที่เดินจงกรมอยู่ข้างนอกศาลา ได้แลเห็นดวงไฟสว่าง ขนาดเท่ากำปั้นด้วยตาเนื้อ "ดวงสว่าง" ลอยเคลื่อนตัวมายังศาลา ขณะที่คณะกำลังภาวนาอยู่ ขณะเดียวกัน อุบาสิกาก็ได้เห็น "ดวงสว่าง" สีฟ้าครามใสขนาดใหญ่ พุ่งตรงเข้าไปในกายของบุรุษผู้หนึ่ง ส่วนคุณครูท่านหนึ่ง ก็เห็นพ่อแม่ครูอาจารย์ เมตตามาโปรดชาวคณะ

ชาวบ้านมาร่วมสวดมนต์และภาวนาสมาธิ


  ใจสะเทือน
เมื่อออกจากสมาธิแล้ว บุรุษผู้หนึ่ง ก็ยังมีจิตใจที่ตื่นเบิกบาน จึงออกไปเดินจงกรมต่อ จิตเห็นสิ่งใด ก็พิจารณาสัจธรรมไปตามสติปัญญาที่มี ตาแลเห็นความมืดทะมึนทึม จิตผุดรู้พิจารณาตามทันทีว่า อ๋อ...ความมืดเป็นธรรมชาติของเขา เขาทำหน้าที่ของเขาอยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้หรอกว่า ผู้ใดกำลังกลัวความมืดอยู่ และเขาก็ไม่รู้ว่าเขาคือความมืด แต่มนุษย์ไปสมมุติเขาขึ้นมาว่า เป็นความมืด แล้วใจก็ไปยึดมั่นเอา พร้อมกับปรุงแต่งขึ้นมาว่า ในความมืดนั้น มีสิ่งน่ากลัวมากมาย ชั่งโง่เง่าจริงหนอเรา เอ้าแล้วที่กลัวผีกลัววิญญาณ กลัวงู กลัวเสือ กลัวช้าง กลัวสัตว์สารพันนั้นเล่า มันเพราะเหตุอะไร... เอ้า...เราก็เคยเกิดเป็นผีเป็นวิญาณ เป็นพญานาค เป็นพรหม เป็นเทวดา และสิงสาราสัตว์นานาแทบทุกชนิดมาแล้วมิใช่หรือ แล้วทำไมเรายังไปหลงกลัวตัวเองอยู่ได้ โอ้...เรามันโง่มาตั้งนาน โง่มาตั้งกี่ภพกี่ชาติกันแล้ว โง่หลง "กลัวตัวเอง" อยู่ได้ เพราะเราถูกอวิชชาครอบงำเอาไว้ จึงไม่รู้ไม่เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว เราก็เคยเกิดเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้มาแล้วทั้งนั้น ก็เพราะร่างกายสังขาร และภพภูมิต่างๆ ที่เราเคยเกิด เคยตาย และเคยเป็น มันไม่เที่ยง เพราะมันเป็น อนิจจัง และเป็นอนัตตา ตายไปแล้วก็ไม่เหลือเป็นตัวเป็นตน แม้พื้นดินที่เรากำลังเหยียบและเดินจงกรมอยู่นี้ ก็เคยเป็นที่ฝังร่างและกระดูกของเรา มาแล้วหลายภพหลายชาติ เมื่อกลายเป็นดินไปแล้ว มันก็หาตัวตนไม่เจอ ยังเหลือแต่วิญญาณ ที่เร่ร่อนไปเกิดในภพภูมิต่างๆ วิญญาณนี้เอง เป็นที่รวมของทุกข์ เมื่อไปเกิดในภพภูมิใด ใจก็เป็นผู้ไปยึดเอา... "ทุกขัง" ... ทุกข์จึงมาขังอยู่ที่ใจไม่สิ้นสุด เพราะอวิชชาเป็นผู้ครอบงำจิตใจของเราไว้นี้เอง จึงรู้ไม่เท่าทันกิเลส
เมื่อพิจารณาไป จิตเสมือนรู้ทันกิเลส ใจก็ห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวขึ้นมา พร้อมกับปรากฏสิ่งอัศจรรย์บังเกิดขึ้นที่ใจ ความสั่นสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหว ดัง...ครืนๆ... เคลื่อนมาปะทะที่ใจ เสมือนความทุกข์ ถูกทำลายออกไป แล้วเหลือไว้แต่ความโล่งเบาสบาย แม้ "สภาวธรรม" ที่บังเกิดขึ้นนั้น จะเป็นอะไรก็ชั่งเถอะ มันก็เป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตา ใจจึงได้ละวางในสภาวะนั้นลง ยังคงเหลือแต่ความทรงจำ ที่พอจะนำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวนิทานธรรมที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เป็นแต่เพียงประสบการณ์หนึ่ง ของผู้ที่ยังไม่สิ้นกิเลส อย่าได้เอาไปเป็นครูอาจารย์ ให้เอาพระพุทธเจ้าเป็นครูอาจารย์เท่านั้น ก็ขอให้อ่านเล่นเป็นแต่เพียงนิทานธรรม ก็พอจะอนุโลมเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันได้ และท้ายสุด ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย มีความสุขเพลิดเพลินในการอ่าน ทุกท่านเทอญ

          ขอเจริญในธรรม
          ดร.นนต์ 
          1 พฤษภาคม 2557


ตอนที่ 6
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต
"ป่าหุบใหญ่" เกิดตายมาหลายชาติ

        ๓๑ มกรา ๒๕๕๘              
คราแสงแดดแผดน้อยแล้วหนา
สองหนุ่มแก่ชวนกันไปภาวนา      
ในดงป่าหุบใหญ่ไร้ผู้คน
หนึ่งนี้ เคยไปมาก็หลายครั้ง        
สองนั้น ทั้งที่ไปก็หลายหน
พากันไปอีกครั้งเพื่อฝึกตน          
ต่างคนค้นหากิเลสในใจ
     
        คืนนี้มีแต่เราในไพรป่า          
อีกหนึ่งหลวงตาภาวนาอยู่ใกล้
ต่างคนต่างภาวนาตามใจ            
อัธยาศัยของใครของมัน
คนใกล้แก่แต่ใจหนุ่มมุ่งมั่น          
ทุกคืนวันหมั่นภาวนาหนา
ขี้เกลียดขยันก็ภาวนา                
ตามครูบาอาจารย์ท่านพาทำ

       คนใกล้แก่ภาวนาใกล้แจ้ง       
จิตสำแดงแจ้งใจเลิศล้ำ
จิตสงบพบกับสภาวธรรม             
ระลึกย้ำอดีตชาติที่ผ่านมา
โอ้ว่า ป่าหุบใหญ่ แห่งนี้              
ไม่รู้กี่ปีกี่ชาติแล้วหนา
เวียนว่ายตายเกิดสลับไปมา          
ไม่รู้ว่าจะกี่หมื่นล้านปี

        เห็นภาพภพภูมิสมัยก่อนเก่า     
เสมือนเราเคยเกิดในภูมินี้
ตั้งแต่มนุษย์ในป่าพงพี                
ดำรงวิถีในป่าดงดอย
มนุษย์โบราณหากินเร่ร่อน            
หาบแบกคอนไปเป็นกลุ่มย่อย
ไม่มีศาสนาจึงหลักลอย               
สังคมน้อยในป่าพนาไพร

        ภพภูมิเก่าแก่อีกสมัยหนึ่ง        
ยังคงพึ่งพาพืชผลนาไร่
เห็นผู้คนคาดไถไร่นาไป              
ทุกข์สุขสบายในบรรพกาล
ภพหนึ่งซึ่งเคยเกิดเป็นสุนัข          
มีถิ่นพำนักในป่าสังสาร
ไม่รู้ว่าทุกข์หรือสุขสำราญ            
ชั่งมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

        ภพต่อมาเห็นว่าเจริญขึ้น        
ผู้คนดาษดื่นมีบ้านอาศัย
ผู้คนจอแจผ่านมาผ่านไป             
อัธยาศัยมีมิตรไมตรี
บ้านหนึ่งเห็นว่ามีรูปวาดแต้ม         
รูปคนแกมอักษรภาพวาดสี
ตื่นตา ต้องใจ แต่งแต้มงามดี        
อันตัว “เรา” นี้คือศิลปิน

       จิตท่องอดีตไปในอีกมิติ         
สติ สมาธิ รู้ตัวสิ้น
ภาพเคลื่อนเลื่อนไปในแผ่นดิน       
ภพภูมถิ่นอดีตบรรพกาล
เห็นภาพ “อดีต” ขีดเส้นเวลา        
ภาพ “อนาคต” ผุดมาเป็นพยาน
บังเกิดในตอนเช้าเป็นหลักฐาน      
ว่าทัศนญาณนั้นเป็นความจริง

       เมื่อหนังฉายได้เวลาอวสาน     
จิตสำราญกลับสู่กายสุขยิ่ง
จิตตื่น กายตื่น ในความเป็นจริง      
ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปธรรมดา         
ล้วนว่าอนัตตา แลทุกขัง
รู้ทุกขัง อริยสัจจัง                     
นิพพานัง ปัจจโย โหตุ

       ขอเจริญในธรรม
       ดร.นนต์ รจนาแทนบุรุษผู้นั้น
       ณ ป่าหุบใหญ่ บ้านงิ้ว 
       ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา
       เหตุเกิด 31 มกราคม 2558